-
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น บัดนี้ – มติ ก.กลาง เห็นชอบเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว อปท.


“กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น”
ลิงค์: https://iqepi.com/19613/ หรือ
เรื่อง: มติ ก.กลาง เห็นชอบเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว อปท.
**ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**
—

จากการประชุม ก กลาง เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 ณ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
กำหนดการให้ข้าราชการ/พนักงานส่วนท้องถิ่น ลูกจ้าง และพนักงานจ้าง อปท.ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวตามมติครม.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 18 พย.2557 ทุกประการ
– ให้ข้าราชการ ลูกจ้าง ที่กำหนดคุณสมบัติต่ำกว่า ป ตรี ที่มีเงินเดือนไม่ถึง 13,285 บาท (เดิม 12,285) ให้ได้รับค่าครองชีพเดือนละ 2,000 บาท(เดิม1,500) แต่เมื่อรวมกับเงินเดือนแล้วจะต้องไม่เกิน 13,285 บาท
– ให้บุคคลตามข้อ 1 ที่ได้รับเงินเดือนไม่ถึง10,000 บาท(เดิม 9,000 บาท) ให้ได้รับ 10,000 บาท
– ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557 เป็นต้นมา
ของแถม » หลักเกณฑ์การให้ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ลูกจ้าง และพนักงานจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว พ.ศ.๒๕๕๕
ส่งตามหนังสือสำนักงาน ก.จ.,ก.ท. และ ก.อบต. ด่วนที่สุด ที่ มท ๐๘๐๙.๓/ว.๑๒๕๙ ลงวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕
๑.ให้ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้างตามภารกิจ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้รับเงินเดือน หรือค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนไม่ถึงเดือนละ ๑๒,๒๘๕ บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท แต่เมื่อรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนแล้วต้องไม่เกินเดือนละ ๑๒,๒๘๕ บาท
กรณีจำนวนเงินที่ได้รับตามวรรคหนึ่งรวมกันแล้วไม่ถึงเดือนละ ๘,๖๑๐ บาท ให้ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้างตามภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นได้รับเงินเพิ่มค่า ครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นจากเงินเดือนหรือค่าจ้างหรือค่าตอบแทนอีกจนถึง เดือนละ ๘,๖๑๐ บาท
สำหรับพนักงานจ้างทั่วไปขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท โดยให้ถือปฏิบัติตามนัยหนังสือสำนักงาน ก.จ.,ก.ท. และ ก.อบต.ด่วนที่สุด ที่ มท ๐๘๐๙.๓/ว ๑๑๕ ลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๑
ทั้งนี้ข้อ ๑. ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๔ – ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔๒.ในกรณีที่ตำแหน่งของข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างประจำ พนักงานจ้างตามภารกิจ และพนักงานทั่วไปขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ ก.จ.,ก.ท. และ ก.อบต. ได้กำหนดให้คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งนั้นต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี ขึ้นไป ให้ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างประจำ พนักงานจ้างตามภารกิจ และพนักงานจ้างทั่วไปขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งบรรจุหรือแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวที่มีเงินเดือน หรือค่าจ้างหรือค่าตอบแทนไม่ถึงเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นจากเงินเดือน หรือค่าจ้างหรือค่าตอบแทนอีกจนถึงเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท
๓.ในกรณีที่ตำแหน่งของข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้างตามภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ ก.จ.,ก.ท. และ ก.อบต.ได้กำหนดให้คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งนั้น ต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี ให้ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้างตามภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งบรรจุและแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวมีเงินเดือนหรือเงินค่าจ้างหรือเงินค่าตอบแทนไม่ถึง เดือนละ ๑๒,๒๘๕ บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท แต่เมื่อรวมกับเงินเดือน หรือค่าจ้างหรือค่าตอบแทนแล้ว ต้องไม่เกินเดือนละ ๑๒,๒๘๕ บาท
๔.ในกรณีที่ตำแหน่งพนักงานจ้างทั่วไปขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ ก.จ.,ก.ท. และ ก.อบต.ได้กำหนดให้คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งนั้นใช้วุฒิการศึกษาระดับต่ำกว่า ปริญญาตรี ให้พนักงานจ้างทั่วไปซึ่งบรรจุหรือแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวที่มีค่า ตอบแทนไม่ถึงเดือนละ ๙,๐๐๐ บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นจากค่าตอบแทนอีกจนถึงเดือนละ ๙,๐๐๐ บาท
ทั้งนี้ข้อ ๒ – ๔ ให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ เป็นต้นไป* ๕.กรณีข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น และลูกจ้างประจำ ซึ่งได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างถึงขั้นสูงของอันดับและค่ารับค่าตอบแทนพิเศษ (ร้อยละ ๒-๔-๖) ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าตอบแทนพิเศษของข้าราชการ และลูกจ้างผู้ได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างถึงขั้นสูงหรือใกล้ถึงขั้นสูงของ อันดับหรือตำแหน่ง พ.ศ.๒๕๕๐ เงินค่าตอบแทนพิเศษ (ร้อยละ ๒-๔-๖-๘) ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงิน เดือนของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ.๒๕๔๗ และกรณีพนักงานจ้างตามภารกิจที่ได้รับค่าตอบแทนเพิ่ม (ร้อยละ ๓-๕) ตามการพิจารณาการเลื่อนขั้นประจำปี เมื่อรวมเงินค่าตอบแทนพิเศษดังกล่าวกับเงินเดือนหรือ ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนแล้ว หากมีจำนวนเงินหรือค่าจ้างหรือค่าตอบแทนยังไม่ถึงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ให้ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้างตามภารกิจได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวตามหลักเกณฑ์ใน ข้อ ๑ ข้อ ๒ หรือข้อ ๓ แล้วแต่กรณี
๖.การเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว ซึ่งมิได้กำหนดไว้ในระเบียบนี้ให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายเงิน เดือนข้าราชการหรือลูกจ้างประจำ แล้วแต่กรณีโดยอนุโลม
๗.ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกคำสั่งให้ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้อง ถิ่น ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีสิทธิได้รับเงินเพิ่มค่า ครองชีพชั่วคราวตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว โดยให้มีการตรวจสอบและปรับปรุงคำสั่งให้ถูกต้องและสอดคล้องกับอัตราเงิน เดือน ค่าจ้าง และค่าตอบแทนที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เช่น การเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี การปรับอัตราเงินเดือนตามวุฒิ การเลื่อนระดับหรือตำแหน่ง เป็นต้น แล้วจัดส่งสำเนาคำสั่งให้จังหวัดเพื่อตรวจสอบจำนวน ๑ ชุด โดยไม่ต้องส่งให้สำนักงาน ก.จ., ก.ท. และ ก.อบต.
หนังสือสั่งการ หนังสือสำนักงาน ก.จ.,ก.ท. และ ก.อบต. ด่วนที่สุด ที่ มท๐๘๐๙.๓/ว.๑๒๕๙ ลงวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕
-
วันดินโลกปีดินสากล บัดนี้ – ประชุมสมัชชาสหประชาชาติมีมติรับรองให้ 5 ธ.ค. ของทุกปี “วันดินโลก”, ปี 2558 “ปีดินสากล”

“วันดินโลก-ปีดินสากล”
ลิงค์: https://iqepi.com/19551/ หรือ
เรื่อง: ประชุมสมัชชาสหประชาชาติมีมติรับรองให้ 5 ธ.ค. ของทุกปี “วันดินโลก”, ปี 2558 “ปีดินสากล”
**ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**
—

