รายงานพิเศษ
ความคืบหน้า รายงานพิเศษ ความเคลื่อนไหวการเปิดรับสมัครสอบงานราชการ
-
ประกาศราชกิจจาฯ อนุญาตผลิต-จำหน่าย,กัญชง,เฮมพ์

“ประกาศราชกิจจาฯ“
ลิงค์: https://iqepi.com/36966/ หรือ
เรื่อง: อนุญาตผลิต-จำหน่าย,กัญชง,เฮมพ์
—


ประกาศราชกิจจาฯ อนุญาตผลิต-จําหน่าย “เฮมพ์” หรือ “กัญชง”
ราชกิจจานุเบกษา ๖ มกราคม ๒๕๖๐ กฎกระทรวง การขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จําหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ เฉพาะเฮมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๙
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๖ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๖ วรรคสาม และมาตรา ๖๒ วรรคสอง
แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนดสามร้อยหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๒ กฎกระทรวงว่าด้วยการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จําหน่าย นําเข้า ส่งออก
หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๔ หรือในประเภท ๕ มิให้ใช้บังคับกับการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จําหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ เฉพาะเฮมพ์ และให้ใช้บังคับตามกฎกระทรวงนี้
ข้อ ๓ ในกฎกระทรวงนี้
“เฮมพ์” (Hemp) หมายความว่า พืชซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L.subsp.
sativa อันเป็นชนิดย่อยของพืชกัญชา (Cannabis sativa L.) ที่มีปริมาณสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล
(Tetrahydrocannabinol, THC) ไม่เกินร้อยละ ๑.๐ ต่อน้ําหนักแห้ง ซึ่งตรวจวิเคราะห์ตามหลักเกณฑ์
และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกําหนด
“เมล็ดพันธุ์รับรอง” หมายความว่า เมล็ดพันธุ์เฮมพ์จากพันธุ์พืชที่มีปริมาณสารเตตราไฮโดร
แคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol, THC) น้อยกว่าร้อยละ ๑.๐ ต่อน้ําหนักแห้ง ทั้งนี้ ตามที่
คณะกรรมการประกาศกําหนด โดยการตรวจวิเคราะห์ของห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์และเป็นพันธุ์พืช
ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืช ซึ่งผลิตโดยผู้รับอนุญาตผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕
เฉพาะเฮมพ์
“ผู้รับอนุญาต” หมายความว่า ผู้ได้รับอนุญาตตามกฎกระทรวงนี้
“หนังสือสําคัญ” หมายความว่า หนังสือสําคัญแสดงการอนุญาตผลิต จําหน่าย หรือมีไว้ใน
ครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ เฉพาะเฮมพ์ และให้หมายความรวมถึงใบแทนหนังสือ
สําคัญ โดยให้ถือเสมือนเป็นใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
“ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์” หมายความว่า ห้องปฏิบัติการของหน่วยงานของรัฐ
ที่คณะกรรมการประกาศกําหนดให้ตรวจหาสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol, THC)ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกําหนด
“หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น
รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานอื่นของรัฐตามกฎหมายหมวด ๑
การขออนุญาต
ข้อ ๔ วัตถุประสงค์ในการขออนุญาตผลิต จําหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษ
ในประเภท ๕ เฉพาะเฮมพ์ มี ๖ ประเภท ดังต่อไปนี้
(๑) เพื่อปลูก เก็บเกี่ยว หรือแปรสภาพเฮมพ์ สําหรับใช้ประโยชน์ในครัวเรือน
(๒) เพื่อปลูก เก็บเกี่ยว หรือแปรสภาพเฮมพ์ สําหรับใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมในเชิงพาณิชย์
(๓) เพื่อปลูก เก็บเกี่ยว หรือแปรสภาพเฮมพ์ สําหรับการศึกษาวิจัย
(๔) เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์รับรองสําหรับจําหน่าย หรือแจกสําหรับการส่งเสริมตามวัตถุประสงค์
(๑) (๒) หรือ (๓)
(๕) เพื่อจําหน่ายเมล็ดพันธุ์รับรอง ลําต้นสด หรือส่วนอื่น ๆ ตามที่ได้รับอนุญาต สําหรับ
