• งานราชการอื่นๆ

    มทร.พระนคร เปิดรับสมัครสอบ 24 ก.ค. -01 ส.ค. 2557  สถาปนิก

    “มทร.พระนคร เปิดรับสมัครสอบ 24 ก.ค. -01 ส.ค. 2557  สถาปนิก”

    ลิงค์: https://iqepi.com/?p=14581 หรือ
    ตำแหน่ง: สถาปนิก
    ระดับการศึกษา: ปริญญาตรี  
    อัตราเงินเดือน: 16,500
    อัตราว่าง: 1
    ปฏิบัติงานที่:
    เปิดรับสมัครตั้งแต่: 24 ก.ค. – 01 ส.ค. 2557
    **ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**


    รายละเอียดวุฒิ : ปริญญาตรี สถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาสถาปัตยกรรม
    ลักษณะงานที่ปฏิบัติ : –
    ความรู้ที่จำเป็น(วิชาที่สอบ) : ความรู้ความสามารถเฉพาะสำหรับตำแหน่ง (คะแนน ๑๐๐ คะแนน)
    สอบข้อเขียน (๖๐ คะแนน)
    – ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรม และงานก่อสร้าง
    – ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการประมาณราคา งานก่อสร้าง

    สอบปฏิบัติ (๔๐ คะแนน)
    – การเขียนแบบงานก่อสร้างจากโปรแกรม Auto Cad

    ประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง (สอบสัมภาษณ์ คะแนน ๑๐๐ คะแนน)
    – พิจารณาความเหมาะสมกับตำแหน่งในด้านต่าง ๆ เช่น ประสบการณ์ทางการศึกษาทางการงาน ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่ ความมีมนุษยสัมพันธ์และสามารถปรับตัวเข้ากับผู้ร่วมงานอื่นได้ดี มีความรับผิดชอบ มีความอดทนเสียสละ มีความคิดริเริ่มและมีปฏิภาณไหวพริบ มีบุคลิกภาพ และท่วงทีวาจาเหมาะสมกับงาน ที่ปฏิบัติ เป็นต้น
    ทักษะ/สมรรถนะ : –

    เงื่อนไข : ไม่มีเงื่อนไข

    สมัครงาน มทร.พระนคร งานราชการ มทร.พระนคร รับสมัคร สอบ มทร.พระนคร 2557 สอบ มทร.พระนคร 57 มทร.พระนคร เปิดสอบ


    วิธีการสมัครงานลูกจ้าง/พนักงานจ้าง มทร.พระนคร :ตนเอง  
    ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ:
    สอบวันที่:
    ประกาศผลสอบ:
    ดาวน์โหลดรายละเอียด/ประกาศรับสมัครสอบ คลิกที่นี่!!

  • ข้อมูลเตรียมสอบงานราชการ

    สรุปสาระสำคัญ รธน. (ชั่วคราว) 57 –  สำนักเลขาธิการ คณะรักษาความสงบแห่งชาติสรุปสาระสำคัญ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว2557

    “สรุปสาระสำคัญ รธน. (ชั่วคราว) 57 –  สำนักเลขาธิการ คณะรักษาความสงบแห่งชาติสรุปสาระสำคัญ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว2557”

    ลิงค์: https://iqepi.com/?p=14550 หรือ

    สำนักเลขาธิการ คณะรักษาความสงบแห่งชาติสรุปสาระสำคัญ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว2557

    เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2557 คณะทำงานด้านกฎหมายส่วนงานรักษาความสงบ สำนักเลขาธิการ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้..

    สรุปสาระสำคัญของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 โดยมีรายละเอียดดังนี้

    1.​พระมหากษัตริย์

    -​บทบัญญัติของหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ยังคงใช้บังคับอยู่ต่อไป

    -​ทรงใช้อำนาจอธิปไตยทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และศาล

    -​ทรงมีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ

    -​ทรงมีพระราชอำนาจในการยับยั้งร่างกฎหมายและร่างรัฐธรรมนูญ

    -​ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการตราพระราชกำหนดและพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ ทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศ และแต่งตั้งข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

    -​ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการอื่นตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

    2.​คณะองคมนตรี

    ​-​เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งยังคงใช้บังคับอยู่ต่อไป

    3.​สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

    -​สมาชิกจำนวนไม่เกิน 220 คน

    -​หัวหน้า คสช. คัดเลือกจากบุคคลภาคส่วนต่างๆ แล้วนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงแต่งตั้ง

    -​สมาชิกต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี รวมทั้งต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนด เช่น ต้องไม่ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองภายในเวลาสามปีก่อนวันที่ได้รับการแต่ง ตั้ง

    -​จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติในขณะเดียวกันไม่ได้

    -​สมาชิก สนช. ไม่น้อยกว่า 25 คน มีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติ

    4.​คณะรัฐมนตรี

    -​ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีหนึ่งคน และรัฐมนตรีอื่นอีกจำนวนไม่เกิน 35 คน

    -​พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามมติของ สนช. แต่งตั้งรัฐมนตรีตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี

    -​คณะรัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่

    -​นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งตามมติของ สนช. ที่เสนอโดย คสช.

    -​นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี และสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า รวมทั้งต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนด เช่น ต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองภายในเวลาสามปี ก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้ง

    -​นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิก สนช. สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

    5.​คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

    ​-​ประกอบด้วยบุคคลตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 6/2557

    -​ในกรณีจำเป็น สามารถเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมผู้ดำรงตำแหน่งใน คสช. ได้ แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 15 คน และสามารถกำหนดให้หน่วยงานใดทำหน้าที่หน่วยธุรการของ คสช. ได้ตามที่เห็นสมควร

    -​สามารถแจ้งให้ ครม. ทราบ เพื่อดำเนินการใดๆ ที่เห็นสมควรได้

    -​ก่อนที่ ครม. จะเข้ารับหน้าที่ อำนาจของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเป็นของหัวหน้า คสช.

    -​ในกรณีจำเป็น เช่น เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูป เพื่อความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคง หัวหน้า คสช. โดยความเห็นชอบของ คสช. มีอำนาจสั่งการ ระงับยับยั้ง หรือกระทำการใดๆ ได้ และให้ถือว่าการนั้นชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และเป็นที่สุด แต่ให้รายงานให้ประธาน สนช. และนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว

    6.​สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

    ​-​ประกอบด้วยสมาชิก จำนวนไม่เกิน 250 คน ซึ่ง คสช. คัดเลือกจากรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาเสนอ โดยในจำนวนนี้ให้คัดเลือกจากบุคคลที่คณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัดเสนอ จังหวัดละหนึ่งคน

    -​สมาชิกต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปี รวมทั้งต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนด เช่น ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต

    -​ให้มีคณะกรรมการสรรหาบุคคลด้านต่าง ๆ 11 คณะ และให้มีคณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัด ๆ ละ 1 คณะ เพื่อสรรหาจากบุคคลซึ่งมีภูมิลำเนาในจังหวัดนั้น ๆ

    -​รายละเอียดกระบวนการสรรหาและคัดเลือกเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา

    -​อำนาจหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ

    (1)​จัดทำแนวทางและข้อเสนอการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ เพื่อเสนอ สนช. ครม. คสช. หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง และถ้าเห็นว่าจำเป็นต้องตรากฎหมาย ก็เสนอร่างกฎหมายนั้นต่อ สนช. หรือ ครม. ได้ด้วย

    (2)​เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

    (3)​พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทำขึ้น

    -​ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในรัฐธรรมนูญฉบับถาวร

    7.​คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

    -​ประกอบด้วยกรรมาธิการ จำนวน 36 คน ดังนี้

    (1) ประธานกรรมาธิการตามที่ คสช. เสนอ

    (2) กรรมาธิการ จำนวน 20 คน ตามที่สภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอ

    (3) กรรมาธิการตามที่ สนช. ครม. และ คสช. เสนอฝ่ายละ 5 คน

    -​ต้องไม่เป็นสมาชิกและไม่ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองภายในเวลาสามปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้ง

    -​ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติต้องแต่งตั้งกรรมาธิการฯ ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมสภาปฏิรูปฯ เป็นครั้งแรก

    -​ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายในสองปีนับแต่วันที่พ้นจากการเป็นกรรมาธิการยกร่างฯ

    -​ต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน ถ้าทำไม่เสร็จต้องพ้นจากตำแหน่งและจะกลับมาเป็นอีกไม่ได้

    8.​กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ

    ​-​ให้สภาปฏิรูปฯ ส่งความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ภายใน 60 วันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมสภาปฏิรูปฯ เป็นครั้งแรก

    -​คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 120 วันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นหรือข้อเสนอแนะของสภาปฏิรูปฯ

    -​คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำเสร็จแล้วให้สภาปฏิรูปฯ ครม. และ คสช.

    -​สภาปฏิรูปฯ มีเวลาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ 10 วัน แล้วมีเวลายื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมภายใน 30 วัน  ครม. หรือ คสช. ก็สามารถเสนอความเห็นหรือยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมได้ภายใน 30 วัน

    -​คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ต้องพิจารณาคำขอแก้ไขเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน

    -​สภาปฏิรูปฯ พิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับภายใน 15 วัน

    -​กรณีเห็นชอบ ให้ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาตินำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้

    -​รวมระยะเวลาทั้งสิ้น ประมาณ 10 เดือน นับแต่วันที่สภาปฏิรูปฯ เริ่มประชุมครั้งแรก

    -​กรณีสภาปฏิรูปฯ ไม่เห็นชอบหรือพิจารณาไม่แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนด หรือพระมหากษัตริย์ไม่เห็นชอบด้วย ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป และต้องแต่งตั้งสภาปฏิรูปฯ และคณะกรรมาธิการฯ ชุดใหม่ขึ้นมาแทน โดยที่คนเดิมจะกลับมาเป็นอีกไม่ได้

    -​กรณีคณะกรรมาธิการฯ ยกร่างไม่แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด ให้แต่งตั้งกรรมาธิการชุดใหม่ขึ้นมาแทนภายใน 15 วัน โดยที่คนเดิมจะกลับมาเป็นอีกไม่ได้

    9.​อื่นๆ

    -​ครม. และ คสช. สามารถร่วมกันเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) นี้ ต่อ สนช. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของสมาชิก สนช. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

    -​ให้บรรดาประกาศและคำสั่ง คสช. ที่มีระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จนถึงวันที่ ครม. เข้ารับหน้าที่ รวมทั้งการกระทำตามประกาศและคำสั่งดังกล่าว ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และเป็นที่สุด และให้บรรดาประกาศและคำสั่ง คสช. ที่ยังใช้บังคับอยู่มีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยก เลิก

    -​นิรโทษกรรมให้แก่บรรดาการกระทำทั้งหลายของหัวหน้าและ คสช. รวมทั้งบุคคลต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน ไม่ว่าจะกระทำในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ก่อนวันนั้น หรือหลังจากวันนั้น ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

    ที่มา: โพสท์ทูเดย์


    สรุปประเด็นสำคัญ รธน.(ชั่วคราว) 57 ที่เปลี่ยนแปลงจาก รธน. ฉบับเดิม

    มาตรา 5. กรณีไม่มีบทบัญญัติให้วินิจฉัยไปตามประเพณีการปกครองฯ (ม.7 ตาม รธน.ปกติ) แต่เพิ่ม

    -กรณีเกี่ยวกับงานของสภานิติบัญญัติ ให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วินิจฉัย

    -กรณีนอกงานของ สภานิติบัญญัติ คสช. ครม. ศาล ให้ศาลรธน. วินิจฉัย

    -กรณีของ ศาลฎีกา หรือ ศาลปกครอง ให้เป็นหน้าที่ของที่ประชุมใหญ่แต่ละศาล (กรณีที่เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดี)

    เกี่ยวกับ สนช.

    -มีไม่เกิน 220 คน

    -คสช. แต่งตั้งเป็นคนแต่งตั้ง ดูจากความสามารถความหลากหลาย

    -ต้องไม่เคยดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองเป็นเวลา 3 ปี ,ไม่เป็นพระ/ นักบวช,ไม่ล้มละลาย, ไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรืออยู่ระหว่างนั้น,ไม่เคยถูกให้ออกจากราชการจากกรณีทุจริต ,ไม่เคยถูกคำพิพากษายึดทรัพย์จากคดีทุจริต หรือทำผิดต่อหน้าที่,ต้องไม่เคยติดคุกเว้นแต่เป็นความผิดลหุโทษ ,ต้องไม่เป็น สภาปฏิรูปหรือรัฐมนตรี

    -ไม่ห้าม คสช. ไม่ห้ามข้าราชการประจำ **

    -พ้นจากตำแหน่งเมื่อ ตาย ,ลาออก ,คสช.ปลด ,มีลักษณะต้องห้าม ,สนช.มีมติปลดกันเอง,ขาดประชุมเกินกำหนด

    -ทำหน้าที่แทน สภาผู้แทน และ วุฒิสภา ,ตรากฎหมาย

    -เปิดอภิปราย นายกฯ หรือ รัฐมนตรีได้ แต่ลงมติไม่ไว้วางใจไม่ได้

    -ตั้งนายกฯ

     

    เกี่ยวกับ นายกฯ และ ครม.