ประกาศสำนักพระราชวัง ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จแทนพระองค์ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ไปทรงร่วมงานเฉลิมฉลองวันดินโลกและเริ่มการจัดงานเฉลิมฉลองปีดินสากล ปี 2558 อย่างเป็นทางการ
และเชิญพระราชดำรัสหัวข้อ “Healthy Soils for a Healthy Life” ไปพระราชทานในงานเฉลิมฉลองดังกล่าว ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในวันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2557
ซึ่งที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติมีมติรับรองให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา เป็น.. “วันดินโลก” และให้ปี 2558 เป็น.. “ปีดินสากล” เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระปรีชาสามารถด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรดิน
พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา จะเสด็จไปโดยเครื่องบินของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เที่ยวบินที่ ทีจี 642 จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ในวันพุธที่ 3 กันยายน พุทธศักราช 2557 เวลา 23.55 น. และจะเสด็จกลับโดยเครื่องบินของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เที่ยวบินที่ ทีจี 677 ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ในวันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พุทธศักราช 2557 เวลา 22.30 น.จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกันสำนักพระราชวัง
2 ธันวาคม พุทธศักราช 2557
ที่มา : welovethaiking.com

-
สติกเกอร์ line บัดนี้ – สติกเกอร์ line ภาพฝีพระหัตถ์สมเด็จพระเทพฯ


“สติกเกอร์ line”
ลิงค์: https://iqepi.com/19550/ หรือ
เรื่อง: สติกเกอร์ line ภาพฝีพระหัตถ์สมเด็จพระเทพฯ
**ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**
—


เปิดตัวสติกเกอร์ Line การ์ตูนน่ารักจากภาพฝีพระหัตถ์สมเด็จพระเทพฯ ชุด ‘แชทได้บุญ แชร์ได้กุศล (Chat & Charity)’
โดย รายได้ทั้งหมดจะนำไปสร้างศูนย์รักษาพยาบาล โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา เริ่มดาวน์โหลดได้ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม เป็นต้นไป ในราคา US$ 0.99 ( คิดเป็นเงินไทยประมาณ 30 บาท)
จากรายงานข่าว ระบุว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สภากาชาดไทยรวบรวมภาพวาดฝีพระหัตถ์จัดทำ สติกเกอร์ Line ชุด ‘แชทได้บุญ แชร์ได้กุศล (Chat & Charity)’ ประกอบด้วยภาพวาดทั้งหมด 16 ภาพ ด้าน LINE Thailand ร่วมสนับสนุน ซึ่งรายได้ทั้งหมดโดยมิหักค่าใช้จ่ายจะมอบให้โครงการก่อสร้าง ศูนย์รักษาพยาบาลรวมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า 150 ปี โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา
สำหรับท่านผู้สนใจเริ่มดาวน์ โหลดได้แล้วตั้งแต่วันนี้ 4 ธันวาคม 2557 – 3 มีนาคม 2558 ทั้งระบบปฏิบัติ Android และ iOS ในราคา US$ 0.99 หรือประมาณ 30 บาท
ที่มา: เว็บไซต์ผู้จัดการ

-
บัดนี้ – เขตเศรษฐกิจพิเศษ

“”
ลิงค์: https://iqepi.com/19168/ หรือ
เรื่อง: เขตเศรษฐกิจพิเศษ
**ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**
—