ใช้ประโยชน์ตาม (๑) (๒) (๓) หรือประโยชน์อื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด แล้วแต่กรณี
(๖) เพื่อครอบครองสําหรับใช้ประโยชน์อื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด
การดําเนินการตามวัตถุประสงค์ใน (๑) และ (๒) ห้ามมิให้มีการผลิตเมล็ดพันธุ์สําหรับ
การเพาะปลูก
ข้อ ๕ ให้ผ้อนู ุญาตพิจารณาอนุญาตตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
(๑) กรณีผู้ขอรับหนังสือสําคัญเป็นบุคคลธรรมดาต้อง
(ก) มีสัญชาติไทย
(ข) มีอายุไม่ต่ํากว่ายี่สิบปีบริบูรณ์
(ค) มีถิ่นที่อยู่หรือสํานักงานในประเทศไทย
(ง) ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(จ) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
(ฉ) ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างการถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตหรือหนังสือสําคัญ
ที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท(ช) ไม่เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทําความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
กฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย
หรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
(๒) กรณีผู้ขอรับหนังสือสําคัญเป็นนิติบุคคล
(ก) ต้องมีลักษณะตาม (๑) (ก) (ค) (จ) (ฉ) และ (ช)
(ข) ผู้ได้รับมอบหมายให้ดําเนินกิจการของนิติบุคคลผู้ขออนุญาตต้องมีลักษณะตาม (๑)
(ค) กรรมการของนิติบุคคลอย่างน้อยสองในสามเป็นผู้มีสัญชาติไทย
ในกรณีวิสาหกิจชุมชนที่ไม่เป็นนิติบุคคลเป็นผู้ขออนุญาต ผู้ได้รับมอบหมายให้ดําเนินกิจการแทน
ต้องมีลักษณะตาม (๑) ด้วย
ข้อ ๖ ผู้ใดประสงค์จะขออนุญาตผลิต จําหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษ
ในประเภท ๕ เฉพาะเฮมพ์ ให้ยื่นคําขอต่อผู้อนุญาตตามแบบที่เลขาธิการกําหนดโดยประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษา พร้อมด้วยเอกสารหรือหลักฐาน ดังต่อไปนี้
(๑) สําเนาบัตรประจําตัวประชาชน
(๒) สําเนาทะเบียนบ้าน
(๓) สําเนาใบสําคัญแสดงการจดทะเบียนกลุ่มเกษตรกรตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์
หรือวิสาหกิจชุมชนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน
(๔) รูปถ่ายครึ่งตัว หน้าตรง ไม่สวมหมวกและแว่นตาสีเข้มของผู้ขออนุญาตหรือผู้ซึ่งได้รับ
มอบหมายให้ดําเนินกิจการ ขนาด ๑ นิ้ว ซึ่งถ่ายมาแล้วไม่เกินหกเดือน จํานวน ๒ รูป
(๕) หนังสือแสดงว่าตนเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ดําเนินกิจการของนิติบุคคลผู้ขออนุญาต
กรณีผู้ขออนุญาตเป็นนิติบุคคล หรือผู้มีอํานาจกระทําการแทนวิสาหกิจชุมชน กรณีผู้ขออนุญาต
เป็นวิสาหกิจชุมชน
(๖) สําเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลที่ออกให้ไม่เกินหกเดือน กรณีผู้ขออนุญาต
เป็นนิติบุคคล
(๗) แผนที่แสดงที่ตั้งสถานที่เพาะปลูกและเส้นทางการเข้าถึงสถานที่เพาะปลูก ระบุพิกัด
ขนาดพื้นที่ที่ขออนุญาต และสถานที่ใกล้เคียง
(๘) แผนการผลิต การจําหน่าย และการใช้ประโยชน์
(๙) เอกสารหรือหลักฐานอื่นตามที่เลขาธิการกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ข้อ ๗ การยื่นคําขอรับหนังสือสําคัญให้ยื่น ณ ท้องที่ที่สถานที่ผลิต จําหน่าย หรือมีไว้ใน
ครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ เฉพาะเฮมพ์นั้นตั้งอยู่ ดังต่อไปนี้
(๑) ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ กองควบคุมวัตถุเสพติด สํานักงานคณะกรรมการ
อาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข
หน้า ๔
เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๖ มกราคม ๒๕๖๐
(๒) ในท้องที่จังหวัดอื่น ให้ยื่น ณ สํานักงานสาธารณสุขอําเภอแห่งท้องที่ที่สถานที่ผลิต
จําหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองตั้งอยู่ และให้สํานักงานสาธารณสุขอําเภอตรวจสอบคําขอเบื้องต้น