    – นายกฯ 1 คน รัฐมนตรีไม่เกิน 35 คน

    – นายกฯตั้งโดย สนช. ครม. ตั้งโดย นายกฯ

    – ประธาน สนช. ปลดนายกฯได้ , นายกฯปลดรัฐมนตรีได้

    – คุณสมบัติ สัญชาติไทยโดยการเกิด, อายุเกิน 40 , จบปปริญญาตรี ,ไม่เป็นสมาชิกพรรคกรเมืองภายใน 3 ปี ,ไม่เป็น สนช. สภาปฏิรูป กมธ.ยกร่าง รธน. สมาชิกสภาท้องถิ่น กรรมการองค์กรอิสระ ผู้พิพากษา

    – ไม่ห้าม คสช. หรือ ข้าราชการประจำ

    – อำนาจเป็นไปตาม ครม. ปกติ

     

    เกี่ยวกับ สภาปฏิรูป

    -มีจำนวนไม่เกิน 250 คน

    -คสช. ถวายคำแนะนำในการตั้ง

    -คุณสมบัติเหมือน สนช. แต่เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้ (เปิดโอกาสนักการเมืองร่วม)

    -วิธีสรรหา

    oจังหวัด สรรหา

    oกรรมการสรรหากลุ่มปฏิรูป 11 กลุ่ม

    oให้ คสช. คัดเลือกเหลือ 250 คน โดยต้องมีจากจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน

    -หน้าที่ศึกษา และ จัดทำแนวทางปฏิรูป เสนอความเห็นต่อ กมธ.ยกร่าง รธน. และเห็นชอบร่าง รธน.ฉบับใหม่

    -ทำข้อเสนอจัดทำต่อ กมธ.ยกร่าง รธน. ภายใน 60 วัน นับจากประชุมครั้งแรก

     

    เกี่ยวกับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

    -จำนวน 36 คน

    -ประธาน 1 คน คสช. เป็นคนเสนอ

    -ประกอบด้วย สภาปฏิรูปเสนอ 20 คน , สนช.เสนอ 5 คน , ครม. เสนอ 5 คน คสช. เสนอ 5 คน

    -ตั้งให้ได้ภายใน 15 วัน จากการประชุมสภาปฏิรูปครั้งแรก

    -คุณสมบัติ ต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งางการเมือง แต่เป็น คสช. สนช. หรือสภาปฏิรูปได้ ,ไม่เป็นสมาชิกพรรคหรือดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองภายใน 3 ปี คุณสมบัติคล้ายสมาชิกสภาปฏิรูป ,ไม่เป็นผู้พิพากษาหรือดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

    -ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือภายในสองปี หลัง พ้นจากตำแหน่ง

     

    เกี่ยวกับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ

    -ให้ร่าง รธน.ให้เสร็จใน 120 วัน นับแต่ได้รับความเห็นจากสภาปฏิรูป

    oสภาปฏิรูป ต้องประชุมเพื่อพิจารณา เสนอแนะหรือให้คามเห็นให้แล้วเสร็จใน 10 วัน

    oสภาปฏิรูปขอแก้ไขเพิ่มเติมได้อีก มีเวลา 30 วัน

    -กมธ.ยกร่างฯ เสนอร่างให้ ครม. คสช. พิจารณาและ ขอแก้ไขเพิ่มเติมใน 30 วัน

    -กมธ.ยกร่างแก้ไขเพิมเติมให้เสร็จภายใน 60 วัน นับจากวันครบกำหนดการยื่นแก้ ก่อนส่งให้สภาปฏิรูป

    -สภาปฏิรูปต้องมีมติภายใน 15 วัน (แก้ไข เพิ่มเติมไม่ได้ เว้นแต่ไม่สาระสำคัญ หรือ กมธ.ยกร่างเห็นควรให้แก้ไขเพิ่มเติม)

    -หากเห็นชอบ ให้นำขึ้นทูลเกล้าใน 30 วัน

    -หากไม่เห้นชอบก็ให้ร่าง รธน. ตกไป และให้เริ่ม สภาปฏิรูปและ กมธ.ยกร่าง สิ้นสุดลง และเริ่มกระบวนการใหม่

    -หาก รธน. ผ่าน ให้ กมธ.ยกร่างยังอยู่ เพื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ

    รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมีเรื่องดังนี้

    -รับรองความเป็นราชอาณาจักรแบ่งแยกมิได้

    -สร้างกลไกตรวตจสอบ และขจัดการทุจริต

    -สร้างกลไก ในการตรวจสอบผู้เคยถูกคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายเรื่องการทุจริต ไม่ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด

    -สร้างกลไกให้เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พรรคการเมือง ไม่ถูกครอบงำหรือชี้นำจากบุคคลใดโดยไม่ชอบ

    -สร้างกลไกเสริมสร้างความเข้มแข็งหลักนิติธรรม คุณะรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล

    -สร้างกลไกป้องกันนโยบายประชานิยมที่สร้างความเสียหาย

    -สร้างกลไกป้องกันมิให้ทำลายหลักการสำคัญของ รธน.

    -สร้างกลไกผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสำคัญต่อไป

    -พิจารณาความจำเป็นและความคุ้มค่าขององค์กรอิสระ

    คสช.

    -ให้ คสช. อยู่ต่อไป

    -มีไม่เกิน 15 คน

    -หากเห็นสมควร หัวหน้า คสช. หรือ นายกฯ อาจขอให้ประชุมร่วม คสช. – ครม. เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบหรือความมั่นคง หรือเรื่องอื่น

    -ยังคงอำนาจ ตรากฎหมาย ช่วงยังไม่มี สนช.

    -กรณีที่หัวหน้า คสช. เห็นจำเป็น มีอำนาจสั่งการ ระงับ ยับยั้ง การกระทำ ใม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทาง นิติบัญญัติ บริหารหรือ ตุลาการ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำของ คสช. ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ (คสช.มีอำนาจเหนือ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ)

    ศาลรธน.

    -ยังคงมีอยู่ มีอำนาจหน้าที่พิจารณาว่ากฎหมายใดขัด รธน.

    การแก้ รธน.

    คสช. ครม. มีมติร่วมกันแก้ไข รธน. ฉบับนี้ได้

    นิรโทษกรรม

    -นิรโทษกรรมการกระทำและคำสั่ง คสช. ตั้งแต่ 22 พ.ค. – วันที่ ครม. เข้ารับตำแหน่ง

    ที่มา: เนชั่นทีวี


    สรุปสาระสำคัญ by..ไทยรัฐ

    สาระสำคัญ แต่งตั้ง สนช.จำนวน 220 คน คุณสมบัติจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี และไม่เป็นผู้ที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง-ไล่ออกจากราชการ

    วันนี้ (22 ก.ค.57) ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 และได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา แล้วนั้น เบื้องต้นจากการตรวจสอบมีเนื้อหาสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้ รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 มีเนื้อหาทั้งหมด 48 มาตรา โดยมีสาระสำคัญในการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งจะทำหน้าที่ออกกฎหมาย จำนวน 220 คน โดยจะต้องมีคุณสมบัติ อาทิ มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี ต้องไม่เป็นผู้ที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ต้องไม่เป็นผู้ที่เคยถูกไล่ออกจากราชการ และต้องไม่เคยถูกพิพากษาให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน โดยให้หัวหน้า คสช. เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง สนช. ประธาน สนช. และ รองประธาน สนช.

    ขณะที่ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งจะทำหน้าที่คล้ายสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) คือพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอมา และยังมีหน้าที่กำหนดวาระการปฏิรูปประเทศ จะมีทั้งสิ้น 250 คน ซึ่งจะต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี โดยมีคุณสมบัติต้องห้าม เช่นเดียวกับ สนช. นอกจากนี้ยังได้กำหนดให้มี คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 36 คน ประกอบด้วย ประธาน กมธ. 1 คนโดย คสช.เป็นผู้เสนอ ที่เหลือให้ สปช.เสนอจำนวน 20 คน อีก 15 คนให้ สนช. คณะรัฐมนตรี และ คสช.เสนอฝ่ายละ 5 คน ทั้งนี้ได้กำหนดให้ กมธ.ยกร่างให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน รวมไปถึงกำหนดห้าม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญดำรงตำแหน่งทางการเมืองในระยะเวลา 2 ปีหลังจากพ้นตำแหน่ง

    ด้าน การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีนั้น ได้กำหนดให้ สนช.ลงมติเพื่อทูลเกล้าฯ ผู้ที่เหมาะสมเป็นนายกฯ แก่พระมหากษัตริย์ รวมไปถึงรัฐมนตรีไม่เกิน 35 คน โดยได้กำหนดคุณสมบัติสำหรับผู้ที่มาเป็นนายกฯและรัฐมนตรีไว้ว่า ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองในระยะเวลา 3 ปี ก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้ง รวมไปถึงต้องไม่เป็น สนช. สปช. กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษา ตุลาการ อัยการ กรรมการในองค์กรอิสระต่างๆ ด้วย

    นอกจากนี้ จะยังคงอำนาจ ของ คสช. ควบคู่ไปกับรัฐบาล โดยฝ่ายบริหาร คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับผิดชอบงานเฉพาะด้านการบริหาร ขณะที่ คสช. จะรับผิดชอบงานด้านความมั่นคง

    ขณะที่การแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรี นั้น จะมาจากการแต่งตั้งโดย สนช. ส่วนรัฐมนตรีคนอื่นๆ นายกฯ จะเป็นผู้เสนอแต่งตั้ง

    สมัครงาน สรุปสาระสำคัญ รธน. (ชั่วคราว) 57 งานราชการ สรุปสาระสำคัญ รธน. (ชั่วคราว) 57 รับสมัคร สอบ สรุปสาระสำคัญ รธน. (ชั่วคราว) 57 2557 สอบ สรุปสาระสำคัญ รธน. (ชั่วคราว) 57 57 สรุปสาระสำคัญ รธน. (ชั่วคราว) 57 เปิดสอบ

    ดาวน์โหลด รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับ ชั่วคราว คลิกที่นี่

  • รายงานพิเศษ

    รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗

    “รธน.ชั่วคราว 57 –  “

    ลิงค์: https://iqepi.com/?p=14542 หรือ
    ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๕ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๗ 


    ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๑ ตอนที่ ๕๕ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๗ 

           รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
    (ฉบับชั่วคราว)
    พุทธศักราช ๒๕๕๗

           
           สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
           สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
           ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗
           เป็นปีที่ ๖๙ ในรัชกาลปัจจุบัน

    พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

    โดยที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติซึ่งประกอบด้วยคณะทหารและตํารวจได้นํา ความกราบบังคมทูลว่า ตามที่ได้เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นในกรุงเทพมหานครและ พื้นที่ใกล้เคียงต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน จนลุกลามไปสู่แทบทุกภูมิภาคของประเทศ ประชาชนแตกแยกเป็นฝ่ายต่าง ๆ ขาดความสามัคคีและมีทัศนคติไม่เป็นมิตรต่อกัน บางครั้งเกิดความรุนแรง ใช้กําลังและอาวุธสงครามเข้าทําร้ายประหัตประหารกัน สวัสดิภาพและการดํารงชีวิตของประชาชนไม่เป็นปกติสุข การพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองการปกครองชะงักงัน กระทบต่อการใช้อํานาจในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร และในทางตุลาการ การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ผล นับเป็นวิกฤติการณ์ร้ายแรงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แม้รัฐจะแก้ไขปัญหาด้วยกลไกและมาตรการทางกฎหมาย เช่น นํากฎหมายเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยในภาวะต่าง ๆ มาบังคับใช้ ยุบสภาผู้แทนราษฎรและจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป และฝ่ายที่ไม่ได้เป็นคู่กรณี เช่น องค์กรธุรกิจภาคเอกชน องค์กรตามรัฐธรรมนูญ พรรคการเมือง กองทัพ และวุฒิสภา ได้พยายามประสานให้มีการเจรจาปรองดองกัน แต่ก็ไม่เป็นผลสําเร็จ กลับจะเกิดข้อขัดแย้งใหม่ในทางกฎหมายและการเมือง เป็นวังวนแห่งปัญหาไม่รู้จักจบสิ้น ในขณะที่ความขัดแย้งได้ขยายตัวกว้างขวางออกไปและมีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้นจน ถึงขั้นจลาจลได้ทุกขณะซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต ทรัพย์สิน ความสะดวกสบายของประชาชนผู้สุจริต กระทบต่อการทํามาหากินและภาวะหนี้สินของเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนา การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การป้องกันปัญหาจากภัยธรรมชาติ ความเชื่อถือในอํานาจรัฐ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งยังเปิดช่องให้มีการก่ออาชญากรรมและความไม่สงบอื่นเพิ่มขึ้น อันจะเป็นการทําลายความมั่นคงของชาติ และความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงจําเป็นต้องเข้ายึดและควบคุมอํานาจการปกครอง ประเทศ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ สิ้นสุดลง ยกเว้นความในหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ โดยได้กําหนดแนวทางการแก้ปัญหาไว้สามระยะคือ ระยะเฉพาะหน้า เป็นการใช้อํานาจสกัดการใช้กําลังและการนําอาวุธมาใช้คุกคามประชาชน ยุติความหวาดระแวง และแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครอง ที่สะสมมากว่าหกเดือนให้คลี่คลายลง เพื่อเตรียมเข้าสู่ระยะที่สองซึ่งจะจัดให้มีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว จัดตั้งสภาขึ้นทําหน้าที่ในทางนิติบัญญัติและให้มีคณะรัฐบาลบริหารราชการ แผ่นดินแก้ไขสถานการณ์อันวิกฤติให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ ฟื้นฟู ความสงบเรียบร้อย ความรู้รักสามัคคี และความเป็นธรรม แก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง จัดให้มีกฎหมายที่จําเป็นเร่งด่วน จัดตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติและองค์กรต่าง ๆ เพื่อให้มี การปฏิรูปในด้านการเมืองและด้านอื่น ๆ และให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่วางกติกาการเมือง ให้รัดกุม เหมาะสม ป้องกันและปราบปรามการทุจริต สามารถตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเป็นธรรม ก่อนจะส่งมอบภารกิจเหล่านี้แก่ผู้แทนปวงชนชาวไทยและคณะรัฐบาลที่จะเข้ามาบริ หารราชการแผ่นดินในระยะต่อไป ในการดําเนินการดังกล่าวนี้จะให้ความสําคัญแก่หลักการพื้นฐาน ยิ่งกว่าวิธีการในระบอบประชาธิปไตยเพียงประการเดียว จึงจําเป็นต้องใช้เวลาสร้างบรรยากาศแห่งความสงบเรียบร้อยและปรองดอง เพื่อนําความสุขที่สูญหายไปนานกลับคืนสู่ประชาชน และปฏิรูปกฎเกณฑ์บางเรื่องที่เคยเป็นชนวนความขัดแย้ง ไม่ชัดเจน ไร้ทางออกในยามวิกฤติ ขาดประสิทธิภาพหรือไม่เป็นธรรม ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของชนในชาติ ซึ่งควรใช้เวลาไม่ยาวนาน หากเทียบกับเวลา ที่จะต้องสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ถ้าปล่อยให้สถานการณ์ผันแปรไปตามยถากรรม จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ใช้บทบัญญัติต่อไปนี้เป็นรัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) จนกว่าจะได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะจัดทําขึ้นตามบทบัญญัติแห่งรัฐ ธรรมนูญนี้ต่อไป

    มาตรา ๑ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้

    มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
    ให้บทบัญญัติของหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ ยังคงใช้บังคับต่อไปเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญนี้ และภายใต้บังคับมาตรา ๔๓ วรรคหนึ่ง ที่ใดในบทบัญญัติดังกล่าวอ้างถึงรัฐสภาหรือประธานรัฐสภา ให้หมายถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามรัฐ ธรรมนูญนี้ แล้วแต่กรณี

    มาตรา ๓ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อํานาจนั้นทางสภานติิบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

    มาตรา ๔ ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่าง ประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้

    มาตรา ๕ เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทําการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ประเพณีการปกครองดังกล่าวต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้
    ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการวินิจฉัยกรณีใดตามความในวรรคหนึ่งเกิด ขึ้นในวงงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด หรือเมื่อมีกรณีที่เกิดขึ้นนอกวงงานของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี ศาลฎีกา หรือศาลปกครองสูงสุดจะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดก็ได้ แต่สําหรับศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดให้กระทําได้เฉพาะ เมื่อมีมติของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูง สุด และเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดี

    มาตรา ๖ ให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติประกอบด้วยสมาชิกจํานวนไม่เกินสองร้อยยี่สิบคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ ต่ํากว่าสี่สิบปี ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคําแนะนํา
    ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทําหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา

    มาตรา ๗ การถวายคําแนะนําเพื่อทรงแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้คํานึงถึงความรู้ความสามารถ ความหลากหลายของบุคคลจากกลุ่มต่าง ๆ ในภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม ภาควิชาการ ภาควิชาชีพ และภาคอื่นที่จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

    มาตรา ๘ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
    (๑) ดํารงตําแหน่งหรือเคยดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามปีก่อน วันที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
    (๒) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
    (๓) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
    (๔) เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
    (๕) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
    (๖) เคยต้องคําพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ํารวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
    (๗) อยู่ระหว่างต้องห้ามมิให้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือเคยถูกถอดถอนจากตําแหน่ง
    (๘) เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทําผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด หรือกฎหมายเกี่ยวกับการพนันในฐานความผิดเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสํานัก
    (๙) เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
    สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือรัฐมนตรีในขณะเดียวกันมิได้

    มาตรา ๙ สมาชิกภาพของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติสิ้นสุดลงเมื่อ
    (๑) ตาย
    (๒) ลาออก
    (๓) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๖ วรรคหนึ่ง หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๘
    (๔) สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติให้พ้นจากสมาชิกภาพตามมาตรา ๑๒
    (๕) ไม่แสดงตนเพื่อลงมติในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติเกินจํานวนที่กําหนดไว้ในข้อบังคับการประชุม
    ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภา นิติบัญญัติแห่งชาติตามวรรคหนึ่ง ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้วินิจฉัย

    มาตรา ๑๐ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นประธานสภา นิติบัญญัติแห่งชาติคนหนึ่ง และเป็นรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่เกินสองคน ตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
    ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่ง ตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และประธานสภาและรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

    มาตรา ๑๑ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ต้องอุทิศตนให้แก่การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย

    มาตรา ๑๒ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติผู้ใดกระทําการอันเป็นการเสื่อมเสียเกียรติ ศักดิ์ของการเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือมีพฤติการณ์อันเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจํานวนไม่น้อยกว่ายี่สิบห้าคนมีสิทธิเข้าชื่อ ร้องขอต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติให้ผู้นั้นพ้นจากสมาชิกภาพ
    มติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามวรรคหนึ่งต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมด

    มาตรา ๑๓ การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจํานวนสมาชิกทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
    สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีอํานาจตราข้อบังคับเกี่ยวกับการเลือกและการ ปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภา รองประธานสภา และกรรมาธิการ วิธีการประชุม การเสนอและการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติและ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ การเสนอญัตติ การอภิปราย การลงมติ การตั้งกระทู้ถาม การรักษาระเบียบและความเรียบร้อย และกิจการอื่นเพื่อดําเนินการตามอํานาจหน้าที่

    มาตรา ๑๔ พระมหากษัตริย์ทรงตราพระราชบัญญัติโดยคําแนะนําและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
    ร่างพระราชบัญญัติจะเสนอได้ก็แต่โดยสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่วมกันจํานวนไม่น้อยกว่ายี่สิบห้าคน หรือคณะรัฐมนตรี หรือสภาปฏิรูปแห่งชาติตามมาตรา ๓๑ วรรคสอง แต่ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินจะเสนอไดก้็แต่โดยคณะรัฐมนตรี
    ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินตามวรรคสอง หมายความถึงร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับการตั้งขึ้น ยกเลิก ลด เปลี่ยนแปลง แก้ไข ผ่อน หรือวางระเบียบการบังคับอันเกี่ยวกับภาษีหรืออากร การจัดสรร รับ รักษา หรือจ่ายเงินแผ่นดิน หรือการโอนงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน การกู้เงิน การค้ําประกัน หรือการใช้เงินกู้ หรือการดําเนินการที่ผูกพันทรัพย์สินของรัฐ หรือเงินตรา
    ในกรณีเป็นที่สงสัยว่าร่างพระราชบัญญัติที่เสนอต่อสภานิติบัญญัติ แห่งชาติเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ ให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้วินิจฉัย
    ร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดยสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือสภา ปฏิรูปแห่งชาตินั้น คณะรัฐมนตรีอาจขอรับไปพิจารณาก่อนสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะรับหลักการก็ได้
    การตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้กระทําได้โดยวิธีการที่ บัญญัติไว้ในมาตรานี้ แต่การเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ให้กระทําโดยคณะรัฐมนตรีหรือผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ นั้น

    มาตรา ๑๕ ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ได้รับความเห็น ชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนําขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในยี่สิบวันนับแต่วันที่ ได้รับร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นจากสภา นิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได ้
    ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใด พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังสภานิติบัญญัติแห่ง ชาติ หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นใหม่ ถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสอง ในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่แล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนําร่างพระราชบัญญัติหรือ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีกครั้ง หนึ่ง เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายในสามสิบวัน ให้นายกรัฐมนตรีนําพระราชบัญญัติหรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น ประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหา กษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว

    มาตรา ๑๖ ในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกทุกคนมีสิทธิตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี ในเรื่องใดอันเกี่ยวกับงานในหน้าที่ได้ แต่รัฐมนตรีย่อมมีสิทธิที่จะไม่ตอบเมื่อเห็นว่าเรื่องนั้นยังไม่ควรเปิดเผย เพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประโยชน์สําคัญของแผ่นดิน หรือเมื่อเห็นว่าเป็นกระทู้ที่ต้องห้าม ตามข้อบังคับ ในกรณีนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะตราข้อบังคับกําหนดองค์ประชุมให้แตกต่าง จากที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง ก็ได้
    เมื่อมีปัญหาสําคัญ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจํานวนสมาชิก ทั้งหมด จะเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายเพื่อซักถามข้อเท็จจริงจากคณะรัฐมนตรีก็ ได้ แต่จะ ลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจมิได้

    มาตรา ๑๗ ในกรณีที่มีปัญหาสําคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็น สมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อให้มีการเปิด อภิปรายทั่วไปในที่ประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ได้ แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้

    มาตรา ๑๘ ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคําใด ๆ ในทางแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็น หรือออกเสียงลงคะแนน ย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด จะนําไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวผ้นูั้นในทางใดมิได้
    เอกสิทธิ์ตามวรรคหนึ่งให้คุ้มครองถึงกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณารายงานการประชุมตามคําสั่งของสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือคณะ กรรมาธิการ บุคคลซึ่งประธานในที่ประชุมอนุญาตให้แถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นใน ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตลอดจนผู้ดําเนินการถ่ายทอดการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติทางวิทยุกระจาย เสียงหรือวิทยุโทรทัศน์หรือทางอื่นใดที่ได้รับอนุญาตจากประธานสภา นิติบัญญัติแห่งชาติด้วย แต่ไม่คุ้มครองสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติผู้กล่าวถ้อยคําในการประชุมที่ มีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์หรือทางอื่นใด หากถ้อยคําที่กล่าวในที่ประชุมไปปรากฏนอกบริเวณสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และถ้อยคํานั้นมีลักษณะ เป็นความผิดอาญา หรือละเมิดสิทธิในทางแพ่งต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกสภา นิติบัญญัติแห่งชาติ
    ในกรณีที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติถูกควบคุมหรือขัง ให้สั่งปล่อยเมื่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติร้องขอ หรือในกรณีถูกฟ้องในคดีอาญา ให้ศาลพิจารณาคดีต่อไปได้ เว้นแต่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติร้องขอให้งดการพิจารณาคดี

    มาตรา ๑๙ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งตามมติของสภานิติบัญญัติแห่ง ชาติ และรัฐมนตรีอื่นอีกจํานวนไม่เกินสามสิบห้าคนตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคําแนะ นํา ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ดําเนินการให้มีการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ และส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ
    ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคําดังต่อไปนี้ “ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”
    พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการให้นายกรัฐมนตรีพ้นจาก ตําแหน่งตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติถวายคําแนะนําตามมติของสภา นิติบัญญัติแห่งชาติที่เสนอโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และให้รัฐมนตรีพ้นจากตําแหน่งตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคําแนะนํา
    การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและการให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตําแหน่ง ให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
    นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีสิทธิเข้าร่วมประชุมชี้แจงแสดงความคิดเห็น ในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือสภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน และให้นําเอกสิทธิ์ตามมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับแก่การชี้แจงแสดงความคิดเห็นของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีตามมาตรา นี้ด้วยโดยอนุโลม