เกี่ยวกับ การจัดตั้ง เขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลเพื่อรองรับ AEC โดยการนำเสนอของกระทรวงการคลัง มีสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) กำกับดูแลการดำเนินการของเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เป็นไปตามนโยบาย สำหรับการเตรียมสอบงานราชการจะไม่ทราบเรื่องนี้เลยก็คงจะไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและส่งผลกระทบในหลายๆ ด้าน ก็อ่านไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเครียด เก็บสะสมข้อมูลพอให้ทราบ เพื่อให้เข้าใจเรื่องราวเกี่ยวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะมีการเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว เพราะทราบข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้ว
จาก การที่ประเทศไทยจะ เข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ( ASEAN Economic Community: AEC) ในปี 2558 เพื่อรองรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนดังกล่าว รัฐบาลได้มีนโยบายที่จะจัดตั้ง “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ในจังหวัดต่างๆ ตามแนวชายแดน
เขตเศรษฐกิจพิเศษคืออะไร
เขตเศรษฐกิจพิเศษ หมายถึง เขตพื้นที่ที่จัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมสนับสนุน และอำนวยความสะดวก รวมทั้งให้สิทธิพิเศษบางประการในการดำเนินกิจการต่างๆ เช่น การอุตสาหกรรม การพาณิชยกรรม การบริการ หรือกิจการอื่นใดที่เป็นประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศ
สิทธิ ประโยชน์ที่ผู้ ประกอบการอุตสาหกรรม การพาณิชยกรรม หรือกิจการอื่นใดที่เป็นประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศ ได้รับอยู่แล้วตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ การส่งเสริมการลงทุน ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 การนิคมอุตสาหกรรม ตามพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 และเขตปลอดอากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พระพุทธศักราช 2496 โดยมีสาระสำคัญการให้สิทธิประโยชน์ ดังนี้
การ จัดตั้งเขต เศรษฐกิจพิเศษ ควรออกเป็นพระราชบัญญัติเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 และพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 โดยการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติศุลกากร พระพุทธศักราช 2496 เพิ่มบทบัญญัติในหมวด 10 ตรี “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” การจัดตั้งให้ออกเป็นประกาศกระทรวงการคลัง โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และผู้ที่ประกอบการในเขตดังกล่าวได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดี่ยวกับผู้ได้รับ การส่งเสริมการลงทุน ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม ตามพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 และผู้ประกอบการในเขตปลอดอากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พระพุทธศักราช 2469 ตามรายละเอียดที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น
ประโยชน์ที่ได้รับจากการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ
การ ที่ประเทศไทยจะ เข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558 และประเทศไทยมีสภาพทางภูมิศาสตร์เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ จะมีประโยชน์เป็นอย่างมากต่อประเทศไทย เพราะเป็นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน ของสินค้าไทยในตลาดประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีประโยชน์ที่จะได้รับ ดังนี้
- เป็นการส่งเสริมการลงทุนในประเทศ เพราะประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
- เป็นการส่งเสริมการส่งออก เพราะช่วยลดต้นทุนในการประกอบการต่างๆ เช่น ค่าแรงงานราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้าน
- เป็นการส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการผลิตสินค้าจากต่างประเทศเข้าดำเนินการในประเทศไทย
- เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าจากประเทศไทย และประเทศต่างๆ ไปสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศอื่นๆ
- ก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย ที่มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ
สาระสำคัญร่าง พ.ร.บ. เขตเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ.2548
1.เขต พิเศษ หมายถึง พื้นที่เฉพาะที่กำหนดขึ้นเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมสนับสนุน อำนวยความสะดวก รวมทั้งให้สิทธิพิเศษบางประการในการดำเนินกิจการต่างๆ ภายในเขตพื้นที่ เช่น การอุตสาหกรรม การเกษตรกรรม พาณิชยกรรม การท่องเที่ยว การบริหาร หรือการอื่นใด และยังเป็นการพัฒนาต้นแบบการบริหารจัดการที่ดี
***2.ให้ มีคณะกรรมการนโยบายเขตพิเศษ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่เสนอแนะนโยบายเขตพิเศษและการตั้งเขตพิเศษแต่ละแห่งต่อคณะ รัฐมนตรี รวมทั้งกำกับดูแลการดำเนินการของเขตพิเศษให้เป็นไปตามนโยบาย โดยมีสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพิเศษ ซึ่งมีสถานะเป็นองค์การมหาชน ทำหน้าที่ศึกษาถึงรายละเอียดที่จะตั้งเขตพิเศษ รวมทั้งเป็นฝ่ายวิชาการและธุรการให้คณะกรรมการนโยบายฯ
3.กำหนดให้มีกระบวนการจัดตั้งเขตพิเศษ การบริหารจัดการเขตพิเศษแต่ละเขตรายได้และอำนาจหน้าที่ของเขตพิเศษ
***4.เขต พิเศษอาจได้มาซึ่งที่ดิน/อสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้ในการดำเนินงาน โดยจัดหาเอง เช่น ซื้อ เช่าซื้อ แลกเปลี่ยน เช่าระยะยาว เวนคืน ให้เอกชนนำที่ดินมาร่วมลงทุน เป็นต้น หรือได้มาโดยผลของกฎหมาย เช่น ให้ พรฏ.จัดตั้งเขตพิเศษมีผลเป็นการถอนสภาพสาธารณสมบัติของแผ่นดินในเขตที่กำหนด เป็นเขตพิเศษ และให้ตกเป็นของเขตพิเศษ โดยไม่ต้องดำเนินการตามกฎหมายที่ดิน
***5.กรณี ที่กฎหมายกำหนดให้การดำเนินการในเรื่องใดเป็นอำนาจของหน่วยงาน ของรัฐหรือคณะกรรมการตามกฎหมาย ให้เขตพิเศษมีอำนาจดำเนินการได้เช่นเดียวกับหน่วยงานของรัฐนั้น และให้ถือว่าผู้ว่าการเขตพิเศษเป็นและมีอำนาจเช่นเดียวกับเจ้าพนักงานตาม กฎหมายนั้น
6.การดำเนินการเรื่องใดที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาต จากหน่วยงานของ รัฐ เขตพิเศษมีอำนาจดำเนินการได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้สำหรับผู้ขออนุญาตตามกฎหมายนั้น
7.ถ้าเขตพิเศษ เห็นว่าหลักเกณฑ์ วิธีการเงื่อนไขที่กำหนดไว้สำหรับผู้ขออนุญาตตามกฎหมายใดเป็นอุปสรรคแก่ผู้ ประกอบการ/ผู้อยู่อาศัย ให้รายงานคณะกรรมการนโยบายเพื่อนำเสนอ ครม.ปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้ ยกเว้นกิจการที่อยู่ในอำนาจของ กทช.และ กสช
8.ถ้าพื้นที่ของเขตพิเศษครอบคลุมป่าสงวนแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรืออุทยานแห่งชาติ และเขตพิเศษนั้นมีวัตถุประสงค์ในการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าวต้องสอดคล้องกับแผนและแนวทาง การดำเนินงานของเขตพิเศษ
9.เขตพิเศษมีอำนาจให้บริการแก่ผู้ประกอบ ธุรกิจ/อยู่อาศัย เช่น อนุมัติ ออกใบอนุญาต แทนหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมายภายในพื้นที่เขตพิเศษ และเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ซึ่งค่าธรรมเนียมหลังจากหักค่าใช้จ่ายไว้ไม่เกินร้อยละ 10 ให้ส่งเป็นรายได้ของหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมาย ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายนั้นกำหนด และเมื่อดำเนินการแล้วต้องแจ้งให้หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมายทราบ
10.ให้ เขตพิเศษมีอำนาจเช่นเดียวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในพื้นที่ เขตพิเศษ และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมได้ โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เมื่อดำเนินการแล้วต้องแจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทราบ ค่าธรรมเนียมหลังจากหักค่าใช้จ่ายไว้ไม่เกินร้อยละ 10 ให้ส่งเป็นรายได้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
11.กรณีหน่วยงานของรัฐหรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเห็นว่าการดำเนินการ ของเขตพิเศษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม ให้แจ้งเขตพิเศษเพื่อแก้ไข ถ้าเขตพิเศษไม่ดำเนินการให้เสนอคณะกรรมการนโยบายเพื่อวินิจฉัย
12.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกรรมการ โดยตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารเขตพิเศษ
13.ผู้ประกอบการ/ผู้อยู่อาศัยในเขตพิเศษมีสิทธิ
(1) ได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต และค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน
(2) การลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
(3) หักค่าใช้จ่ายก่อนการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานอกจากที่กำหนดในประมวลรัษฎากร
(4) นำคนต่างด้าวเข้ามาอยู่และทำงานในราชอาณาจักร
(5) สิทธิในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินของคนต่างด้าว
(6) สิทธิในการถือครองหรือเปิดบัญชีเงินฝากเป็นเงินตราต่างประเทศ
(7) สิทธิในการนำหรือส่งเงินออกไปนอกราชอาณาจักร
ข้อท้วงติงของแต่ละหน่วยงาน
=กระทรวงการคลัง
การ กำหนดให้เขตเศรษฐกิจพิเศษมีอำนาจดำเนินการได้เช่นเดียวกับหน่วยงานของ รัฐ หรือคณะกรรมการตามกฎหมายใดเป็นการเฉพาะนั้น อาจทำให้การพิจารณาอนุมัติหรืออนุญาตขาดการพิจารณาจากหน่วยงานที่มีความ เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และควรกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
=กระทรวงกลาโหม
เห็น ควรตัดร่างมาตรา 62 (1) (2) มาตรา 64, 65 และ 66 ออก เนื่องจากกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และตัดร่างมาตรา 88 และไม่สมควรกำหนดตามร่างมาตรา 99 เพราะอาจจะขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 36 วรรคแรก
=กระทรวงวัฒนธรรม
ควรเพิ่มบทบัญญัติเพื่อปกป้องคุ้มครองโบราณสถาน และควรเพิ่มผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรมในคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจพิเศษด้วย
การ จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษให้มีฐานะเป็น องค์กรมหาชน จะต้องไม่เป็นกิจการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร แต่เขตเศรษฐกิจพิเศษมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมีลักษณะเป็นการแสวงหากำไร
=กระทรวงสาธารณสุข
การกำหนดให้ ผู้ว่าการเขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นผู้มีอำนาจอนุมัติ อนุญาต ออกใบอนุญาต หรือให้ความเห็นชอบ หรือเป็นผู้มีอำนาจในการรับจดทะเบียนหรือรับแจ้งตามกฎหมายอื่นด้วยนั้น ควรมีการประเมินความคิดเห็นของทุกฝ่ายให้รอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปกครองส่วนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญ
=สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ร่าง กฎหมายดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ถ้าหากพื้นที่ของ อปท.ได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ
=สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
กฎหมาย ฉบับนี้ให้อำนาจที่จะให้มีการถมทะเลได้ ซึ่งนอกจากจะศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ควรต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมก่อน
=องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน(องค์กรมหาชน)
เห็น ควรให้กำหนดการให้สิทธิพิเศษในการดำเนินกิจการตามร่างมาตรา 4 แต่เฉพาะ “การอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง” เท่านั้น โดยควรตัดข้อความ “การท่องเที่ยว การบริการ และการอื่นใด” ออก
และใน ส่วนอำนาจหน้าที่ที่ซ้ำซ้อนกับส่วนราชการอื่น ควรมีบทบัญญัติกำหนดให้มีการบูรณาการความร่วมมือและประสานงานเพื่อใช้อำนาจ หน้าที่ร่วมกัน