แล้วเสนอต่อสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดเพื่อดําเนินการต่อไปหมวด ๒
การอนุญาต
ข้อ ๘ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับคําขออนุญาตแล้วให้ตรวจสอบรายละเอียดในคําขออนุญาต
เอกสารและหลักฐานว่ามีความถูกต้องและครบถ้วนหรือไม่ ในกรณีที่ปรากฏว่ารายละเอียดในคําขออนุญาตเอกสารหรือหลักฐานไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนตามที่กําหนด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งให้ผู้ขออนุญาตแก้ไขเพิ่มเติมคําขออนุญาต หรือจัดส่งเอกสารหรือหลักฐานให้ถูกต้องและครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กําหนด
ในกรณีที่ผู้ขออนุญาตไม่ดําเนินการตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาคําขออนุญาตแจ้ง
ตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าผู้ขออนุญาตไม่ประสงค์จะขออนุญาตและให้จําหน่ายเรื่องออกจากสารบบ
แล้วแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ขออนุญาตทราบ
ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วเห็นว่ารายละเอียดในคําขออนุญาต เอกสารและหลักฐาน
มีความถูกต้องและครบถ้วน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดําเนินการ ดังต่อไปนี้
(๑) กรณีขออนุญาตในเขตกรุงเทพมหานคร ให้พิจารณาและเสนอความเห็นเพื่อเสนอคณะกรรมการต่อไป
(๒) กรณีขออนุญาตในท้องที่จังหวัดอื่น ให้สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดเสนอคําขออนุญาต
ต่อคณะกรรมการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งหรือมอบหมายให้พิจารณาและเสนอความเห็นต่อผู้ว่าราชการจังหวัด
แล้วเสนอคําขออนุญาตพร้อมด้วยความเห็นมายังสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยาเพื่อเสนอ
คณะกรรมการต่อไป
ข้อ ๙ เมื่อคณะกรรมการพิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้เลขาธิการเสนอรัฐมนตรีพิจารณาอนุญาตเป็นราย ๆ ต่อไป
ในกรณีที่รัฐมนตรีพิจารณาอนุญาต ให้เลขาธิการหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายออกหนังสือสําคัญ
เพื่อแสดงการอนุญาต ตามแบบที่เลขาธิการกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ข้อ ๑๐ ในกรณีหนังสือสําคัญสูญหาย ถูกทําลาย หรือลบเลือนในสาระสําคัญ ให้ผู้รับอนุญาต
ยื่นคําขอรับใบแทนหนังสือสําคัญต่อผู้อนุญาต พร้อมด้วยเอกสารหรือหลักฐาน ดังต่อไปนี้
(๑) ใบแจ้งความ กรณีหนังสือสําคัญสูญหาย
(๒) หนังสือสําคัญฉบับเดิม กรณีหนังสือสําคัญถูกทําลายบางส่วนหรือลบเลือนในสาระสําคัญ
(๓) เอกสารหรือหลักฐานอื่นตามที่เลขาธิการกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
หน้า ๕
เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๖ มกราคม ๒๕๖๐
ใบแทนหนังสือสําคัญให้ใช้ตามแบบหนังสือสําคัญฉบับเดิม แต่ให้กํากับคําว่า “ใบแทน”
ไว้ที่ด้านหน้าด้วยเพื่อประโยชน์ของท่านโปรดดาวน์โหลดประกาศรับสมัครสอบอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่รับสมัครสอบ ที่ลิงค์ด้านล่างเพื่อตรวจสอบข้อมูลการรับสมัครสอบ
หมวด ๓
การดําเนินการ
ข้อ ๑๑ ให้ผู้รับอนุญาตผลิตซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ เฉพาะเฮมพ์ปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
(๑) ปลูกเฮมพ์ในสถานที่ที่กําหนดไว้ในหนังสือสําคัญเท่านั้น
(๒) ในการปลูกทุกครั้งต้องใช้เมล็ดพันธุ์รับรองจากผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์รับรองที่ได้รับอนุญาต
และให้ใช้เมล็ดพันธุ์รับรองดังกล่าวในฤดูกาลเพาะปลูกเดียว ทั้งนี้ ไม่ใช้กับการปลูกของผู้รับอนุญาต
ตามข้อ ๔ (๓)
(๓) จัดทําแนวเขตพื้นที่การเพาะปลูกที่เห็นได้ชัด
(๔) จัดทําป้ายด้วยวัตถุถาวรมีขนาดกว้างไม่น้อยกว่า ๓๐ เซนติเมตร ยาวไม่น้อยกว่า
๖๐ เซนติเมตร และมีข้อความเป็นตัวอักษรไทย สูงไม่น้อยกว่า ๓ เซนติเมตร แสดงวัตถุประสงค์
ของการผลิต เช่น สถานที่เพาะปลูกเฮมพ์เพื่อใช้ประโยชน์ในครัวเรือน แสดงเลขที่หนังสือสําคัญ