    มาตรา ๒๐ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
    (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
    (๒) มีอายุไม่ต่ํากว่าสี่สิบปี
    (๓) สําเร็จการศึกษาไม่ต่ํากว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
    (๔) ไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้ง และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๘
    (๕) ไม่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
    (๖) ไม่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาหรือตุลาการ อัยการ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
    ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเมื่อขาด คุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามวรรคหนึ่ง หรือเมื่อมีกรณีตามมาตรา ๙ (๑) หรือ (๒)

    มาตรา ๒๑ เมื่อมีกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษา ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ หรือเมื่อมีความจําเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวด้วยภาษีอากรหรือเงินตราที่ต้อง พิจารณาโดยด่วนและลับ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการตราพระราชกําหนดให้ใช้บังคับดัง เช่นพระราชบัญญัติ
    เมื่อได้ประกาศใช้พระราชกําหนดแล้ว ให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกําหนดนั้นต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติโดยไม่ชักช้า ถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติอนุมัติ ให้พระราชกําหนดนั้นมีผลใช้บังคับเป็นพระราชบัญญัติต่อไป ถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่อนุมัติ ให้พระราชกําหนดนั้นตกไป แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนกิจการที่ได้เป็นไปในระหว่างที่พระราชกําหนดนั้นใช้บังคับ เว้นแต่พระราชกําหนดนั้นมีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกบทบัญญัติแห่ง กฎหมายใด ให้บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีอยู่ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกนั้นมีผล ใช้บังคับต่อไปตั้งแต่วันที่พระราชกําหนดดังกล่าวตกไป
    การอนุมัติหรือไม่อนุมัติพระราชกําหนดให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในกรณีที่ไม่อนุมัติ ให้มีผลตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

    มาตรา ๒๒ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการตราพระราชกฤษฎีกาโดยไม่ขัดต่อ กฎหมาย พระราชอํานาจในการพระราชทานอภัยโทษ และพระราชอํานาจในการอื่นตามประเพณี การปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

    มาตรา ๒๓ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่นกับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ
    หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทย มีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือที่กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง ต้องได้รับความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในการนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ ได้รับเรื่อง
    หนังสือสัญญาที่กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศ อย่างกว้างขวาง ตามวรรคสอง หมายถึง หนังสือสัญญาเกี่ยวกับการค้าเสรี เขตศุลกากรร่วม หรือการให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติหรือทําให้ประเทศต้องสูญเสียสิทธิในทรัพยากร ธรรมชาติทั้งหมดหรือบางส่วน หรือการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
    เมื่อมีปัญหาว่าหนังสือสัญญาใดเป็นกรณีตามวรรคสองหรือวรรคสามหรือไม่ คณะรัฐมนตรีจะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ได้ ทั้งนี้ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคํา ขอ

    มาตรา ๒๔ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ตําแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี และเทียบเท่า ผู้พิพากษาและตุลาการ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และข้าราชการฝ่ายอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ และทรงให้พ้นจากตําแหน่ง เว้นแต่กรณีที่พ้นจากตําแหน่งเพราะความตาย

    มาตรา ๒๕ บรรดาบทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการใดๆ อันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่รัฐธรรมนูญนี้บัญญัติไว้ เป็นอย่างอื่น

    มาตรา ๒๖ ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีในพระปรมาภิไธยพระ มหากษัตริย์ให้เป็นไปโดยยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

    มาตรา ๒๗ ให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติมีหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
    (๑) การเมือง
    (๒) การบริหารราชการแผ่นดิน
    (๓) กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
    (๔) การปกครองท้องถิ่น
    (๕) การศึกษา
    (๖) เศรษฐกิจ
    (๗) พลังงาน
    (๘) สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
    (๙) สื่อสารมวลชน
    (๑๐) สังคม
    (๑๑) อื่น ๆ
    ทั้งนี้ เพื่อให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีความ เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย มีระบบการเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรม มีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ ขจัดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทําให้กลไกของรัฐสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม

    มาตรา ๒๘ ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติประกอบด้วยสมาชิกจํานวนไม่เกินสองร้อยห้าสิบคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ ต่ํากว่าสามสิบห้าปี ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคําแนะนํา
    พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นประธานสภา ปฏิรูปแห่งชาติคนหนึ่ง และเป็นรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติไม่เกินสองคน ตามมติของสภาปฏิรูปแห่งชาติ
    ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่ง ตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และประธานสภาและรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

    มาตรา ๒๙ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๘ (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) และ (๙) และให้นําความในมาตรา ๙ มาใช้บังคับแก่การสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติโดยอนุโลม แต่การวินิจฉัยตามมาตรา ๙ วรรคสอง ให้เป็นอํานาจของ สภาปฏิรูปแห่งชาติ

    มาตรา ๓๐ ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติดําเนินการคัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการแต่ง ตั้งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
    (๑) จัดให้มีคณะกรรมการสรรหาบุคคลด้านต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗ ด้านละหนึ่งคณะ และให้มีคณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัดแต่ละจังหวัดเพื่อสรรหาจากบุคคลซึ่งมี ภูมิลําเนา ในจังหวัดนั้น ๆ
    (๒) ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาแต่ละด้านจากผู้ทรง คุณวุฒิ ซึ่งมีความร้และประสบการณ ู ์เป็นที่ยอมรับของบุคคลในด้านนั้น ๆ
    (๓) ให้คณะกรรมการสรรหาดําเนินการสรรหาบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๘ ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๙ และมีความรู้ความสามารถเป็นที่ประจักษ์ในแต่ละด้าน แล้วจัดทําบัญชีรายชื่อเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในการนี้ คณะกรรมการสรรหาจะเสนอชื่อตนเองมิได้
    (๔) การสรรหาบุคคลตาม (๓) ให้คํานึงถึงความหลากหลายของบุคคลจากกลุ่มต่าง ๆ ในภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม ภาควิชาการ ภาควิชาชีพ และภาคอื่นที่จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ การกระจายตามจังหวัด โอกาสและความเท่าเทียมกันทางเพศ รวมทั้งผู้ด้อยโอกาส
    (๕) ให้คณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัดประกอบด้วยบุคคลตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา
    (๖) ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติคัดเลือกบุคคลที่เห็นสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็น สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาตาม (๑) เสนอ ไม่เกินสองร้อยห้าสิบคน โดยในจํานวนนี้ให้คัดเลือกจากบุคคลที่คณะกรรมการสรรหาประจําจังหวัดเสนอ จังหวัดละหนึ่งคน
    จํานวนกรรมการในคณะกรรมการสรรหาแต่ละคณะ วิธีการสรรหา กําหนดเวลาในการสรรหา จํานวนบุคคลที่จะต้องสรรหา และการอื่นท่จีําเป็น ให้เป็นไปตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา

    มาตรา ๓๑ สภาปฏิรูปแห่งชาติมีอํานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
    (๑) ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทําแนวทางและข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๗ เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    (๒) เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ
    (๓) พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทําขึ้น
    ในการดําเนินการตาม (๑) หากเห็นว่ากรณีใดจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัติหรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญขึ้นใช้บังคับ ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติจัดทําร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเสนอต่อ สภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาต่อไป ในกรณีที่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินหรือ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ให้จัดทําเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อดําเนินการต่อไป
    ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะตาม (๒) ต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญภายในหกสิบวันนับแต่วันที่มีการประชุมสภา ปฏิรูปแห่งชาติครั้งแรก
    ให้นําความในมาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับแก่การปฏิบัติหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติด้วยโดยอนุโลม

    มาตรา ๓๒ ให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยกรรมาธิการจํานวนสามสิบหกคน ซึ่งประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติแต่งตั้งจากบุคคล ดังต่อไปนี้
    (๑) ประธานกรรมาธิการตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเสนอ
    (๒) ผู้ซึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอ จํานวนยี่สิบคน
    (๓) ผู้ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติเสนอ ฝ่ายละห้าคน
    การแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง ต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นครั้งแรก
    ในกรณีที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพ้นจากตําแหน่งไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยให้ถือว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยกรรมาธิการยกร่างรัฐ ธรรมนูญเท่าที่เหลืออยู่ แต่ให้ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติแต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแทนตําแห น่งที่ว่างตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ในวรรคหนึ่งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพ้นจากตําแหน่ง
    ให้นําความในมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับแก่การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยโดยอนุโลม

    มาตรา ๓๓ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ํากว่าสี่สิบปี และไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
    (๑) เป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เว้นแต่เป็นผู้ดํารงตําแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
    (๒) เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกหรือดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้ง
    (๓) มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๙
    (๔) เป็นผู้พิพากษาหรือตุลาการ หรือผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐
    เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามมิให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองภายในสองปีนับแต่วันที่พ้นจากตําแหน่งกรรมาธิการยกร่างรัฐ ธรรมนูญ

    มาตรา ๓๔ ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน หนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นหรือข้อเสนอแนะจากสภาปฏิรูป แห่งชาติตามมาตรา ๓๑ (๒) แล้วเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อพิจารณา
    ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนําความเห็นหรือข้อเสนอแนะของสภาปฏิรูป แห่งชาติตามมาตรา ๓๑ (๒) ความเห็นของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และความเห็นของประชาชนรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาด้วย

    มาตรา ๓๕ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมเรื่องดังต่อไปนี้ด้วย
    (๑) การรับรองความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้
    (๒) การให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เหมาะสมกับสภาพสังคมของไทย
    (๓) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกํากับและควบคุมให้การใช้อํานาจรัฐเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วน รวมของประเทศชาติและประชาชน
    (๔) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคําพิพากษาหรือ คําสั่ง ที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทําการอันทําให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดํารงตําแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด
    (๕) กลไกที่มีประสิทธิภาพที่ทําให้เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองและพรรคการเมือง สามารถปฏิบัติหน้าที่หรือดําเนินกิจกรรมได้โดยอิสระ ปราศจากการครอบงําหรือชี้นํา โดยบุคคลหรือคณะบุคคลใด ๆ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
    (๖) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการสร้างเสริมความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม และการสร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในทุกภาคส่วนและทุกระดับ
    (๗) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน และป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว
    (๘) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของรัฐให้เป็นไปอย่างคุ้มค่าและตอบ สนองต่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนโดยสอดคล้องกับสถานะทางการเงินการคลังของ ประเทศ และกลไก การตรวจสอบและเปิดเผยการใช้จ่ายเงินของรัฐที่มีประสิทธิภาพ
    (๙) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันมิให้มีการทําลายหลักการสําคัญที่รัฐธรรมนูญจะได้วางไว้
    (๑๐) กลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสําคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป
    ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาถึงความจําเป็นและความคุ้ม ค่าที่ต้องมีองค์กร ตามรัฐธรรมนูญหรือองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นโดยอาศัยอํานาจตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่จําเป็นต้องมี ให้พิจารณามาตรการที่จะให้การดําเนินงานขององค์กรดังกล่าวเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วย

    มาตรา ๓๖ ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทําเสร็จต่อ ประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ และให้ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติจัดให้สภาปฏิรูปแห่งชาติประชุมกันเพื่อ พิจารณาเสนอแนะหรือให้ความเห็นให้แล้วเสร็จภายในสิบวันนับแต่วันที่ได้รับ ร่างรัฐธรรมนูญ
    สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติอาจขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญได้ภายใน สามสิบวันนับแต่วันที่ สภาปฏิรูปแห่งชาติเสร็จสิ้นการพิจารณาตามวรรคหนึ่ง คําขอแก้ไขเพิ่มเติมของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติต้องมีสมาชิกสภาปฏิรูปแห่ง ชาติลงชื่อรับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ยื่นคําขอหรือที่ให้คํารับรองคําขอของสมาชิก อื่นแล้ว จะยื่นคําขอหรือรับรองคําขอของสมาชิกอื่นอีกมิได้
    ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญส่งร่างรัฐธรรมนูญให้คณะรัฐมนตรี และคณะรักษา ความสงบแห่งชาติด้วย และคณะรัฐมนตรีหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะเสนอความคิดเห็นหรือ ยื่นคําขอแก้ไขเพิ่มเติมได้ภายในสามสิบวันนบแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ
    คําขอแก้ไขเพิ่มเติมให้ยื่นต่อประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

    มาตรา ๓๗ ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาคําขอแก้ไขเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ครบกําหนดยื่นคําขอแก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา ๓๖ วรรคสอง ในการนี้ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอาจแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญได้ตามที่ เห็นสมควร
    เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้แก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ ตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้เสนอร่างรัฐธรรมนูญต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือ ไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นทั้งฉบับ โดยสภาปฏิรูปแห่งชาติต้องมีมติภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐ ธรรมนูญจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ สภาปฏิรูปแห่งชาติจะแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อความของร่างรัฐธรรมนูญนั้นมิได้ เว้นแต่เป็นข้อผิดพลาดที่มิใช่สาระสําคัญ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น หรือเป็นกรณีที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่าจําเป็นต้องแก้ไขเพิ่ม เติมเพื่อให้สมบูรณ์ขึ้น
    เมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติมีมติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคสอง แล้ว ให้ประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาตินําร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสามสิบ วันนับแต่วันที่ สภาปฏิรูปแห่งชาติมีมติ และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้ โดยให้ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
    ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและพระ ราชทานคืนมา หรือเมื่อพ้นกําหนดเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป

    มาตรา ๓๘ ในกรณีที่สภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในเวลาที่ กําหนด หรือไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ หรือร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไปตามมาตรา ๓๗ ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันสิ้นสุดลง และให้มีการดําเนินการเพื่อแต่งตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการยก ร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ขึ้น เพื่อดําเนินการแทน ตามอํานาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้
    ในกรณีที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยกร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้ว เสร็จภายในระยะเวลา ที่กําหนดไว้ตามมาตรา ๓๔ ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันสิ้นสุดลง และให้ดําเนินการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ภายในสิบห้า วันนับแต่วันที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง
    ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดที่สิ้นสุดลงตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง จะเป็นประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วแต่กรณี ชุดใหม่มิได้

    มาตรา ๓๙ เมื่อจัดทําร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อประโยชน์ในการจัดให้มีร่าง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นที่จําเป็น ในการนี้ สภาปฏิรูปแห่งชาติอาจแต่งตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นเพื่อพิจารณา ร่างกฎหมายที่จําเป็นก็ได้ แต่เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่แล้ว การปฏิบัติหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้นั้น

    มาตรา ๔๐ เงินเดือน เงินประจําตําแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานสภาและรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประธานสภาและรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผู้ดํารงตําแหน่ง ในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา

    มาตรา ๔๑ ในกรณีที่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดกําหนดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้าม ในการดํารงตําแหน่งทางการเมือง มิให้นําบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นมาใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้ง เป็นผู้ดํารงตําแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ข้าราชการการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา

    มาตรา ๔๒ ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๖/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ เป็นคณะรักษาความสงบแห่งชาติต่อไป และมีอํานาจหน้าที่ปฏิบัติการตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้
    ในกรณีจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมผู้ดํารงตําแหน่งใดในคณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ ได้ แต่ในกรณีเพิ่มเติม เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกินสิบห้าคน และจะกําหนดให้หน่วยงานใดทําหน้าที่เป็นหน่วยธุรการของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ได้ตามที่เห็นสมควร
    ในกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นว่าคณะรัฐมนตรีควรดําเนินการ ตามอํานาจหน้าที่ ที่กําหนดไว้ในมาตรา ๑๙ ในเรื่องใด ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแจ้งให้คณะรัฐมนตรีทราบ เพื่อดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ต่อไป
    ในกรณีที่เห็นสมควร หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือนายกรัฐมนตรีอาจขอให้มี การประชุมร่วมกันของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรัฐมนตรีเพื่อร่วมพิจารณา หรือแก้ไขปัญหาใด ๆ อันเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ รวมตลอดทั้งการปรึกษาหารือเป็นครั้งคราวในเรื่องอื่นใดก็ได้

    มาตรา ๔๓ ในระหว่างที่ยังไม่มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้ การดําเนินการเรื่องใดต้องได้รับความเห็นชอบหรือรับทราบจากสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา ให้เป็นอํานาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติในการให้ความเห็นชอบหรือรับ ทราบแทนสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา
    ก่อนที่คณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญนี้จะเขาร้บหน้าที่ ให้บรรดาอํานาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเป็นอํานาจหน้าที่ของ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

    มาตรา ๔๔ ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจําเป็นเพื่อประโยชน์ ในการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคง ของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชา ติมีอํานาจสั่งการ ระงับยับยั้ง หรือกระทําการใด ๆ ได้ ไม่ว่าการกระทํานั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทํา รวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าว เป็นคําสั่ง หรือการกระทํา หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดําเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว

    มาตรา ๔๕ ภายใต้บังคับมาตรา ๕ และมาตรา ๔๔ ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจพิจารณาวินิจฉัยปัญหาว่ากฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐ ธรรมนูญนี้หรือไม่ และตามที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินและกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองกําหนดให้เป็นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ แต่สําหรับผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้มีอํานาจเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้เฉพาะเมื่อมีกรณีที่เห็น ว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้
    การพิจารณาและการทําคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามกฎหมาย ว่าด้วยการนั้น ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายดังกล่าว ให้เป็นไปตามข้อกําหนดของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณา และการทําคําวินิจฉัยที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้ บังคับ ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อวรรคหนึ่งหรือรัฐธรรมนูญนี้

    มาตรา ๔๖ ในกรณทีี่เห็นเป็นการจําเป็นและสมควร คณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะมีมติร่วมกันให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐ ธรรมนูญนี้ก็ได้ โดยจัดทําเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อให้ความเห็นชอบ
    ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่าง รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมตามวรรคหนึ่งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับร่าง รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม
    ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบ สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมนั้นมิได้ เว้นแต่คณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะเห็นชอบด้วย
    มติให้ความเห็นชอบต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
    เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่ม เติมแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนําร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติ เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้ โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และให้นําความในมาตรา ๓๗ วรรคสี่ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

    มาตรา ๔๗ บรรดาประกาศและคําสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคําสั่งของหัวหน้าคณะ รักษาความสงบแห่งชาติที่ได้ประกาศหรือสั่งในระหว่างวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ จนถึงวันที่คณะรัฐมนตรีเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ว่าประกาศหรือสั่งให้มีผลบังคับในทางรัฐธรรมนูญ ในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ ให้ประกาศหรือคําสั่ง ตลอดจน การปฏิบัติตามประกาศหรือคําสั่งนั้น ไม่ว่าจะกระทําก่อนหรือหลังวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ เป็นประกาศ หรือคําสั่งหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญและเป็นที่ สุด และให้ประกาศหรือคําสั่งดังกล่าวที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศ ใช้รัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะมีกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี หรือคําสั่ง แล้วแต่กรณี แก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก
    ในกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มีคําสั่งให้บุคคลใดดํารงตําแห น่งหรือพ้นจากตําแหน่งใดที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๔ ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้นายกรัฐมนตรีนําความกราบบังคมทูล เพื่อทรงแต่งตั้งให้บุคคลนั้นดํารงตําแหน่งนั้นหรือทรงให้บุคคลนั้นพ้นจาก ตําแหน่งนั้นด้วย

    มาตรา ๔๘ บรรดาการกระทําทั้งหลายซึ่งได้กระทําเนื่องในการยึดและควบคุมอํานาจการ ปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ของหัวหน้าและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
    รวมทั้งการกระทําของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทําดังกล่าวหรือ ของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้า หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือของผู้ซึ่งได้รับคําสั่งจากผู้ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าหรือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ อันได้กระทําไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น การกระทําดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกระทําเพื่อให้มีผลบังคับในทางรัฐธรรมนูญ ในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษและการกระทําอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น ไม่ว่ากระทําในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทํา หรือผู้ถูกใช้ให้กระทํา และไม่ว่ากระทําในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทํานั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทําพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

    ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
    พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
    หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติสมัครงาน รธน.ชั่วคราว 57 งานราชการ รธน.ชั่วคราว 57 รับสมัคร สอบ รธน.ชั่วคราว 57 2557 สอบ รธน.ชั่วคราว 57 57 รธน.ชั่วคราว 57 เปิดสอบ


    ดาวน์โหลด รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ คลิกที่นี่!!

  • งานราชการอื่นๆ

    ม.มหิดล เปิดรับสมัครสอบ บัดนี้ -15 ส.ค. 2557  นักประชาสัมพันธ์

    “ม.มหิดล เปิดรับสมัครสอบ บัดนี้ -15 ส.ค. 2557  นักประชาสัมพันธ์”

    ลิงค์: https://iqepi.com/?p=14539 หรือ
    ตำแหน่ง: นักประชาสัมพันธ์
    ระดับการศึกษา: ปริญญาตรี  
    อัตราเงินเดือน: 15,000
    อัตราว่าง: 1
    ปฏิบัติงานที่: กทม
    เปิดรับสมัครตั้งแต่: บัดนี้ – 15 ส.ค. 2557
    **ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**


    รายละเอียดวุฒิ : 1.คุณวุฒิปริญญาตรี สาขานิเทศศาสตร์, สาขาสื่อสารมวลชน, สาขาวารสารศาสตร์, บริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการตลาด
    2.อายุไม่เกิน 35 ปี
    ลักษณะงานที่ปฏิบัติ : 1.ให้บริการผู้มาติดต่อด้วยตนเอง
    1.1ให้บริการข้อมูลข่าวสารการประชาสัมพันธ์แก่บุคลากรภายในและ ภายนอกคณะฯ
    1.2ให้การต้อนรับและให้คำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนการเข้ารับบริการ ภายในคณะฯ
    1.3ตอบข้อซักถาม และแก้ไขปัญหาด้านการบริการเบื้องต้นแก่ผู้มารับ บริการภายในคณะฯ
    1.4แก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนเบื้องต้นแก่ผู้มารับบริการภายในคณะฯ
    2.ให้บริการผู้มาติดต่อทางโทรศัพท์
    2.1ให้บริการข้อมูลข่าวสารแก่บุคลากรภายในและภายนอกคณะฯ
    2.2ให้คำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนการเข้ารับบริการภายในคณะฯ
    2.3ตอบข้อซักถาม แก้ไขปัญหาด้านการบริการเบื้องต้นแก่ผู้มารับบริการ
    2.4รับข้อร้องเรียนเบื้องต้นแก่ผู้มารับบริการภายในคณะฯ
    2.5รับติดต่อ โอนสายหน่วยงานภายนอกที่ขอติดต่อหน่วยงานภายในคณะฯ
    3.ด้านอื่นๆ
    3.1ร่วมกิจกรรมที่ทางคณะฯ และโรงพยาบาลทันตกรรมฯ มอบหมาย
    3.2เข้าร่วมอบรม/ สัมมนา/ ประชุม ของคณะฯ และโรงพยาบาลทันตกรรมฯ
    3.3จัดเก็บข้อมูลสถิติจำนวนผู้มาติดต่อรับบริการ จำแนกเรื่อง วิธีการติดต่อ และจัดทำสถิติ
    3.4จัดพิมพ์เอกสาร สำเนา ติดต่อประสานงานหน่วยงานภายในคณะฯ 

    สมัครงาน ม.มหิดล งานราชการ กทม ม.มหิดล รับสมัคร สอบ ม.มหิดล 2557 สอบ ม.มหิดล 57 ม.มหิดล เปิดสอบ


    วิธีการสมัครงานลูกจ้าง/พนักงานจ้าง ม.มหิดล :ตนเอง  mail  
    ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ:
    สอบวันที่:
    ประกาศผลสอบ:
    ดาวน์โหลดรายละเอียด/ประกาศรับสมัครสอบ คลิกที่นี่!!

  • งานราชการอื่นๆ

    มทร.พระนคร เปิดรับสมัครสอบ 18 -31 ก.ค. 2557  นักวิชาการศึกษา,นักวิชาการโสตทัศนศึกษา,นักวิชาการศึกษา

    “มทร.พระนคร เปิดรับสมัครสอบ 18 -31 ก.ค. 2557  นักวิชาการศึกษา,นักวิชาการโสตทัศนศึกษา,นักวิชาการศึกษา”

    ลิงค์: https://iqepi.com/?p=14538 หรือ
    ตำแหน่ง: นักวิชาการศึกษา,นักวิชาการโสตทัศนศึกษา,นักวิชาการศึกษา
    ระดับการศึกษา: ปริญญาตรี  
    อัตราเงินเดือน: 15,000
    อัตราว่าง:
    ปฏิบัติงานที่: กทม
    เปิดรับสมัครตั้งแต่: 18 – 31 ก.ค. 2557
    **ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**


    ชื่อตำแหน่ง : นักวิชาการศึกษา
    อัตราเงินเดือน : 15,000 บาท
    ประเภท :
    จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
    ระดับการศึกษา : ปริญญาตรี
    รายละเอียดวุฒิ : ปริญญาตรี ทุกสาขาวิชา
    ลักษณะงานที่ปฏิบัติ : –
    ความรู้ที่จำเป็น(วิชาที่สอบ) : ความรู้ความสามารถเฉพาะสำหรับตำแหน่ง (คะแนน ๑๐๐ คะแนน)
    สอบข้อเขียน (๕๐ คะแนน)
    – ความรู้เกี่ยวกับงานบริการวิชาการ
    – พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคล พ.ศ. ๒๕๔๘

    สอบปฏิบัติ (๕๐ คะแนน)
    – การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์
    Microsoft Office ๒๐๑๐ เกี่ยวกับการเขียนหนังสือราชการ

    ประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง (สอบสัมภาษณ์ คะแนน ๑๐๐ คะแนน)