6 ใน 12 เขตเศรษฐกิจพิเศษของไทย
ความเห็นของภาคเอกชน : การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน
ยุทธศาสตร์ การ พัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการขนส่งของภูมิภาคเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ โดยภาครัฐได้มีการร่างกฎหมายเขตเศรษฐกิจชายแดน โดยวัตถุประสงค์สำคัญจะเป็นการใช้ประโยชน์พื้นที่ตามตะเข็บของชายแดน ซึ่งประเทศไทยมีชายแดนติดต่อกับหลายประเทศ ได้แก่ พม่า , ลาว , กัมพูชา ซึ่งหากรวมภาคใต้ก็จะมีมาเลเซีย โดยเหตุผลสำคัญประเทศไทยต้องการพัฒนาพื้นที่เขตลงทุนอุตสาหกรรมและพาณิชยก รรมให้เป็นประตูรองรับการเชื่อมโยงโครงการ ไม่ว่าจะเป็น GMS : Great Makong Subregion ซึ่งเป็นโครงการภายใต้ธนาคารแห่งเอเชีย ADB Bank
โดย เฉพาะต้องการ เชื่อมโยงกับประเทศจีนตอนใต้ โดยการพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดนที่น่าจะเป็นรูปธรรมน่าจะเป็นโครงการพัฒนา พื้นที่ทางส่วนเหนือของจังหวัดเชียงราย อาจจะเป็นที่แม่สายหรือที่อำเภอเชียงของ ซึ่งจะมีเส้นทางเชื่อมโยงกับเมืองเชียงรุ่งและเมืองคุนหมิง ซึ่งอยู่ในมณฑลยูนานของประเทศจีนตอนใต้ สำหรับโครงการนำร่องเศรษฐกิจชายแดนอีกแห่งหนึ่งน่าจะเป็นบริเวณชายแดน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กับเมืองเมียวดี ของพม่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้โครงการเขตเศรษฐกิจชายแดนกลายเป็นประเด็นในปัจจุบันก็ เนื่องจากรัฐบาลต้องการจะให้มีการส่งเสริมการลงทุนจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือจากนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้ง นักลงทุนท้องถิ่นให้มาลงทุนในบริเวณพื้นที่ซึ่งรัฐบาลจะจัดสรร ตามตะเข็บชายแดน โดยการใช้ประโยชน์จากแรงงานต่างด้าวที่จะสามารถเข้ามาทำงานได้แบบเช้าไปเย็น กลับ อีกทั้งจะสามารถนำเข้าวัตถุดิบและส่งออกได้โดยเสรี
นอก จากนี้ จะเป็นแหล่งรองรับการเคลื่อนย้ายฐานการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงาน (Labour Insentive) และอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะวัตถุดิบประเภทไม้ โดยผู้ที่ลงทุนในเขตอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจชายแดนจะได้รับสิทธิประโยชน์จาก การยกเว้นภาษีนำเข้า , การยกเว้นภาษีเงินได้ รวมถึงการตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนและศูนย์กระจายสินค้าด้าน Logistics
โดยผู้ที่ลงทุนในเขตเศรษฐกิจชายแดนจะมีลักษณะแตกต่างไปจากนิคมอุตสาหกรรมโดยทั่วไปก็ตรงที่ ในเขตเศรษฐกิจชายแดน จะถือเป็นดินแดนพิเศษ ดูแลและบริหารโดยคณะกรรมการบริหารจัดการเขตเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบด้วย กรรมการจากคนท้องถิ่น 6 คน และกรรมการจากภาครัฐอีก 4 คน ทำหน้าที่เป็นผู้บริหาร โดยมีอำนาจในการจัดตั้งองค์กรมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการพัฒนาพื้นที่และการใช้ ประโยชน์ของพื้นที่ป่าไม้หรือป่าชุมชน โดยคณะกรรมการมีสิทธิที่จะนำที่ดินเหล่านั้นมาจัดสรรให้กับเอกชนไม่ว่าจะ เป็นสัญชาติไทยหรือต่างชาติ สามารถทำสัญญาเช่าเป็นระยะเวลาได้ถึง 99 ปี
เกี่ยวกับเรื่องเขตเศรษฐกิจชายแดน มีผู้วิพากษ์ทั้งข้อดีและข้อเสีย หากมองในแง่ประโยชน์แล้วก็จะสามารถทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาบริเวณชายแดน ไม่ว่าจะเป็นที่แม่สอด หรือที่เชียงราย หรือจังหวัดหนองคาย หรือในอีกหลายที่ให้สามารถสร้างเป็นเขตอุตสาหกรรม โดยประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการใช้แรงงานประเทศเพื่อนบ้านเป็นการแก้ปัญหา การขาดแคลนแรงงานไร้ทักษะ และแก้ปัญหาการทะลักเข้ามาในพื้นที่ส่วนกลางของแรงงานต่างด้าว
ส่วนข้อเสียนั้น มีผู้วิจารณ์ที่หลากหลายว่าจะเป็นการเสียอำนาจอธิปไตยหรือการให้อำนาจคณะ กรรมการมากเกินไปในการเวนคืนที่ดิน ถึงแม้ว่า จะมีกรรมการจากท้องถิ่น จะเป็นกรรมการที่จะรักษาความถูกต้อง แต่เรื่องของผลประโยชน์นั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเป็นกรรมการจากคนท้องถิ่นหรือเป็นคนภายนอก หากเป็นผลประโยชน์ซึ่งลงตัวกันแล้ว ก็ฮั้วกันได้ทั้งสิ้น นอกจากนี้ การให้ระยะเวลาเช่าที่ยาวเกินไป เมื่อเทียบกับประเทศจีนหรือประเทศเวียดนาม ซึ่งมีระยะเวลาให้เช่าที่ดินเพื่ออุตสาหกรรมไม่เกิน 50 ปี
อย่างไรก็ดี ข้อที่ควรพิจารณา หากเป็นนักลงทุนชาวจีน ซึ่งในประเทศของเขามีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง , ค่าที่ดิน วัตถุดิบ อะไรเป็นเหตุจูงใจให้อยากมาลงทุนในเขตเศรษฐกิจชายแดนที่ตอนเหนือของเชียงราย เป็นไปได้หรือไม่ว่าเป็นเครื่องหมายสำคัญ ก็คือ แหล่งกำเนิดสินค้าในประเทศไทย “Thailand of Origin” เพื่อจะได้นำสินค้าเข้าไปในอาเซียนหรือไปแย่งตลาดของไทยเองในสหรัฐอเมริกา ซึ่งจีนกำลังมีปัญหาในเรื่องของโควตาสินค้า ซึ่งเกิดจากการถูกกดดันเกี่ยวกับค่าเงินหยวน
ดัง นั้น การพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ จึงขอให้มีความรอบคอบ โดยข้อเท็จจริงแล้วประเทศไทยเองก็มีกฎหมายหลายฉบับไม่ว่าจะเป็นร่าง พรบ. เขตปลอดอากร , เขตอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก (EPZ : Export Processing Zone) หรือเขต Free Zone ก็ ล้วนแต่ให้สิทธิใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ไม่ว่าจะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโน ของ สปป.ลาว , เขตเศรษฐกิจพิเศษลาวบาว ของเวียดนาม , หรือที่มณฑลกวางสี, เมืองฉงชิ่ง , เมืองเซินเจิ้น ฯลฯ ในประเทศจีน ซึ่งล้วนเป็นประเทศซึ่งมีระบบปกครองเป็นสังคมนิยม เอกชนไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของที่ดิน รัฐจึงสามารถจัดสรรให้กับต่างชาติเช่าได้
แต่ กรณีของประเทศ ไทย เป็นประเทศประชาธิปไตย ซึ่งมีความแตกต่างกัน ซึ่งเรื่องเศรษฐกิจพิเศษชายแดนนี้คงต้องมีการถกเถียง ทั้งส่วนของผู้ที่เห็นด้วย กับผู้ที่ไม่เห็นด้วยหรือมีความคิดแตกต่างกันไป แต่ทราบว่ารัฐบาลก็มีงบประมาณกว่า 1,300 ล้าน ในการเตรียมพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดนที่เชียงราย หากคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศแล้วก็ทำไป แต่ประเทศไทยไม่ได้เป็นของคนใดคนหนึ่ง เพียงแต่ขอให้คิดให้รอบคอบเพราะมีผลต่อลูกหลาน ทุกคนก็เกิดมาแล้วก็ต้องตายด้วยกันทั้งสิ้น ผลประโยชน์ที่ได้มาก็คงไม่มีใครที่จะแบกไปกับตนได้ เหลือเพียงแต่คุณความดีหรือการสาปแช่งเท่านั้น…

นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม
แผนโครงสร้างพื้นฐานเขต ศก.พิเศษของไทย
เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้ประชุมร่วมกับผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมพร้อมในการประชุมคณะอนุกรรมการด้านโครงสร้างพื้นฐานและด่าน ศุลกากร ในวันที่ 18 ส.ค.นี้ ซึ่งจะมีการพิจารณาแผนและลำดับความสำคัญการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แผนปรับปรุงด่านศุลกากร/ด่านชายแดน และแผนพัฒนานิคมอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถรองรับกิจกรรมในพื้นที่พัฒนาและจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ เชื่อมโยงประเทศในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานมอบหมายให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือน ส.ค.นี้
ทั้งนี้ เป้าหมายในปี 2557-2558 จะมีการจัดตั้งเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษให้สมบูรณ์โดยพัฒนาพื้นที่ชายแดนที่มีศักยภาพ ได้แก่ 1.ด่าน แม่สอด จ.ตาก 2.ด่านอรัญประเทศ จ.สระแก้ว 3.ด่านหาดเล็ก (ท่าเรือคลองใหญ่) จ.ตราด 4.ด่านมุกดาหาร 5.ด่านสะเดา 6.ด่านปาดังเบซาร์ จ.สงขลา ส่วนที่เหลืออีก 12 ด่านจะทยอยดำเนินการในระยะต่อไป
อย่าง ไรก็ตาม นอกจากคณะอนุกรรมการด้านโครงสร้างพื้นฐานและด่านศุลกากร จะพัฒนาโครงข่ายพื้นฐานทั้งบก น้ำ อากาศ รางให้เชื่อมโยงกับ 6 ด่านชายแดนอย่างสะดวกแล้ว จะต้องดูเรื่องการปรับปรุงด่านศุลกากร ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ด่านทั้งน้ำประปา ไฟฟ้า ให้ครอบคลุม รวมไปถึงการบริหารจัดการที่ด่าน ซึ่งในภาพรวมหน่วยงานของคมนาคม ได้มีแผนโครงข่ายเชื่อมโยงแต่ละด่านไว้แล้ว และพร้อมดำเนินการทันที

รายงานข่าวว่าเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2557 คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ได้มีการประชุมครั้งที่ 1/2557 ณ กองบัญชาการกองทัพบก โดยมีหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) เป็นประธานการประชุมสรุปสาระสาคัญของผลการประชุมได้ดังนี้
1. ที่ประชุมคณะกรรมการ กนพ. รับทราบความก้าวหน้าการดาเนินงานของ สศช.ในช่วงปีที่ผ่านมา ได้แก่ (1) ศึกษาเพื่อวางยุทธศาสตร์การพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในระดับประเทศและระดับพื้นที่ (2) หารือร่วมกับหน่วยงานในเรื่องการให้สิทธิประโยชน์ การให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ มาตรการสนับสนุนการใช้แรงงานต่างด้าว (3) เตรียมความพร้อม สร้างความเข้าใจและการรับฟังความความคิดเห็นของภาคส่วนการพัฒนาในพื้นที่ชายแดน (4) ศึกษาตัวอย่างรูปแบบการพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในต่างประเทศ (5) สำรวจพื้นที่ชายแดนที่มีศักยภาพและโอกาสการเชื่อมโยงไปยังประเทศในภูมิภาคและ (6) ประสานความร่วมมือในระดับทวิภาคีกับประเทศกัมพูชาและประเทศมาเลเซียในการพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษร่วมกัน
2. ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบพื้นที่ที่มีศักยภาพเหมาะสมในการจัดตั้งเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษระยะแรกของไทยใน 5 พื้นที่ชายแดน เพื่อให้สามารถก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนได้อย่างสมบูรณ์ในปี 2558 ได้แก่ (1) แม่สอด (2) อรัญประเทศ (3) ตราด (4) มุกดาหาร (5) สะเดา (ด่านศุลกากรสะเดาและปาดังเบซาร์) โดย เน้นการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของ ประเทศ ในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มการจ้างงานและสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้ประชาชน แก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้ามายังพื้นที่ตอนใน ปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายจากประเทศเพื่อนบ้าน และปัญหาความแออัดบริเวณด่านชายแดน

3. ที่ประชุมได้เห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการสนับสนุนการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 4 เรื่อง ได้แก่ (1) สิทธิประโยชน์สาหรับการลงทุน (2) การให้บริการจุดเดียวแบบเบ็ดเสร็จ (3) มาตรการสนับสนุนการใช้แรงงานต่างด้าว และ (4) การ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและด่านศุลกากรในพื้นที่ เพื่อให้สามารถรองรับกิจกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจและเชื่อมโยงประเทศใน ภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. ที่ประชุมได้อนุมัติให้ตั้งคณะอนุกรรมการ 3 ชุดเพื่อเสนอแนวทางการดาเนินงานในส่วนที่ได้รับมอบหมายให้ กนพ. พิจารณาภายในเดือนสิงหาคม 2557 ได้แก่
(1) คณะอนุกรรมการด้านสิทธิประโยชน์ ขอบเขตพื้นที่ และศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านการลงทุน เสนอขอบเขตและจัดหาพื้นที่ สิทธิประโยชน์ และแผนพัฒนาระบบบริการเบ็ดเสร็จด้านการลงทุน ปลัด กค. เป็นประธาน/ ผอ.สศค.เป็นเลขานุการ/สกท.และสศช. เป็นผู้ช่วยเลขานุการ
(2) คณะอนุกรรมการศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านแรงงาน สาธารณสุข และความมั่นคงเสนอแนวทางจัดระบบการจ้างแรงงานต่างด้าว การพัฒนาฝีมือแรงงาน และแผนการจัดตั้ง One Stop Service แรงงานต่างด้าว ปลัดรง.เป็นประธาน/รง.เป็นฝ่ายเลขานุการ/สศช. เป็นผู้ช่วยเลขานุการ
(3) คณะอนุกรรมการด้านโครงสร้างพื้นฐานและด่านศุลกากรเสนอแผนและลาดับความสาคัญการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แผนปรับปรุงด่านศุลกากร/ด่านชายแดน และแผนพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ปลัด คค. เป็นประธาน/ผอ.สนข.เป็นเลขานุการ/กรมศุลกากรและ สศช. เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

5. ให้ สศช. ทาการประเมินผลการดาเนินงานตามนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 5 พื้นที่ (ตุลาคม 2557-ธันวาคม 2558) ในลักษณะ ก่อน–หลัง ในประเด็นดังนี้ (1) ความก้าวหน้าการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (2) ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ(3) ผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง (4) ความพึงพอใจของภาคส่วนต่างๆ (5) ปัญหา อุปสรรคและแนวทางแก้ไขปรับปรุงเพื่อการปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้องมี ประสิทธิภาพ และก่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศทั้งนี้เพื่อใช้ประกอบในการพัฒนาและจัดตั้ง เขตเศรษฐกิจพิเศษในระยะต่อไปให้มีประสิทธิภาพ
ระยะที่ 2
จาก การรายงานข่าวว่าทางภาครัฐและเอกชนเชียงรายได้ข่าวดีหลังจากประชุม ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) จ.เชียงราย มีการแจ้งในที่ประชุมว่าล่าสุด คสช.ได้กำหนดให้ จ.เชียงราย พร้อมด้วย จ.กาญจนบุรี จ.หนองคาย จ.นครพนม และ จ.นราธิวาส เป็นจังหวัดที่จะได้รับการพัฒนาในระยะที่ 2 ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป โดยให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทำการศึกษาและเก็บข้อมูล ในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.)