ชื่อผู้รับอนุญาต และเวลาสิ้นสุดการอนุญาตตามหนังสือสําคัญ โดยให้แสดงไว้ในท่ีเปิดเผย เห็นได้ง่าย
ณ สถานที่ที่ได้รับอนุญาต
(๕) จัดให้มีสถานที่และการรักษาความปลอดภัยเพื่อเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์รับรอง หรือส่วนอื่น
ของเฮมพ์ เพื่อป้องกันการสูญหายหรือถูกทําลาย ให้แยกเก็บเป็นสัดส่วนและไม่ให้ปะปนกับวัตถุอื่น ๆ
(๖) ในกรณีที่เมล็ดพันธุ์รับรองหรือส่วนอื่นของเฮมพ์ถูกโจรกรรม สูญหาย หรือถูกทําลาย
หรือกรณีที่เมล็ดพันธุ์รับรองเหลือจากการเพาะปลูกตาม (๒) ต้องแจ้งเป็นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัด
หรือเลขาธิการ แล้วแต่กรณี เพื่อทราบโดยมิชักช้า
(๗) ผู้รับอนุญาตที่มีวัตถุประสงค์ตามข้อ ๔ (๒) (๓) และ (๔) ต้องจัดให้มีการตรวจ
วิเคราะห์เพื่อหาปริมาณสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol, THC) ในเฮมพ์
ที่ปลูกทุกครั้งที่มีการผลิตตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกําหนด หลักฐานการตรวจวิเคราะห์ดังกล่าว
ให้เก็บรักษาไว้ไม่น้อยกว่าสามปีนับแต่วันตรวจวิเคราะห์ ณ สถานที่ที่ได้รับอนุญาต
กรณีที่ผู้รับอนุญาตตรวจพบปริมาณสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol, THC)
เกินกว่าที่คณะกรรมการประกาศกําหนดให้แจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อควบคุมการทําลาย
(๘) จัดให้มีฉลากที่ภาชนะหรือหีบห่อบรรจุเมล็ดพันธุ์รับรองที่แสดง
(ก) ข้อมูลชื่อพันธุ์
(ข) อัตราความงอกของเมล็ดพันธุ์รับรอง และระบุวันเดือนปีที่ทดสอบ
(ค) สถานที่ปลูก
(ง) เดือนและปีที่รวบรวม
หน้า ๖
เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๖ มกราคม ๒๕๖๐
(จ) รุ่นการผลิต
(ฉ) น้ําหนักสุทธิ
(ช) ชื่อและสถานที่ตั้งของผู้รับอนุญาตผลิต
(ซ) ข้อความอื่นที่รัฐมนตรีเห็นสมควรระบุเพิ่มเติมในฉลากโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
(๙) ดําเนินการตามแผนการผลิตและแผนการใช้ประโยชน์ตามข้อ ๖ (๘) ในกรณีที่ไม่สามารถ
ดําเนินการตามแผนการผลิตหรือแผนการใช้ประโยชน์ดังกล่าวได้ ให้แจ้งต่อผู้ว่าราชการจังหวัด
หรือเลขาธิการทราบตามแบบที่เลขาธิการกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ภายในสามสิบวัน
นับแต่วันที่ปรากฏว่าไม่สามารถดําเนินการดังกล่าวได้
(๑๐) จัดทําบัญชีรับจ่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ เฉพาะเฮมพ์ในส่วนเมล็ดพันธุ์รับรอง
ลําต้นสด หรือส่วนอื่น ๆ ตามที่ได้รับอนุญาต และแจ้งต่อเลขาธิการทราบเป็นรายเดือนและรายปี
ตามแบบท้ายกฎกระทรวงนี้
ในการจัดทําบัญชีรับจ่ายยาเสพติดให้โทษให้จัดทําเป็นสองฉบับ ฉบับหนึ่งให้เสนอต่อ
เลขาธิการภายในสามสิบวันนับแต่วันสิ้นเดือนหรือสิ้นปี แล้วแต่กรณี และอีกฉบับหนึ่งให้เก็บรักษาไว้
ณ สถานที่ที่กําหนดไว้ในหนังสือสําคัญพร้อมด้วยเอกสารหรือหลักฐานเกี่ยวกับการรับจ่ายยาเสพติดให้โทษ
ที่ได้ลงรายการในบัญชีดังกล่าวมีกําหนดห้าปีนับแต่วันที่ลงรายการครั้งสุดท้ายในบัญชี
(๑๑) แจ้งวันและเวลาการเก็บเกี่ยวเฮมพ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน
ก่อนการเก็บเกี่ยว เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดําเนินการควบคุมการเก็บเกี่ยว แล้วให้พนักงานเจ้าหน้าที่
รายงานต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือเลขาธิการ แล้วแต่กรณี
หลังจากได้ดําเนินการเก็บเกี่ยวเฮมพ์แล้ว ส่วนอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องให้ดําเนินการทําลาย
ต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมบันทึกหลักฐานและภาพถ่าย
(๑๒) ให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการสุ่มเก็บตัวอย่างเมล็ดพันธุ์รับรองหรือส่วนอื่น
ของเฮมพ์ เพื่อควบคุมและกํากับดูแลให้เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต
(๑๓) แจ้งกําหนดการล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนการขนส่งเมล็ดพันธุ์รับรอง ลําต้นสด