    – พิจารณาความเหมาะสมกับตำแหน่งในด้านต่าง ๆ เช่น ประสบการณ์ทางการศึกษาทางการงาน ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่ ความมีมนุษยสัมพันธ์และสามารถปรับตัวเข้ากับผู้ร่วมงานอื่นได้ดี มีความรับผิดชอบ มีความอดทนเสียสละ มีความคิดริเริ่มและมีปฏิภาณไหวพริบ มีบุคลิกภาพ และท่วงทีวาจาเหมาะสมกับงาน ที่ปฏิบัติ เป็นต้น


    ชื่อตำแหน่ง : นักวิชาการโสตทัศนศึกษา
    อัตราเงินเดือน : 15,000 บาท
    ประเภท :
    จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
    ระดับการศึกษา : ปริญญาตรี
    รายละเอียดวุฒิ : ปริญญาตรี ด้านสื่อสารมวลชน ด้านนิเทศศาสตร์ ด้านวารสารศาสตร์ ด้านคอมพิวเตอร์ หรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง
    ลักษณะงานที่ปฏิบัติ : –
    ความรู้ที่จำเป็น(วิชาที่สอบ) : ความรู้ความสามารถเฉพาะสำหรับตำแหน่ง (คะแนน ๑๐๐ คะแนน)
    สอบปฏิบัติ (๑๐๐ คะแนน)
    – ทดสอบความรู้ความสามารถในการตัดต่อรายการ
    – ทดสอบความรู้ความสามารถในการเขียน Web Site

    ประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง (สอบสัมภาษณ์ คะแนน ๑๐๐ คะแนน)

    – พิจารณาความเหมาะสมกับตำแหน่งในด้านต่าง ๆ เช่น ประสบการณ์ทางการศึกษาทางการงาน ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่ ความมีมนุษยสัมพันธ์และสามารถปรับตัวเข้ากับผู้ร่วมงานอื่นได้ดี มีความรับผิดชอบ มีความอดทนเสียสละ มีความคิดริเริ่มและมีปฏิภาณไหวพริบ มีบุคลิกภาพ และท่วงทีวาจาเหมาะสมกับงาน ที่ปฏิบัติ เป็นต้น


    ชื่อตำแหน่ง : นักวิชาการศึกษา
    อัตราเงินเดือน : 15,000 บาท
    ประเภท :
    จำนวนตำแหน่งว่าง : 1 ตำแหน่ง
    ระดับการศึกษา : ปริญญาตรี
    รายละเอียดวุฒิ : ปริญญาตรี ด้านสื่อสารมวลชน ด้านนิเทศศาสตร์ ด้านวารสารศาสตร์ หรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง
    ลักษณะงานที่ปฏิบัติ : –
    ความรู้ที่จำเป็น(วิชาที่สอบ) : ความรู้ความสามารถเฉพาะสำหรับตำแหน่ง (คะแนน ๑๐๐ คะแนน)
    สอบปฏิบัติ (๑๐๐ คะแนน)
    – ทดสอบความรู้ความสามารถในการอ่านข่าว ทางสถานีวิทยุกระจายเสียง
    – ทดสอบความรู้ความสามารถในการจัดรายการทางสถานีวิทยุกระจายเสียง

    ประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง (สอบสัมภาษณ์ คะแนน ๑๐๐ คะแนน)
    – พิจารณาความเหมาะสมกับตำแหน่งในด้านต่าง ๆ เช่น ประสบการณ์ทางการศึกษาทางการงาน ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่ ความมีมนุษยสัมพันธ์และสามารถปรับตัวเข้ากับผู้ร่วมงานอื่นได้ดี มีความรับผิดชอบ มีความอดทนเสียสละ มีความคิดริเริ่มและมีปฏิภาณไหวพริบ มีบุคลิกภาพ และท่วงทีวาจาเหมาะสมกับงาน ที่ปฏิบัติ เป็นต้น 

    สมัครงาน มทร.พระนคร งานราชการ กทม มทร.พระนคร รับสมัคร สอบ มทร.พระนคร 2557 สอบ มทร.พระนคร 57 มทร.พระนคร เปิดสอบ


    วิธีการสมัครงานลูกจ้าง/พนักงานจ้าง มทร.พระนคร :ตนเอง  
    ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ:
    สอบวันที่:
    ประกาศผลสอบ:
    ดาวน์โหลดรายละเอียด/ประกาศรับสมัครสอบ คลิกที่นี่!!

  • รายงานพิเศษ

    อัพเดต!! สอบตำรวจ –  ขรก.ตำรวจ ชั้นสัญญาบัตร 910 อัตรา (บุคคลภายนอก/ใน),คุณสมบัติ

    “อัพเดต!! สอบตำรวจ –  ขรก.ตำรวจ ชั้นสัญญาบัตร 910 อัตรา (บุคคลภายนอก/ใน),คุณสมบัติ”

    ลิงค์: https://iqepi.com/?p=14486 หรือ
    ตำแหน่ง: ขรก.ตำรวจ ชั้นสัญญาบัตร 910 อัตรา (บุคคลภายนอก/ใน),คุณสมบัติ
    ระดับการศึกษา: ปริญญาตรี  ปริญญาโท
    อัตราเงินเดือน:
    อัตราว่าง: 910
    ปฏิบัติงานที่:
    เปิดรับสมัครตั้งแต่: –
    **ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**


    สมัครงาน อัพเดต!! สอบตำรวจ งานราชการ อัพเดต!! สอบตำรวจ รับสมัคร สอบ อัพเดต!! สอบตำรวจ 2557 สอบ อัพเดต!! สอบตำรวจ 57 อัพเดต!! สอบตำรวจ เปิดสอบ