นาย จักรกฤช ธรรมศิริ รองผู้จัดการโครงการศึกษายุทธศาสตร์การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ กล่าวว่าเชียงรายโชคดีที่เป็นกลุ่มจังหวัดที่จะพัฒนาเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจ พิเศษในเฟส 2 เพราะจะได้รับทราบปัญหาจากกลุ่มจังหวัดแรกๆ และสามารถใช้เป็นข้อศึกษาได้อย่างละเอียดมากขึ้น โดยคณะจะเริ่มลงพื้นที่ จ.เชียงรายตั้งแต่กลางเดือน ส.ค. 57 เป็นต้นไป เพื่อเก็บข้อมูลอย่างรอบด้านทุกเรื่องตามนโยบายของ คสช.ที่เน้นให้ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด เริ่มจากการรับฟังความเห็นตั้งแต่กลางดือน ส.ค.-ก.ย. 57 และมีการศึกษาอย่างละเอียดครอบคลุมเรื่องผลกระทบในด้านต่างๆ ด้วย ส่วนเขตพื้นที่ที่จะจัดตั้งก็จะพิจารณาตามเขตการปกครองคือตำบล อำเภอ จังหวัด ซึ่งทำให้ง่ายขึ้นอีก


ใน การประชุมได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าโครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟเชียง ของ-เด่นชัย ที่มีการผลักดันกันมานานนั้น ล่าสุด คสช.ได้ให้ความเห็นชอบแนวทางการพัฒนาเป็นระบบรถไฟทางคู่ในอนาคต โดยใช้ขนาดทางมาตรฐาน 1.435 เมตร (Standgard Gauge) รถไฟขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ความเร็ว 160 กม./ชม. เป็น 1 ใน 2 โครงการ ในระยะเร่งด่วนแล้ว โดยให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) นำผลศึกษารถไฟความเร็วสูงเดิมมาศึกษาทบทวนเพื่อต่อยอดการออกแบบให้สัมพันธ์ กับแนวทางดังกล่าว ซึ่งจะเป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงจากจีน-ลาว-ไทย-มาเลเซีย




ที่ ประชุม กรอ.เชียงรายครั้งนี้ยังมีการหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งแลนด์มาร์กของ จ.เชียงราย เบื้องต้นกำหนดใช้สถานที่ ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมือง ก่อนถึงวัดร่องขุ่น เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ และทางนายวิรุณ คำภิโล ที่ปรึกษาหอการค้า จ.เชียงราย แจ้งว่า หอการค้า จ.เชียงรายจะเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมหอการค้าทั่วประเทศในวันที่ 21-23 พ.ย.นี้ที่ มฟล. คาดว่าจะมีผู้เข้าไปร่วมงานทุกฝ่ายประมาณ 4,500-5,000 คน


-
สอบท้องถิ่น บัดนี้ – หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการสอบคัดเลือกข้าราชการ/พนักงานส่วนท้องถิ่น (สอบเปลี่ยนสายงาน)


“สอบท้องถิ่น”
ลิงค์: https://iqepi.com/19167/ หรือ
เรื่อง: หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการสอบคัดเลือกข้าราชการ/พนักงานส่วนท้องถิ่น (สอบเปลี่ยนสายงาน)
**ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**
—

สำนักงาน ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ประกาศ เรื่องหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการสอบคัดเลือกของข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2557
การสอบคัดเลือกไม่ใช่สอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ถ้าภาษาคนสอบท้องถิ่น มักจะเรียกว่า สอบเปลี่ยนสายงาน คือรับสมัครเฉพาะผู้ที่เป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น สอบเพื่อเปลี่ยนสายงาน มิใช่การรับสมัครบุคคลทั่วไปบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น
ประกาศตัวนี้เป็นผลจากการประชุมครั้งที่ 4/2557 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2557 และการประชุมครั้งที่ 5/2557 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2557 ได้มีมติให้ปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์ เงื่อนไข หลักสูตร วิธีการคัดเลือกและคุณสมบัติผู้มีสิทธิสมัครสอบคัดเลือก โดยให้ยกเลิกประกาศหลักเกณฑ์และเงื่อนไขฉบับทีผ่านมาและให้ใช้ฉบับนี้แทน
-
กระทรวงมหาดไทย บัดนี้ – เริ่มแต่งเครื่องแบบข้าราชการทุกวันจันทร์ 1 ธ.ค. 57 เป็นต้นไป


“กระทรวงมหาดไทย”
ลิงค์: https://iqepi.com/19125/ หรือ
เรื่อง: เริ่มแต่งเครื่องแบบข้าราชการทุกวันจันทร์ 1 ธ.ค. 57 เป็นต้นไป
**ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**
—

บันทึกข้อความ ด่วนที่สุด จากกระทรวงมหาดไทย ..
ด้วยสำนักนายกรัฐมนตรีขอความร่วมมือกระทรวงมหาดไทยเชิญชวนข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และพนักงานราชการ พร้อมใจกันแต่งเครื่องแบบในการปฏิบัติราชการทุกวันจันทร์เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ราชการรับใช้แผ่นดิน และความรับผิดชอบที่มีต่อประเทศชาติและพี่น้องประชาชน โดยสำนักนายกรัฐมนตรีขอความร่วมมือให้เริ่มแต่งเครื่องแบบตั้งแต่วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม 2557 เป็นต้นไป อนึ่ง สำหรับส่วนราชการใดที่ยังมิได้กำหนดเครื่องแบบปกติของพนักงานราชการไว้ ก็สามารถอาศัยอำนาจตามข้อ 12 วรรคหนึ่ง แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ.2547 เพื่อกำหนดเครื่องแบบดังกล่าวได้
กระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้ว เพื่อเป็นการสร้างวัฒนธรรมอันดีงามและเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบุคลากรในสังกัด จึงขอความร่วมมือข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และพนักงานราชการ ของส่วนราชการและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย แต่งเครื่องแบบราชการกากีคอพับ/เครื่องแบบพนักงานรัฐวิสาหกิจในการปฏิบัติหน้าที่ทุกวันโดยพร้อมเพียงกัน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2557 เป็นต้นไป

-
เหตุการณ์ปัจจุบันรายงานพิเศษ บัดนี้ – รายละเอียดของ 3 หัวข้อหลักในเว็บไซต์

“เหตุการณ์ปัจจุบัน-รายงานพิเศษ”
ลิงค์: https://iqepi.com/19117/ หรือ
เรื่อง: รายละเอียดของ 3 หัวข้อหลักในเว็บไซต์
**ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**
—