หรือส่วนอื่น ๆ ตามที่ได้รับอนุญาตต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือเลขาธิการ แล้วแต่กรณี โดยระบุปริมาณ
วันและเวลา ยานพาหนะ เส้นทางการขนส่ง และผู้ควบคุมการขนส่ง พร้อมทั้งนําใบแจ้งดังกล่าวและ
สําเนาหนังสือสําคัญตามข้อ ๙ ไปพร้อมการขนส่ง
ข้อ ๑๒ ให้ผู้รับอนุญาตจําหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ เฉพาะเฮมพ์ปฏิบัติ
ดังต่อไปนี้
(๑) จัดทําป้ายด้วยวัตถุถาวรมีขนาดกว้างไม่น้อยกว่า ๓๐ เซนติเมตร ยาวไม่น้อยกว่า
๖๐ เซนติเมตร และมีข้อความเป็นตัวอักษรไทย สูงไม่น้อยกว่า ๓ เซนติเมตร แสดงวัตถุประสงค์ของ
การจําหน่าย เช่น สถานที่จําหน่ายเมล็ดพันธุ์รับรอง แสดงเลขที่หนังสือสําคัญ ชื่อผู้รับอนุญาต และ
เวลาสิ้นสุดการอนุญาตตามหนังสือสําคัญ โดยให้แสดงไว้ในที่เปิดเผย เห็นได้ง่าย ณ สถานที่ที่ได้รับอนุญาต
หน้า ๗
เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๖ มกราคม ๒๕๖๐
(๒) จัดให้มีสถานที่และการรักษาความปลอดภัยเพื่อเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์รับรอง หรือส่วนอื่น
ของเฮมพ์ เพื่อป้องกันการสูญหายหรือถูกทําลาย ให้แยกเก็บเป็นสัดส่วนและไม่ให้ปะปนกับวัตถุอื่น ๆ
(๓) ในกรณีที่เมล็ดพันธุ์รับรองหรือส่วนอื่นของเฮมพ์ถูกโจรกรรม สูญหาย หรือถูกทําลาย
ต้องแจ้งเป็นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือเลขาธิการ แล้วแต่กรณี เพื่อทราบโดยมิชักช้า
(๔) ดูแลให้มีฉลากที่ภาชนะหรือหีบห่อบรรจุเมล็ดพันธุ์รับรองให้เป็นไปตามที่ผู้ผลิตจัดให้มี
ตามข้อ ๑๑ (๘) มิให้ชํารุดบกพร่อง
(๕) ดําเนินการตามแผนการจําหน่ายตามข้อ ๖ (๘) ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการ
ตามแผนการจําหน่ายดังกล่าวได้ให้แจ้งต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือเลขาธิการทราบตามแบบที่เลขาธิการ
กําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ปรากฏว่าไม่สามารถดําเนินการ
ดังกล่าวได้
(๖) จัดทําบัญชีรับจ่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ เฉพาะเฮมพ์ในส่วนเมล็ดพันธุ์รับรอง
ลําต้นสด หรือส่วนอื่น ๆ ตามที่ได้รับอนุญาต และแจ้งต่อเลขาธิการทราบเป็นรายเดือนและรายปี
ตามแบบท้ายกฎกระทรวงนี้
ในการจัดทําบัญชีรับจ่ายยาเสพติดให้โทษให้จัดทําเป็นสองฉบับ ฉบับหนึ่งให้เสนอต่อเลขาธิการ
ภายในสามสิบวันนับแต่วันสิ้นเดือนหรือสิ้นปี แล้วแต่กรณี และอีกฉบับหนึ่งให้เก็บรักษาไว้ ณ สถานที่
ที่กําหนดไว้ในหนังสือสําคัญพร้อมด้วยเอกสารหรือหลักฐานเกี่ยวกับการรับจ่ายยาเสพติดให้โทษ
ที่ได้ลงรายการในบัญชีดังกล่าวมีกําหนดห้าปีนับแต่วันที่ลงรายการครั้งสุดท้ายในบัญชี
(๗) ให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการสุ่มเก็บตัวอย่างเมล็ดพันธุ์รับรองหรือส่วนอื่น
ของเฮมพ์ เพื่อควบคุมและกํากับดูแลให้เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต
(๘) แจ้งกําหนดการล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนการขนส่งเมล็ดพันธุ์รับรอง ลําต้นสด
หรือส่วนอื่น ๆ ตามที่ได้รับอนุญาตต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือเลขาธิการ แล้วแต่กรณี โดยระบุปริมาณ
วันและเวลา ยานพาหนะ เส้นทางการขนส่ง และผู้ควบคุมการขนส่ง พร้อมทั้งนําใบแจ้งดังกล่าวและ
สําเนาหนังสือสําคัญตามข้อ ๙ ไปพร้อมการขนส่ง
ข้อ ๑๓ ให้ผู้รับอนุญาตมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ เฉพาะเฮมพ์
ปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
(๑) จัดทําป้ายด้วยวัตถุถาวรมีขนาดกว้างไม่น้อยกว่า ๓๐ เซนติเมตร ยาวไม่น้อยกว่า
๖๐ เซนติเมตร และมีข้อความเป็นตัวอักษรไทย สูงไม่น้อยกว่า ๓ เซนติเมตร แสดงวัตถุประสงค์ของ
การมีไว้ในครอบครอง เช่น สถานที่เก็บเฮมพ์เพื่อแปรสภาพ แสดงเลขที่หนังสือสําคัญ ชื่อผู้รับอนุญาต
และเวลาสิ้นสุดการอนุญาตตามหนังสือสําคัญ โดยให้แสดงไว้ในที่เปิดเผย เห็นได้ง่าย ณ สถานที่