    จากเรื่องเดิม (อ่านให้จบเพราะไม่งั้นจะสับสนนะครับ) เกี่ยวกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมเปิดรับสมัครบุคคลภายนอก/ใน ปริญญาตรี 810-9100 อัตรา สอบเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร (รอง สว.) ลิงค์ https://iqepi.com/14436/ ที่เผยแพร่ไปเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2557 ในเว็บนี้ ที่เป็นข้อสงสัยว่าทำไมในบันทึกข้อความข้อ 1 มีจำนวนอัตราที่แตกต่างกับยอดรวมในรายละเอียด
    บัดนี้ รวบรวมเอกสารได้ข้อมูลเพิ่มเติมก็ค่อนข้างจะสมบูรณ์ในระดับหนึ่งและได้รายละเอียดมากกว่าครั้งก่อน ในส่วนของบุคคลภายในก็ตามเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่สำหรับบุคคลภายนอกที่มีปัญหาว่าเมื่ออนุมัติ 410 อัตรา แต่ทำไมในบันทึกข้อความตามรายละเอียดในบันทึกข้อความฉบับเดียวกันกลับมีเพียง 310 อัตรา ก็ตามล่าหาว่าอีก 100 อัตราสำหรับบุคคลภายนอกนั้น หายไปไหน!! และเป็นสายใด จนได้รับความเอื้อเฟื้อจากเพื่อนท่านหนึ่งในเฟสบุ๊คได้ส่งหน้าที่ขาดหายมาให้ จนได้ข้อความที่ครบถ้วน 410 อัตรา สรุปรวมเป็น 910 อัตรา รายละเอียดดังนี้1. ด้วย ตร. มีบันทึกสั่งการ ลง 10 ก.ค. 2557 ท้ายหนังสือ สกพ. ด่วนที่สุด ที่ 0009.161/6488 ลง 4 ก.ค. 2557 อนุมัติให้ดำเนินการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2557 โดยให้รับสมัครและคัดเลือกข้าราชการตำรวจชั้นประทวน เข้ารับการฝึกอบรมเพื่อแต่งตั้งเลื่อนขั้นเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ดำรงตำแหน่ง รอง สว. จำนวน 500 อัตรา และให้รับสมัครและสอบแข่งขันบุคคลภายนอก ผู้มีวุฒิปริญญาสาขาต่างๆ เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ดำรงตำแหน่ง รอง สว. ทำหน้าที่ด้านต่างๆ จำนวน 410 อัตรา
    2. จากข้อ 1 ตร. ได้มอบหมายให้ บช.ศ. รับผิดชอบดำเนินการ ดังนี้
    2.1 รับสมัครและคัดเลือกข้าราชการตำรวจชั้นประทวน เข้ารับการฝึกอบรมเพื่อแต่งตั้งเลื่อนชั้นเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ดำรงตำแหน่ง รอง สว. จำนวน 500 อัตรา แยกเป็น
    2.1.1 กลุ่มผู้ที่มีคุณวุฒิปริญญาตรี
    (1) รอง สว. กลุ่มงานอำนวยการและสนับสนุน จำนวน 150 อัตรา(2) รอง สว. สายงานปฏิบัติการป้องกันปราบปราม จำนวน 200 อัตรา
    2.1.2 กลุ่มผู้ที่ไม่มีคุณวุฒิปริญญาตรี (จ.ส.ต.-ด.ต.)
    (1) รอง สว. กลุ่มงานอำนวยการและสนับสนุน จำนวน 50 อัตรา(2) รอง สว. สายงานปฏิบัติการป้องกันและปรามปราบ จำนวน 100 อัตรา
    2.2 รับสมัครและสอบแข่งขันบุคคลภายนอกผู้มีวุฒิปริญญาตรีสาขาต่างๆ เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ดำรงตำแหน่ง รอง สว. จำนวน 410 อัตรา แยกเป็น
    2.2.1 รอง สว. ทำหน้าที่นิติกร จำนวน 100 อัตรา2.2.2 รอง สว. ทำหน้าที่ประมวลผล จำนวน 100 อัตรา2.2.3 รอง สว. ทำหน้าที่บัญชี, การเงินและบัญชี, ตรวจสอบภายใน,การเงิน,การเงินและพัสดุ,การเงินและงบประมาณ,และปฏิบัติการ (การเงิน) จำนวน 100 อัตรา
    2.2.4 นักวิทยาศาสตร์ (สบ 1) จำนวน 100 อัตรา2.2.5 รอง สว. ทำหน้าที่บริการการศึกษา จำนวน 10 อัตรา
    2.3 ให้เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ในการจัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนนิการ กระบวนการสอบ การฝึกอบรม และเรื่องอื่นๆ ที่จำเป็น
    เจาะรายละเอียด
    สกพ. ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลความต้องการข้าราชการตำรวจ ระดับ รอง สว. ทำหน้าที่ด้านต่างๆ ตามเหตุผลความจำเป็นของแต่ละหน่วยงาน ประกอบกับนโยบายในการสรรหากำลังพลของ ตร. พร้อมทั้งได้ตรวจสอบสถานภาพตำแหน่งของข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ระดับ รอง สว. ที่มีว่างในปัจจุบัน เพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณาจัดสรรอัตราเงินเดือน เพื่อรองรับการดำเนินการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2557 ในครั้งนี้แล้ว เห็นควรดำเนินการ ดังนี้
    4.1 รับสมัครและคัดเลือก ข้าราชการตำรวจชั้นประทวน เข้ารับการฝึกอบรม เพื่อแต่งตั้งเลื่อนชั้นเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ดำรงตำแหน่ง รอง สว. จำนวน 500 อัตรา โดยวิธีการคัดเลือกด้วยวิธีการสอบ แยกเป็น
    4.1.1 กลุ่มผู้มีคุณวุฒิปริญญาตรี จำนวน 350 อัตรา
    4.1.1.1 จัดสรรอัตราเงินเดือน จำนวน 150 อัตรา เพื่อรองรับการสมัครและคัดเลือกข้าราชการตำรวจชั้นประทวน ผู้มีวุฒิปริญญาตรีสาขาต่างๆ เข้ารับการฝึกอบรม เพื่อแต่งตั้้งเลื่อนชั้นเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร กลุ่มงานอำนวยการและสนับสนุน ดำรงตำแหน่ง รอง สว. กลุ่มงานอำนวยการและสนับสนุน ให้กับหน่วยงานต่างๆ ในสงกัด ตร. โดยตำแหน่งดังกล่าวให้รับสมัครคัดเลือกได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง
    4.1.1.2 จัดสรรอัตราเงินเดือน จำนวน 200 อัตรา เพื่อรองรับการรับสมัครและคัดเลือกข้าราชการตำรวจชั้นประทวน ผู้มีวุฒิปริญญาตรีทางกฎหมาย การปกครอง หรือรัฐประศาสนศาสตร์ หรือผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีทางกฎหมายจากต่างประเทศ หรือสำเร็จการศึกษาทางการปกครอง หรือรัฐประศาสนศาสตร์ และสำเร็จวิชากฎหมายไทย 3 วิชา คือ ประมวลกฎหมายอาญาครบทุกลักษณะ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาครบทุกลักษณะ และกฎหมายลักษณะพยาน เข้ารับการฝึกอบรม เพื่อแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญยาบัตร กลุ่มงานป้องกันปราบปราม ดำรงตำแหน่ง รอง สว. สายงานปฏิบัติการป้องกันปราปบรามให้กับหน่วยงานต่างๆ ในสังกัด ตร. โดยตำแหน่งดังกล่าวให้รับสมัครคัดเลือกเฉพาะเพศชาย
    4.1.2 กลุ่มผู้ไม่มีคุณวุฒิปริญญาตรี (จ.ส.ต.-ด.ต.) จำนวน 150 อัตรา
    4.1.2.1 จัดสรรอัตราเงินเดือน จำนวน 50 อัตรา เพื่อรองรับการรับสมัครและคัดเลือกข้าราชการตำรวจชั้นประทวน เข้ารับการฝึกอบรม เพื่อแต่งตั้งเลื่อนชั้นเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร กลุ่มงานอำนวยการและสนับสนุน ตำแหน่ง รอง สว. กลุ่มงานอำนวยการและสนับสนุน ให้กับหน่วยงานต่างๆ ในสังกัด ตร. โดยตำแหน่งดังกล่าวให้รับสมัครคัดเลือกได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง
    4.1.2.2 จัดสรรอัตราเงินเดือน จำนวน 100 อัตรา เพื่อรองรับการรับสมัครและคัดเลือกข้าราชการตำรวจชั้นประทวน เข้ารับการฝึกอรม เพื่อแต่งตั้งเลื่อนขั้นเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร กลุ่มงานป้องกันปราบปราม ดำรงตำแหน่ง รอง สว. สายงานปฏิบัติการป้องกันปราบปราม ให้กับหน่วยงานต่างๆ ในสังกัด ตร. โดยตำแหน่งดังกล่าวให้สามารถรับสมัครคัดเลือกเฉพาะเพศชาย
    4.2 รับสมัครและคัดเลือก บุคคลภายนอก (เพศชาย/หญิง) ผู้มีวุฒิปริญญาสาขาต่างๆ เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ดำรงตำแหน่ง รอง สว. ทำหน้าที่ด้านต่างๆ จำนวน 410 อัตรา โดยวิธีการสอบแข่งขัน แยกเป็น
    4.2.1 จัดสรรอัตราเงินเดือน จำนวน 100 อัตรา เพื่อรองรับการรับสมัครและสอบแข่งขันบุคคลภายนอก ผู้ได้รับปริญญาโท หรือเทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ทางกฎหมาย และสำเร็จวิชากฎหมายไทย 3 วิชา คือ ประมวลกฎหมายอาญาครบทุกลักษณะ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาครบทุกลักษณะ และกฎหมายลักษณะพยาน หรือผู้ได้รับประกาศนียบัตรเนติบัณฑิตจากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ดำรงตำแหน่ง “รอง สว. ทำหน้าที่นิติกร” ให้กับหน่วยงานต่างๆ ในสังกัด ตร.
    4.2.2 จัดสรรอัตราเงินเดือน จำนวน 100 อัตรา เพื่อรองรับการรับสมัครและสอบแข่งขันบุคคลภายนอก ผู้ได้รับปริญญาตรี หรือเทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ทางบัญชี เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ดำรงตำแหน่ง “รอง สว. ทำหน้าที่ บัญชี การเงินและบัญชี ตรวจสอบภายใน การเงิน การเงินและพัสดุ การเงินและงบประมาณ และปฏิบัติการ (การเงิน)” ให้กับหน่วยงานต่างๆ ในสังกัด ตร.
    4.2.3 จัดสรรอัตราเงินเดือน จำนวน 100 อัตรา เพื่รองรับการรับสมัครและสอบแข่งขันบุคคลภายนอก ผู้ได้รับปริญญาตรี หรือเทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ทางคอมพิวเตอร์ หรือวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ดำรงตำแหน่ง “รอง สว. ทำหน้าที่ประมวลผล” ให้กับหน่วยงานต่งๆ ในสังกัด ตร.
    4.2.4 จัดสรรอัตราเงินเดือน จำนวน 100 อัตรา เพื่อรองรับการรับสมัครและสอบแข่งขันบุคคลภายนอก ผู้ได้รับปริญญาตรี หรือเทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ทางวิทยาศาสตร์ สาขาต่างๆ เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ดำรงตำแหน่ง “นักวิทยาศาสตร์ (สบ 1)” ให้กับ สพฐ.ตร. โดยแยกเป็น
    4.2.4.1 สาขาเคมี (ไม่รวมถึง สาขาเคมีอื่นๆ หรือแขนงอื่น) จำนวน 37 อัตรา ดังนี้
    (1) กลุ่มงานตรวจสถานที่เกิดเหตุ (เพศชาย) จำนวน 6 อัตรา(2) กลุ่มงานตรวจอาวุธปืนและเครื่องกระสุน (เพศชาย) จำนวน 4 อัตรา(3) กลุ่มงานอื่นๆ นอกจากข้อ (1) และ (2), พฐ.จว.,กพอ.,สขบ.(เพศชาย/หญิง) จำนวน 27 อัตรา
    4.2.4.2 สาขาฟิสิกส์, สาขาฟิสิกส์ประยุกต์ และสาขาวฟิสิกส์อิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 45 อัตรา (ไม่รวมถึง สาขาวฟิสิกส์อื่นๆ หรือแขนงอื่น) ดังนี้
    (1) กลุ่มงานตรวจสถานที่เกิดเหตุ (เพศชาย) จำนวน 8 อัตรา(2) กลุ่มงานตรวจอาวุธปืนและเครื่องกระสุน (เพศชาย) จำนวน 5 อัตรา(3) กลุ่มงานอื่นๆ นอกจากข้อ (1) และ (2), พฐ.จว., กพอ. (เพศชาย/หญิง) จำนวน 32 อัตรา
    4.2.4.3 สาขาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ– สขบ. (เพศชาย/หญิง) จำนวน 6 อัตรา
    4.2.4.4 สาขาชีววิทยา (ไม่รวมถึง สาขาชีววิทยาอื่นๆ หรือแขนงอื่นๆ)- กลุ่มงานตรวจสถานที่เกิดเหตุ (เพศชาย) จำนวน 5 อัตรา
    4.2.4.5 สาขาจุลชีววิทยา สาขาจุลชีววิทยาประยุกต์ สาขาจุลชีวิทยาอุตสาหกรรม และสาขาเทคโนโลยีชีวภาพ (ไม่รวมถึงคุณวุฒิปริญญาตรีวิทยาศาสตร์ สาขาจุลชีววิทยาอื่นๆ หรือแขนงอื่นๆ– กลุ่มงานตรวจชีววิทยาและดีเอ็นเอ (เพศชาย/หญิง) จำนวน 7 อัตรา
    4.2.4.6 สาขาจิตวิทยาคลินิก– กลุ่มงานตรวจทางเคมี ฟิสิกส์ (เพศชาย/หญิง) จำนวน 4 อัตรา
    4.2.5 จัดสรรอัตราเงินเดือน จำนวน 10 อัตรา เพื่อรองรับการรับสมัครและสอบแข่งขันบุคคลภายนอกผู้มีวุฒิปริญญาตรีทางวิจัยการศึกษา สถิติการศึกษา การวัดผลและประเมินผลการศึกษา พัฒนาหลักสูตร พัฒนาการศึกษา บริหารการศึกษา เทคโนโลยีทางการศึกษา โสตทัศนศึกษา การวัดผลการศึกษา การอุดมศึกษา อุตสาหกรรมการศึกษา พัฒนศึกษาศาสตร์ หรือการวิจัยและพัฒนาหลักสูตร เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ดำรงตำแหน่ง “รอง สว. ทำหน้าที่บริการการศึกษา” ให้กับ บช.ศ.
    เพื่อให้การสรรหาบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2557 เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเห็นควรดำเนินการ ดังนี้
    1. อนุมัติให้รับสมัครและคัดเลือกข้าราชการตำรวจชั้นประทวน เข้ารับการฝึกอบรมเพื่อแต่งตั้งเลื่อนชั้นเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ดำรงตำแหน่ง รอง สว. จำนวน 500 อัตรา โดยวิธีการคัดเลือกด้วยวิธีการสอบ ดังนี้
    1.1 กลุ่มผู้ที่มีคุณวุฒิปริญญาตรี จำนวน 350 อัตรา แยกเป็น
    1.1.1 รอง สว. กลุ่มงานอำนวยการและสนับสนุน จำนวน 150 อัตรา1.1.2 รอง สว. สายงานปฏิบัติการป้องกันปราบปราม จำนวน 200 อัตรา
    1.2 กลุ่มผู้ไม่มีคุณวุฒิปริญญาตรี (จ.ส.ต.-ด.ต.) จำนวน 150 อัตรา แยกเป็น1.2.1 รอง สว. กลุ่มงานอำนวยการและสนับสนุน จำนวน 50 อัตรา1.2.2 รอง สว. สายงานปฏิบัติการป้องกันปราบปราม จำนวน 100 อัตรา
    2. อนุมัติให้รับสมัครและคัดเลือกบุคคลภายนอกผู้มีวุฒิปริญญาตรีสาขาต่างๆ เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ดำรงตำแหน่ง รอง สว. ทำหน้าที่ต่างๆ จำนวน 410 อัตรา โดยวิธีการสอบแข่งขัน ดังนี้
    2.1 รอง สว. ทำหน้าที่นิติกร จำนวน 100 อัตรา2.2 รอง สว. ทำหน้าที่บัญชี, การเงินและบัญชี, ตรวจสอบภายใน, การเงิน, การเงินและพัสดุ, การเงินและงบประมาณ, และปฏิบัติการ(การเงิน) จำนวน 100 อัตรา2.3 รอง สว. ทำหน้าที่ประมวลผล จำนวน 100 อัตรา2.4 นักวิทยาศาสตร์ (สบ 1) จำนวน 100 อัตรา2.5 รอง สว. ทำหน้าที่บริการการศึกษา จำนวน 10 อัตรา
    3. อนุมัติให้ บช.ศ. รับสมัครและคัดเลือกข้าราชการตำรวจชั้นประทวนผู้มีคุณวุฒิปริญญาตรีและผู้ที่ไม่มีคุณวุฒิปริญญาตรี (จ.ส.ต.-ด.ต.) ตามจำนวนที่ ตร.จัดสรร โดยอนุมัติให้ข้าราชการตำรวจชั้นประทวนทั้ง 2 กรณี มีสิทธิเลือกสมัครในกลุ่มที่มีคุณวุฒิปริญญาตรี หรือผู้ที่ไม่มีคุณวุฒิปริญญาตรี (จ.ส.ต.-ด.ต.) เพียงกลุ่มเดียว และในแต่ละกลุ่มมีสิทธิ์เลือกสมัครในสายงานใดสายงานหนึ่งเพียงสายงานเดียวเท่านั้น
    เงื่อนไขเฉพาะสำหรับการสอบข้าราชการตำรวจ บุคคลภายนอก 410 อัตรา
    1. ยกเว้นการขาดคุณสมบัติ กรณีสายตาผิดปกติซึ่งตรวจแบบเสนลเลน (ปกติ 6/6) เป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายให้แก่ผู้สมัครเข้ารับราชการ
    2. เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เห็นควรกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่ไดัรับการบรรจุและแต่งตั้งต้องปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 4 ปี จึงจะมีสิทธิได้รับการพิจารณาแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งอื่นได้

    การเปิดรับสมัครสอบข้าราชการตำรวจในระยะนี้ ไม่รู้ว่าจะเรียกยังไงเพื่อให้ท่านทั้งหลายไม่สับสน ก็คงต้องเน้นที่รายละเอียดอีกครั้งนะครับ
    ที่เปิดรับสมัครแล้ว
    1. ข้าราชการตำรวจ ชั้นประทวน (ส.ต.ต.) 6,800 อัตรา รับสมัครวันที่ 22 ก.ค. – 13 ส.ค. 2557
    ยังไม่ประกาศรับสมัคร รายละเอียดตามลิงค์https://iqepi.com/14432/
    2. ข้าราชการตำรวจ ชั้นสัญญาบัตร และชั้นประทวน (ร.ต.ต. และ ส.ต.ต.) สังกัด กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 100 อัตรา
    3. ข้าราชการตำรวจ ชั้นประทวน (ไม่มียศ) โครงการ CRIMES 5,000 อัตรา
    4. ข้าราชการตำรวจ ชั้นสัญญาบัตร (ร.ต.ต.) บุคคลภายใน/บุคคลภายนอก 910 อัตรา
    คลิกเลือกหน้า: 1 2 3 4 5 6 7

  • งานราชการอื่นๆ

    เทศบาลตำบลวิชิต เปิดรับสมัครสอบ 21 -29 ก.ค. 2557  ผช.จท.การเงินและบัญชี,ผช.จพ.ประชาสัมพันธ์,ผช.จพ.จัดเก็บรายได้,ผช.จท.ธุรการ,ผช.จพ.พัฒนาชุมชน,

    “เทศบาลตำบลวิชิต เปิดรับสมัครสอบ 21 -29 ก.ค. 2557  ผช.จท.การเงินและบัญชี,ผช.จพ.ประชาสัมพันธ์,ผช.จพ.จัดเก็บรายได้,ผช.จท.ธุรการ,ผช.จพ.พัฒนาชุมชน,”

    ลิงค์: https://iqepi.com/?p=14478 หรือ
    ตำแหน่ง: ผช.จท.การเงินและบัญชี,ผช.จพ.ประชาสัมพันธ์,ผช.จพ.จัดเก็บรายได้,ผช.จท.ธุรการ,ผช.จพ.พัฒนาชุมชน,
    ระดับการศึกษา: ปวช.  ปวส.  
    อัตราเงินเดือน: 6,800-7,460
    อัตราว่าง: 7
    ปฏิบัติงานที่: ภูเก็ต
    เปิดรับสมัครตั้งแต่: 21 – 29 ก.ค. 2557
    **ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**


    สมัครงาน เทศบาลตำบลวิชิต งานราชการ ภูเก็ต เทศบาลตำบลวิชิต รับสมัคร สอบ เทศบาลตำบลวิชิต 2557 สอบ เทศบาลตำบลวิชิต 57 เทศบาลตำบลวิชิต เปิดสอบ


    วิธีการสมัครงานลูกจ้าง/พนักงานจ้าง เทศบาลตำบลวิชิต :ตนเอง  
    ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ:
    สอบวันที่:
    ประกาศผลสอบ:
    ดาวน์โหลดรายละเอียด/ประกาศรับสมัครสอบ คลิกที่นี่!!