ในการสอบงานราชการ หลักสูตรการสอบสำหรับบางหน่วยงาน จะมีหัวข้อ “เหตุการณ์ปัจจุบัน” นั่นก็คือเรื่องเกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่มีความสำคัญและน่าสนใจ ส่วนนี้ลักษณะข้อสอบจะค่อนข้างกว้าง ท่านที่เตรียมสอบต้องสะสมไปเรื่อยๆ จึงได้ตั้งหัวข้อที่จะนำข้อมูลที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการสอบไว้ในสามหัวข้อหลักคือ
- รายงานพิเศษ คลิกที่นี่ รายงานความเคลื่อนไหวของการดำเนินการจัดสอบของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และการเปลี่ยนแปลงของ กฎ ระเบียบ และ พ.ร.บ. ต่างๆ ที่สำคัญ ซึ่งอาจจะเป็นส่วนที่มีผลต่อการเตรียมตัวสอบ
- เหตุการณ์ปัจจุบัน คลิกที่นี่ เป็นเหตุการณ์ปัจจุบันจริงๆ สังคม เศรษฐกิจ การเมือง รวมทั้งเรื่องทั่วไปที่อาจจะไม่เกี่ยวกับการสอบแต่น่าสนใจ หรือเรื่องเบาๆ ผ่อนคลาย แปลกๆ ที่อยากเล่าสู่กันฟัง
- ข้อมูลเตรียมสอบ คลิกที่นี่ เกี่ยวกับแนวข้อสอบ หรือข้อมูลที่อยู่ในหลักสูตรการสอบ
ท่านสามารถอัพเดตข้อมูลทั่วๆ ไปได้จากทั้ง 3 หัวข้อ ท่านสามารถอ่านแบบสบายๆ ไม่ต้องเครียดเพียงให้ทราบไว้ก็น่าจะเพียงพอเพราะลักษณะข้อสอบไม่ได้ถึงกับให้วิเคราะห์อะไรมากมาย บางครั้งทีมที่ดูแลเว็บไซต์ก็อาจจะมีมึนๆ บ้าง หาข้อมูลมากๆ คิดมากๆ ก็ตาลาย ไม่รู้จะเอาไปไว้ในหัวข้อใดดี อาจจะทำให้ท่านที่ติดตามสับสนบ้างก็ขออภัย อย่างไรก็จะพยายามหาสาระข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาให้ท่านใช้สำหรับเตรียมความพร้อมในการสอบงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ความตั้งใจก็อยากส่งให้ถึงฝั่งเลย ไม่อยากทิ้งไว้กลางทางให้ยืนงงมืดแปดด้าน แต่ด้วยเวลาที่ค่อนข้างจำกัด การจัดสอบสมัยนี้เร็วมากๆ ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบได้ไม่นานบางทีก็จัดสอบในสัปดาห์ถัดไปทันที ในหัวข้อ “ข้อมูลเตรียมสอบ” จึงค่อนข้างจะเป็นปัญหาอัพเดตไม่ทัน อย่างก็จะพยายามปรับปรุงต่อไป 🙂
วิธีการสมัครงาน เหตุการณ์ปัจจุบันรายงานพิเศษ :ตนเอง
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ:
สอบวันที่:
ประกาศผลสอบ: -
กรมบัญชีกลาง บัดนี้ – นำร่องใช้ e-Market และ e-Bidding แทน e-auction กับส่วนราชการ 12 แห่ง 1 ม.ค. 58


“กรมบัญชีกลาง”
ลิงค์: https://iqepi.com/19115/ หรือ
เรื่อง: นำร่องใช้ e-Market และ e-Bidding แทน e-auction กับส่วนราชการ 12 แห่ง 1 ม.ค. 58
**ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**
—