ที่ได้รับอนุญาต
(๒) จัดให้มีสถานที่และการรักษาความปลอดภัยเพื่อเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์รับรอง หรือส่วนอื่น
ของเฮมพ์ เพื่อป้องกันการสูญหายหรือถูกทําลาย ให้แยกเก็บเป็นสัดส่วนและไม่ให้ปะปนกับวัตถุอื่น ๆ(๓) ในกรณีที่เมล็ดพันธุ์รับรองหรือส่วนอื่นของเฮมพ์ถูกโจรกรรม สูญหาย หรือถูกทําลาย
ต้องแจ้งเป็นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือเลขาธิการ แล้วแต่กรณี เพื่อทราบโดยมิชักช้า
(๔) ดูแลให้มีฉลากที่ภาชนะหรือหีบห่อบรรจุเมล็ดพันธุ์รับรองให้เป็นไปตามที่ผู้ผลิตจัดให้มี
ตามข้อ ๑๑ (๘) มิให้ชํารุดบกพร่อง
(๕) ดําเนินการตามแผนการใช้ประโยชน์ ตามข้อ ๖ (๘) ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการ
ตามแผนการใช้ประโยชน์ดังกล่าวได้ให้แจ้งต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือเลขาธิการทราบตามแบบ
ที่เลขาธิการกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ปรากฏว่าไม่สามารถ
ดําเนินการดังกล่าวได้
(๖) จัดทําบัญชีรับจ่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ เฉพาะเฮมพ์ ในส่วนเมล็ดพันธุ์รับรอง
ลําต้นสด หรือส่วนอื่น ๆ ตามที่ได้รับอนุญาต และแจ้งต่อเลขาธิการทราบเป็นรายเดือนและรายปี
ตามแบบท้ายกฎกระทรวงนี้
ในการจัดทําบัญชีรับจ่ายยาเสพติดให้โทษให้จัดทําเป็นสองฉบับ ฉบับหนึ่งให้เสนอต่อเลขาธิการ
ภายในสามสิบวันนับแต่วันสิ้นเดือนหรือสิ้นปี แล้วแต่กรณี และอีกฉบับหนึ่งให้เก็บรักษาไว้ ณ สถานที่
ที่กําหนดไว้ในหนังสือสําคัญพร้อมด้วยเอกสารหรือหลักฐานเกี่ยวกับการรับจ่ายยาเสพติดให้โทษ
ที่ได้ลงรายการในบัญชีดังกล่าวมีกําหนดห้าปีนับแต่วันที่ลงรายการครั้งสุดท้ายในบัญชี
(๗) ให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการสุ่มเก็บตัวอย่างเมล็ดพันธุ์รับรองหรือส่วนอื่น
ของเฮมพ์ เพื่อควบคุมและกํากับดูแลให้เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต
(๘) แจ้งกําหนดการล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนการขนส่งเมล็ดพันธุ์รับรอง ลําต้นสด
หรือส่วนอื่น ๆ ตามที่ได้รับอนุญาตต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือเลขาธิการ แล้วแต่กรณี โดยระบุปริมาณ
วันและเวลา ยานพาหนะ เส้นทางการขนส่ง และผู้ควบคุมการขนส่ง พร้อมทั้งนําใบแจ้งดังกล่าวและ
สําเนาหนังสือสําคัญตามข้อ ๙ ไปพร้อมการขนส่ง
ข้อ ๑๔ ในกรณีที่ต้องการทราบปริมาณสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol, THC)
ในยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ เฉพาะเฮมพ์ ให้ส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ หากผล
การตรวจวิเคราะห์ปรากฏว่ามีปริมาณสารดังกล่าวเกินกว่าที่กําหนด ให้ผู้ส่งตรวจแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่
เพื่อควบคุมการทําลายบทเฉพาะกาล
ข้อ ๑๕ ภายในระยะเวลาสามปีนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้เฉพาะหน่วยงานของรัฐ
เป็นผู้ขออนุญาตผลิต จําหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ เฉพาะเฮมพ์
ตามกฎกระทรวงนี้ และให้คณะกรรมการประเมินผลการดําเนินงานเพื่อเสนอรัฐมนตรีพิจารณาทบทวน
ความเหมาะสมในการอนุญาตให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลอื่นมาขออนุญาตได้ ในกรณีที่คณะกรรมการ
พิจารณาแล้วเห็นว่ายังไม่เหมาะสม ให้เสนอรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาขยายระยะเวลาของบทเฉพาะกาลนี้ต่อไปอีกสองปีข้อ ๑๖ ในระหว่างที่ยังไม่มีเมล็ดพันธุ์รับรองตามกฎกระทรวงนี้ ให้ผู้ได้รับใบอนุญาตผลิต
และใบอนุญาตมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ ที่ออกตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔
(พ.ศ. ๒๕๒๒) ออกตามความในพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ หรือกฎกระทรวง