  • สอบครู-ครูผู้ช่วยเปิดสอบ

    สพฐ หลักเกณฑ์นำรายชื่อผู้สอบผ่านไปขึ้นบัญชีที่อื่น ตำแหน่งครูผู้ช่วย

    “สพฐ เปิดรับสมัครสอบข้าราชการ –  หลักเกณฑ์นำรายชื่อผู้สอบผ่านไปขึ้นบัญชีที่อื่น”

    ลิงค์: https://iqepi.com/?p=14477 หรือ
    ตำแหน่ง: หลักเกณฑ์นำรายชื่อผู้สอบผ่านไปขึ้นบัญชีที่อื่น
    ระดับการศึกษา: ปริญญาตรี  
    อัตราเงินเดือน:
    อัตราว่าง:
    ปฏิบัติงานที่:
    เปิดรับสมัครตั้งแต่: –
    **ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**


    หลักเกณฑ์และวิธีการนำรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่นตำแหน่งครูผู้ช่วย

    ตามหนังสือ ที่ ศธ 04009/ว2691 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2557 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการนำรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่น ตำแหน่งครูผู้ช่วย

    ด้วย สำนักงาน ก.ค.ศ. แจ้งว่า ก.ค.ศ. ได้มีมติให้ยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการนำรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่น ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.6/ว15 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2556 และได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการนำรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่น ตำแหน่งครูผู้ช่วย ใหม่ ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.6/ว10 ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2557 

    ตามที่หนังสือ สำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.6/ว 2 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557 ก.ค.ศ. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย โดยข้อ 13 กำหนดว่า การนำรายชื่อผู้สอบแข่งขันไดในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่น ให้เป็นไปตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด และตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.6/ว 15 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2556 ก.ค.ศ. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการนำรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่น ตำแหน่งครูผู้ช่วย นั้น

    บัดนี้ ก.ค.ศ. มีมติ ดังนี้

    1. ยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการนำรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่น ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย ตามหนังสือที่ ศธ 0206.6/ว 15 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2556

    2. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการนำรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่นตำแหน่งครูผู้ช่วย ใหม่  และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

    3. การนำรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่น ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย ที่ได้ดำเนินการมาก่อนที่จะมีการยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการนำรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ฯ ตามหนังสือ ที่ ศธ 0206.6/ว 15 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2556 ให้ดำเนินการต่อไปจนแล้วเสร็จ

    4. บัญชีผู้สอบแข่งขันได้ที่ยังไม่ครบอายุการขึ้นบัญชี และยังมิได้ดำเนินการขอนำรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่น ตำแหน่งครูผู้ช่วย ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ


    หลักเกณฑ์และวิธีการนำรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่น ตำแหน่งครูผู้ช่วย

    โดยที่มาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 กำหนดให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำหรับหลักสูตร วิธีการสอบแข่งขัน และวิธีดำเนินการที่เกี่ยวกับการสอบแข่งขัน ตลอดจนเกณฑ์การตัดสิน การขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ การนำรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่น และการยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ ให้เป็นไปตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด ประกอบกับ ก.ค.ศ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.6/ว 2 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557

    ก.ค.ศ. จึงมีมติให้ยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการนำรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่น ตำแหน่งครูผู้ช่วย ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.6/ว 15 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2556 และกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการนำรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่น ตำแหน่งครูผู้ช่วย ดังนี้

    หลักเกณฑ์

    1. ในหลักเกณฑ์และวิธีการนี้

    “อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา” หมายความว่า อ.ก.ค.ศ. เขตพ้นที่การศึกษาประถมศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และให้หมายความรวมถึง อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง ด้วย

    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หมายความว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา หรือส่วนราชการ

    ส่วนราชการ หมายความว่า ส่วนราชการ ที่มี อ.ก.ค.ศ. ตั้ง ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา สำนักบริหารงานวิทยาลัยชุมชน และ สำนักบริหารงานการศึกาาพิเศษ

    2. การนำรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอ่นให้ทำได้โดยการตำลงยินยอมของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาเจ้าของบัญชี และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาที่ขอรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้

    3. อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาอาจมอบให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พิจารณาการขอ หรือการหใ้รายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ ก็ได้ แล้วรายงาน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้ันที่การศึกษาทราบ

    4. การขอรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ ต้องระบุคุณวุฒิ กลุ่มวิชา หรือทาง หรือสาขาวิชาเอก ที่ตรงตามความต้องการและจำเป็นของสถานศึกษาที่มีตำแหน่งว่างและมีอัตราเงินเดือน ตามกรอบอัตรากำลัง ณ วันที่ 10 มิถุนายน โดยได้รับความเห็นชอบจาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือรกณีตำแหน่งว่างของสาขาวิชาเอกที่ข้าราชการครูได้รับอนุมัติย้าย หรือมีตำแหน่งว่างในกรณีอื่น เท่ากับจำนวนตำแหน่งว่างที่จะบรรจุและแต่งตั้ง

    5. การขอรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ให้ดำเนินการตามลำดับและขั้นตอนดังนี้

    5.1 ให้ขอรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ จาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาใกล้เคียงในจังหวัดเดียวกันก่อน

    กรณีจังหวัดเดียวกันมีหลายเขตพื้นที่การศึกษา ให้ขอรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ จาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาที่ใกล้เคียงที่สุด โดยพิจารณาระยะทางจากที่ตัั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

    กรณีที่เขตพื้นที่การศึกษาที่มีหลายจังหวัด ให้ขอรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ จาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาที่ใกล้เคียงที่สุด โดยพิจารณาจากระยะทางจากที่ตั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

    5.2 หาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาใกล้เคียงที่สุดในจังหวัดเดียวกัน ไม่มีบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ตามคุณวุฒิที่ขอ ให้ขอจาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาในจัุงหวัดใกล้เคียงที่มีพื้นที่ติดต่อกันตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ โดยพิจารณาระยะทางจากที่ตั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ใกล้เคียงที่สุด

    5.3 หาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดใกล้เคียง ไม่มีบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ตามคุณวุฒิที่ขอให้ขอจากบัญชีของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน โดยพิจารณาระยะทางจากที่ตั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ใกล้เคียงที่สุด

    5.4 หาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน ไม่มีบัญชีผุ้สอบแข่งขันได้ตามคุณวุฒิที่ขอให้ขอจาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาในภุมิภาคอื่นที่มีบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ โดยพิจารณาระยะทางจากที่ตั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ใกล้เคียงที่สุด

    5.5 กรณี อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง มีความประสงค์จะขอรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ ให้พิจารณาขอจากบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ของ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง หรือ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา แล้วแต่กรณี ที่ใกล้เคียงที่สุดตามลักษณะทางภูมิศาสตร์กับหน่วยงานการศึกษาที่จะบรรจุและแต่งตั้ง

    ทั้งนี้ ให้ดำเนินการขอรายชื่อแล้วบรรจุและแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้ที่ได้รับการขึ้นบัญชีใหม่ให้เสร็จสิ้นภายใน 180 วัน นับตั้งแต่วันที่หลักเกณฑ์และวิธีการนี้มีผลใช้บังคับ หากพ้นกำหนด 180 วัน ดังกล่าวให้เสนอส่วนราชการต้นสังกัดพิจารณา ผลการพิจารณาเป็นประการใด ให้ถือเป็นที่ยุติ

    6. ให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาเจ้าของบัญชี พิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติให้ใช้บัญชีผู้สอบแข่งขันได้โดยเร็ว นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือขอรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้

    7. กรณีผู้สอบแข่งขันได้รายใด ไม่ได้รับบรรจุและแต่งตั้งด้วยเหตุใดๆ จึงมิใช่เกิดจากผู้สอบแข่งขันได้รายนั้น ให้คงการขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ไว้ตามลำดับที่เดิมในบัญชีของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาเดิม และให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ส่งรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้แจ้งผู้สอบแข่งขันได้รายนั้นทราบภายใน 7 วันทำการ

    กรณีผู้สอบแข่งขันได้รายใด ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ากรศึกษาที่ขอรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้แล้ว ไม่ประสงค์หรือขอระงับการบรรจุและแต่งตั้ง ถือว่าผู้สอบแข่งขันได้รายนั้นขอสละสิทธิ์การบรรจุและแต่งตั้งทั้งของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาเจ้าของบัญชีและ อ.ก.ค.ศ.เเขตพื้นที่การศกึษาที่ขอรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้

    8. เมื่อ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาเจ้าของบัญชีอนุมัติให้นำรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้รายใดในบัญขีที่ขึ้นไว้แล้ว ให้ดำเนินการดังนี้

    8.1 ให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาที่ขอรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ ประกาศรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้รายนั้น ตามลำดับ ที่ที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ส่งรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ เป็นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาที่ขอรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้

    8.2 ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 สั่งบรรจุและแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้รายนั้นภายใน 15 วัน

    9. เมื่อผู้สอบแข่งขันได้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งแล้ว ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ขอรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ แจ้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเดิม ภายใน 7 วันทำการ เพื่อให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาเจ้าของบัญชียกเลิกการขึ้นบัญชีผู้นั้น

    10. บัญชีผู้สอบแข่งขันได้ที่ประกาศใหม่ ให้มีอายุการขึ้นบัญชีเท่ากับบัญชีเดิม

    11. กรณีหน่วยงานหรือส่วนราชการอื่นประสงค์จะขอรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ ตำแหน่งครูผู้ช่วย ให้องค์คณะบริหารงานบุคคลของหน่วยงานหรือส่วนราชการนั้นปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้

    สมัครงาน สพฐ งานราชการ สพฐ รับสมัคร สอบ สพฐ 2557 สอบ สพฐ 57 สพฐ เปิดสอบ


    วิธีการสมัครงานข้าราชการ สพฐ :ตนเอง  
    ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ:
    สอบวันที่:
    ประกาศผลสอบ:
    ดาวน์โหลดรายละเอียด/ประกาศรับสมัครสอบ คลิกที่นี่!!

  • งานราชการอื่นๆ

    สคบ เปิดรับสมัครสอบ 15 -24 ก.ค. 2557  เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน

    “สคบ เปิดรับสมัครสอบ 15 -24 ก.ค. 2557  เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน”

    ลิงค์: https://iqepi.com/?p=14468 หรือ
    ตำแหน่ง: เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน
    ระดับการศึกษา: ปริญญาตรี  
    อัตราเงินเดือน:
    อัตราว่าง: 2
    ปฏิบัติงานที่:
    เปิดรับสมัครตั้งแต่: 15 – 24 ก.ค. 2557
    **ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**


    ประกาศสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
            เรื่อง รับสมัครพนักงานจ้างเหมาบริการ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน จำนวน 2 อัตรา
    สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 02-1413531
    สมัครได้ตั้งแต่วันที่ 15 – 24 กรกฎาคม 2557 ในเวลาราชการ
    ณ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านโฆษณา)

    สมัครงาน สคบ งานราชการ สคบ รับสมัคร สอบ สคบ 2557 สอบ สคบ 57 สคบ เปิดสอบ


    วิธีการสมัครงานลูกจ้าง/พนักงานจ้าง สคบ :ตนเอง  
    ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ:
    สอบวันที่:
    ประกาศผลสอบ:
    ดาวน์โหลดรายละเอียด/ประกาศรับสมัครสอบ คลิกที่นี่!!

ข่าวงานราชการเปิดสอบ 2564-2565
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.