ในส่วนนี้บางทีหากออกสอบในหัวข้อของเหตุการณ์ปัจจุบัน เข้าใจว่าจะมีบางคนอาจจะตอบว่าการจัดซื้อจัดจ้างในหน่วยงานราชการยังใช้ระบบ e-auction ก็ให้ทราบไว้ว่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 จะเปลี่ยนมาใช้ระบบ e-market และ e-bidding หลังทดลองใช้มาแล้ว 12 แห่งตั้งแต่ 1 พ.ย. 2557 และเมื่อวันที่ 25 พ.ย. 57 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประชุม ครม. เห็นชอบแนวทางปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ ด้วยการนำ ระบบ e-Market มาใช้แทนระบบเดิม ซึ่งตามข้อมูลหลังจากนี้ทางกรมบัญชีกลางก็จะ เสนอยกเลิกระบบเดิมทั้ง 2 ฉบับ คือ ระเบียบพัสดุปี 2535 และ ระเบียบ e-Auction ปี 2549 จากนั้นก็จะออกระบบใหม่
กรมบัญชีกลางพร้อมเดินหน้านำระบบ e-Market และ e-Bidding มาแทน e-Auction ในการจัดซื้อจัดจ้าง เริ่มใช้ทดลองนำร่องกับส่วนราชการ 12 แห่ง ตั้งแต่ 1 มกราคม 2558 ลดปัญหาการฮั้วราคากันเองระหว่างภาคเอกชนที่เข้าร่วมประมูล
29 พ.ย. 2557 สำนักข่าวไทยรายงาน ว่านายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า หลังจาก ครม. เห็นชอบแนวทางปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ ด้วยการนำ ระบบ e-Market มาใช้แทนระบบเดิม ด้วยการให้เอกชนที่ผลิตหรือขายสินค้าประเภทต่างๆ นำราคาสินค้ามาขึ้นบนเว็บไซต์ของกรมบัญชีกลาง เช่น สินค้าคุรุภัณฑ์ วัสดุอุปกรณ์ หนังสือ ดิน สอ โต๊ะ ตู้เอกสาร นับหลายพันชนิดที่ใช้ในสำนักงาน เพื่อมเสนอราคาขายสินค้าผ่านระบบ e-Market และให้หน่วยงานราชการเข้ามาดูและเปรียบเทียบราคาและใช้เป็นแหล่งอ้างอิง เพื่อใช้เปรียบเทียบระหว่างหน่วยงานรัฐในการจัดซื้อสินค้าประเภทเดียวกัน เพื่อไม่ให้ราคาสินค้าเกิดความแตกต่างกันมากเกินไปสำหรับการลงทุนที่มีความ ซับซ้อนมากขึ้นเป็นกรณีพิเศษ ในการจัดจ้างบริการด้านต่างๆ แก่หน่วยงาน การสร้างงานศิลปะ ให้นำระบบ e-Bidding เพื่อให้หน่วยงานราชการเสนอความต้องการในสินค้าและบริการเพื่อให้บริษัท เอกชนเข้ามารับจ้างผลิตสินค้า เพื่อเป็นฐานข้อมูลในอนาคต เพื่อนำมาทดแทนระบบ e-Auction หลังลดปัญหาการฮั้วราคากันเองระหว่างภาคเอกชนที่เข้าร่วมประมูล เพื่อไม่ให้ผู้ร่วมประมูลได้เจอหน้ากันทั้งส่วนราชการและผู้ประมูล โดยประมูลผ่านระบบของกรมบัญชีกลาง ขณะที่ระบบเดิมจะทำการประมูล e-Auction ผ่านตลาดตัวกลางจากบุคคลภายนอก ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เตรียมเสนอรัฐบาลให้ใช้ประมูลในลักษณะเดียวกันด้วย เพราะเป็นหน่วยงานภาครัฐเหมือนกัน
สำหรับการเริ่มนำระบบ e-Market และระบบ e-Bidding ให้เริ่มใช้ทดลองนำร่องกับส่วนราชการ 12 แห่ง ตั้งแต่ 1 มกราคม 2558 โดยเป็นส่วนราชการในสังกัดกระทรวงการคลัง 9 แห่ง ได้แก่
- สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง
- สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
- กรมธนารักษ์
- กรมศุลกากร
- กรมสรรพสามิต
- กรมสรรพากร
- กรมบัญชีกลาง
- สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ
- สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ
โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 3 แห่ง ได้แก่
- โรงพยาบาลเลิดสิน
- โรงพยาบาลราชวิถี
- สถาบันโรคทรวงอก
โดยเร่งใช้กับสินค้านำร่องซึ่งเป็นวัสดุสำนักงาน 5 ประเภท ได้แก่
- กระดาษถ่ายเอกสาร
- ผงหมึก
- ตลับหมึก
- แฟ้มเอกสาร
- เทปกาว
- ซองเอกสาร
- ยารักษาโรค 2 ชนิด ได้แก่ ยารักษาโรคอัลไซเมอร์ และยารักษาโรคเบาหวาน
ทั้งนี้เพื่อให้ขยายโครงการดังกล่าวไปยังส่วนราชการอื่นเพิ่มเติมเพื่อให้ เป็นมาตรฐานเดียวกัน
ย่อๆ กับ e-market และ e-bidding
คณะรัฐมนตรี อนุมัติการจัดหาพัสดุด้วยวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Market: e-market) และด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Bidding: e-bidding) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เนื่องจากแนวทางเดิมที่เคยใช้ระบบ e-auction (ระบบการจัดซื้อ-จัดจ้างภาครัฐทางอิเล็กทรอนิกส์) มีขั้นตอนล่าช้า เน้นราคาต่ำเป็นหลัก ไม่ได้พิจารณาคุณภาพ โดยจะให้คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) กำหนดส่วนราชการนำร่องเพื่อให้ดำเนินการ
โดยมีแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างแบบใหม่ ผ่านระบบ e-market มีขั้นตอนการเสนอราคาโดยใบเสนอราคา (Request For Quotation: RFQ) ครั้งหนึ่งมีราคาเกิน 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 5,000,000 บาท ซึ่งผู้เสนอราคาสามารถเสนอราคาผ่านระบบ e–GP ในวันและเวลาทำการที่ส่วนราชการกำหนด เมื่อถึงกำหนดวันเสนอราคา ผู้เสนอราคาสามารถเสนอราคาได้เพียงครั้งเดียวโดยผู้เสนอราคาต่ำสุดเป็นผู้ชนะการเสนอราคา หากมีผู้เสนอราคาต่ำสุดเท่ากันหลายราย ให้พิจารณาผู้เสนอราคารายต่ำสุดที่เสนอราคาเข้ามาในระบบ e–GP ลำดับแรกเป็นผู้ชนะการเสนอราคาครั้งนั้น
*e-GP คือ ศูนย์กลางที่เป็นหน้าต่างในการบริการข้อมูล และดำเนินธุรกรรมทางการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
ส่วนการเสนอราคา โดยการประมูลอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ การจัดหาพัสดุครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน 5,000,000 บาท ซึ่งผู้เสนอราคาสามารถเสนอราคาผ่านระบบ e–GP ในวันและเวลาทำการที่ส่วนราชการกำหนด เมื่อถึงกำหนดวันเสนอราคา ผู้เสนอราคาสามารถเสนอราคาได้หลายครั้งภายในเวลา 30 นาที ผู้ที่เสนอราคาต่ำสุดจะมีสัญลักษณ์ปรากฏบนหน้าจอ ในกรณีมีผู้เสนอราคาต่ำสุดเท่ากันหลายรายให้พิจารณาผู้เสนอราคารายต่ำสุดที่เสนอราคาเข้ามาในระบบ e–GP ลำดับแรกเป็นผู้ชนะการเสนอราคาครั้งนั้นเช่นกัน
ส่วนการประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ผู้เสนอราคาสามารถเสนอราคาผ่านระบบ e–GP ในวันและเวลาทำการที่ส่วนราชการกำหนด ซึ่งหลักเกณฑ์การพิจารณาผู้เสนอราคาที่ชนะการเสนอราคานั้น ส่วนราชการสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ได้ 2 ลักษณะ คือ 1. หลักเกณฑ์ราคา (price) การตัดสินผู้ชนะการเสนอราคาตัดสินจากผู้ที่เสนอราคารายต่ำสุด กรณีมีผู้เสนอราคารายต่ำสุดเท่ากันหลายรายให้พิจารณาผู้เสนอราคารายต่ำสุดที่เสนอราคาเข้ามาในระบบ e–GP ก่อนเป็นผู้ชนะการเสนอราคาครั้งนั้น
*ทางกรมบัญชีกลางได้พัฒนาระบบ e-GP ต่อเนื่องมาถึงระยะที่ 3 แล้ว โดยเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดซื้อจัดจ้าง และมีเป้าหมายเพิ่มความโปร่งใส สะดวกต่อการตรวจสอบ ลดปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ลดความผิดพลาดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และลดปัญหาการฮั้วได้ในระดับหนึ่ง เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และกระทรวงการคลัง (ข่าวแจกจากกรมบัญชีกลาง วันที่ 16 ต.ค.57)
หลักเกณฑ์ข้อที่ 2. การประเมินค่าประสิทธิภาพต่อราคา (price performance) เป็นเกณฑ์การพิจารณาค่าประสิทธิภาพต่อราคา ในกรณีที่ส่วนราชการเห็นว่า คุณลักษณะเฉพาะของพัสดุที่จะจัดหานั้น มิใช่พิจารณาจากพัสดุโดยใช้เกณฑ์ราคาเพียงอย่างเดียว แต่ควรจะนำการประเมินค่าประสิทธิภาพมาเปรียบเทียบกับราคาเป็นสำคัญ อันจะทำให้ส่วนราชการได้พัสดุที่มีคุณภาพดี โดยการตัดสินผู้ชนะการเสนอราคาจากผู้ที่มีคะแนนรวมสูงสุด มิใช่พิจารณาจากผู้เสนอราคารายต่ำสุดกรณีมีผู้เสนอราคา หากได้คะแนนสูงสุดเท่ากันหลายราย ให้พิจารณาคัดเลือกผู้เสนอราคาที่ได้คะแนนสูงสุดในตัวแปรหลักที่มีน้ำหนักมากที่สุดเป็นผู้ชนะการเสนอราคา และให้พิจารณาคัดเลือกผู้เสนอราคาที่เข้ามาในระบบ e–GP ในลำดับแรกเป็นผู้ชนะการเสนอราคา
ระบบ e-market และ ระบบ e-bidding ทัง้สองระบบดังกล่าวจะเน้นให้หน่วยงานภาครัฐสามารถจัดหาพัสดุให้สอดคล้องกับรูปแบบ ประเภทสินค้า เงินงบประมาณที่ได้รับ และระยะเวลาที่จัดหา เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในราคาที่เหมาะสมและทันเวลาที่ต้องการใช้งาน ส่วนผู้ค้าภาครัฐจะสามารถจัดซื้อจัดจ้างได้สะดวกและเท่าเทียมกัน และเป็นการพัฒนาสินค้าและบริการให้มีความเป็นมาตรฐาน รวมทั้งสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ภาคธุรกิจของประเทศไทย
วิธีการสมัครงาน กรมบัญชีกลาง :ตนเอง
-
สอบตำรวจ บัดนี้ – ครม.อนุมัติงบฯ 576 ล้าน สอบตำรวจ 5,000 อัตรา


“สอบตำรวจ”
ลิงค์: https://iqepi.com/19113/ หรือ
เรื่อง: ครม.อนุมัติงบฯ 576 ล้าน สอบตำรวจ 5,000 อัตรา
**ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**
—

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ในการประชุมครม.เมื่อวันที่ 25 พ.ย.2557 ครม.ได้มีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2558 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นจำนวน 576,325,900 บาท เพื่อรองรับการบรรจุแต่งตั้งบุคคลภายนอกเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวนจำนวน 5,000 อัตรา ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)เสนอผ่านพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เพื่อให้เป็นไปตามมติครม.เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2557
สำหรับสาระสำคัญของเรื่องสตช.รายงานว่า ในการรับสมัครและคัดเลือกบุคคลภายนอกตามที่ได้รับอนุมัติอัตราข้าราชการ ตำรวจชั้นประทวนเพิ่มใหม่ 5,000 อัตราตามมติครม.เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2557 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 รับสมัครบุคคลภายนอกผู้มีวุฒิมัธยมศึกษาตอนปลายหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ เพื่อบรรจุเป็นนักเรียนนายสิบตำรวจจำนวน 4,000 อัตรา(ระยะเวลาการฝึกอบรม 1 ปี) และกลุ่มที่ 2 รับสมัครบุคคลภายนอกผู้มีวุฒิมัธยมศึกษาตอนปลายหรือประกาศนียบัตร และเป็นทหารกองหนุนที่เคยรับราชการในกองประจำการเพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นข้า ราชการตำรวจชั้นประทวนจำนวน 1,000 อัตรา (ระยะเวลาการฝึกอบรม 4 เดือน)
วิธีการสมัครงาน สอบตำรวจ :
.
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ:
สอบวันที่:
ประกาศผลสอบ:ที่มา: มติชนออนไลน์