ว่าด้วยการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จําหน่าย นําเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติด
ให้โทษในประเภท ๔ หรือในประเภท ๕ และได้รับหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืชก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
และมีผลการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol, THC)
น้อยกว่าร้อยละ ๑.๐ ต่อน้ําหนักแห้ง โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ผลิตและมีไว้ในครอบครองเมล็ดพันธุ์เฮมพ์
ข้อ ๑๗ ใบอนุญาตผลิต จําหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕
เฉพาะเฮมพ์ที่ออกตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๒๒) ออกตามความในพระราชบัญญัติ
ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ให้ถือว่าเป็นหนังสือสําคัญตามกฎกระทรวงนี้ และให้ใช้ได้ต่อไปจนกว่าใบอนุญาตนั้นสิ้นอายุ
ข้อ ๑๘ บรรดาคําขอรับอนุญาตและคําขอรับใบแทนใบอนุญาตผลิต จําหน่าย หรือมีไว้
ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ เฉพาะเฮมพ์ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๒๒) ออกตามความในพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่ได้ยื่นไว้ก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับและยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของผู้อนุญาต ให้ถือว่าเป็นคําขอรับหนังสือสําคัญหรือคําขอรับใบแทนหนังสือสําคัญตามกฎกระทรวงนี้โดยอนุโลม
ในกรณีที่คําขอดังกล่าวมีข้อความแตกต่างไปจากคําขอตามกฎกระทรวงนี้ ให้ผู้อนุญาต
มีอํานาจสั่งแก้ไขเพิ่มเติมและส่งเอกสารหรือหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามความจําเป็น เพื่อให้การเป็นไปตามกฎกระทรวงนี้ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๙
ปิยะสกล สกลสัตยาทร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข -
ครม – |

“ครม“
ลิงค์: https://iqepi.com/36947/ หรือ
เรื่อง: แก้ไข,พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน,จ่ายชดเชย 10 เดือน ลูกจ้างเกษียณ
—


ครม.อนุมัติแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
นายจ้างต้องจ่ายชดเชยลูกจ้างสูงสุด 300 วัน หรือ ประมาณ 10 เดือนเมื่อลูกจ้างเกษียณอายุ พร้อม ให้กำหนดอัตราจ้างขั้นต่ำ ลูกจ้างที่เป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา หรือลูกจ้างที่เป็นคนพิการ ผู้สูงอายุ คาดมีผลบังคับใช้ก่อนเดือน พ.ค.60
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการให้แก้ไขร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ที่ใช้งานมาเกือบ 20 ปีแลัว นับตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา ซึ่งมีบางมาตราบางบทบัญญัติไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป กระทรวงแรงงานจึงเสนอขอแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวเพื่อให้สามารถดูแลคุ้มครองแรงงานประเภทต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับการทำธุรกิจกับภาคเอกชนให้ดีขึ้น
โดยมีสาระสำคัญ 3 ประเด็นหลัก คือ
1.การเพิ่มอำนาจของคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำ การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับลูกจ้างประเภทต่างๆ โดยจะสามารถครอบคลุมลูกจ้างที่เป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา หรือลูกจ้างที่เป็นคนพิการ ผู้สูงอายุ และในอนาคต หากคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำอยากจะเขียนอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ สำหรับคนทั้ง 3 ประเภทก็จะสามารถกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำได้
2.การยกเลิกบทบัญญัติที่เคยกำหนดให้นายจ้างต้องส่งสำเนาข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้แก่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือผู้ที่อธิบดีมอบหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดขั้นตอนเพิ่มขึ้นสำหรับการทำธุรกิจ ก็จะแก้กฎหมายเป็นให้สามารถจัดเก็บสำเนาข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานไว้ ณ สถานประกอบกิจการ หรือสำนักงานของนายจ้างตลอดเวลาแทน และสามารถตรวจสอบได้ ทั้งนี้จะสอดรับกับกฎเกณฑ์การประเมินของธนาคารโลกในการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ เพราะเราอยากให้ธุรกิจที่เปิดใหม่ ธุรกิจต่างชาติที่เข้ามามีความสะดวกในการจัดตั้งธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว
และ 3.การกำหนดให้เกษียณอายุคือการเลิกจ้าง ในอดีตการเกษียณอายุแล้วแต่หน่วยงาน องค์กรต่างๆ เป็นผู้กำหนด ลูกจ้างจะมีสิทธิ์ได้รับการชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งในอดีตการเกษียณอายุธรรมดาอาจจะไม่ได้รับการชดเชย ทำให้เกิดการฟ้องร้องหลายครั้งและศาลได้ตีความแล้วว่าการให้ลูกจ้างเกษียณอายุถือเป็นการเลิกจ้างต้องมีการชดเชย แต่กฎหมายใหม่จะให้ประโยชน์แก่ลูกจ้างที่เป็นผู้สูงอายุ ไม่ว่าใครที่มีอายุเข้าเกณฑ์การเกษียณอายุก็จะได้รับการชดเชย
แต่ในกรณีที่นายจ้างไม่ได้ระบุเกี่ยวกับการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้ในสัญญาจ้าง ให้ถือว่านายจ้างให้ลูกจ้างเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปี และได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายกำหนดไว้ และเมื่อเกษียณอายุแล้วอาจจะทำสัญญาจ้างใหม่ที่อาจจะแตกต่างจากสัญญาเดิมก็ได้ ซึ่งสัญญาใหม่จะเป็นไปตามข้อความเดิมหรือข้อความใหม่ก็ได้แต่อย่างน้อยจะทำให้ลูกจ้างได้รับการคุ้มครองว่าเมื่ออายุ 60 ปีแล้วต้องมีการเกษียณอายุต้องได้รับเงินชดเชยจากนายจ้าง ถือเป็นการบังคับนายจ้างจ่ายชดเชยซึ่งถือเป็นการปฏิรูปครั้งสำคัญในเรื่องการคุ้มครองแรงงานที่จะตอบรับการที่ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุต่อไป และจะกระทบต่อผู้สูงอายุในแต่ละปีจำนวน 3-4 แสนคน
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ในมาตราของกฎหมายใหม่เขียนไว้ชัดเจนว่า “ให้ถือว่าการเกษียณอายุเป็นการเลิกจ้าง ในกรณีที่ไม่ได้ตกลง หรือกำหนดการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้ให้ถือว่านายจ้างให้ลูกจ้างเกษียณอายุเมื่อลูกจ้างอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 และอีกวรรค…ในกรณีที่ลูกจ้างที่เกษียณอายุลูกจ้างที่ได้รับการชดเชยตามกฎหมายแล้ว ตกลงทำสัญญาใหม่โดยอาจจะแตกต่างไปจากสัญญาจ้างเดิมก็ได้”
“มีหลายกรณีที่ลูกจ้างอายุ 60 ปี แต่นายจ้างทำไม่รู้ไม่ชี้ปล่อยให้ทำงานไป จนกระทั่งทำไม่ไหวขอลาออกเองก็ไม่ได้รับเงินชดเชย ซึ่งอาจจะสูงถึงเกือบ 300 วัน หรือประมาณ 10 เดือน” นายกอบศักดื กล่าว
นอกจากนี้กฎหมายใหม่ยังระบุด้วยว่า ถ้าทำงาน 10 ปีขึ้นไปจะได้รับการชดเชยไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้าย 300 วัน ถ้าทำงานระหว่าง 6-10 ปี จะได้รับการชดเชยอย่างน้อย 8 เดือน, ทำงาน 3-6 ปี ต้องได้รับชดเชยอย่างน้อย 6 เดือน เป็นต้น
“ปัจจุบันนายจ้างรู้ว่าเป็นกฎเกณฑ์ที่ต้องมีค่าชดเชยแบบนี้จึงไม่กำหนดเรื่องเกษียณอายุไว้ ถ้าลูกจ้างลาออกเองในอนาคตก็เป็นการให้เงินโดยเสน่หา” นายกอบศักดิ์ กล่าว
ส่วนกรณีนายจ้างกำหนดการเกษียณไว้ที่อายุ 55 ปี หรือช่วงอายุใดก็แล้วแต่ให้ถือเป็นการเลิกจ้างก็ต้องมีการจ่ายชดเชยเช่นกัน ส่วนคนที่อายุเกิน 60 ปีมาแล้วก็น่าจะได้รับการชดเชยตามเวลาที่ทำงานเกินมา
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้มีทั้งหมด 8 มาตรา ได้มีการหารือกฤษฎีกาแล้ว และตั้งใจให้ทันต่อการประเมินของธนาคารโลก (World Bank:WB)เรื่องความยากง่ายในการจัดอันดับการทำธุรกิจซึ่งจะมีการประเมินช่วงกลางปี จึงคาดว่ากฎหมายฉบับนี้จะออกมามีผลบังคับใช้ก่อนเดือน พ.ค.60
-
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ – |183 อัตรา,ข้าราชการตำรวจชั้นประทวน,ตชด.,ปฏิบัติงานดับเพลิง

“สำนักงานตำรวจแห่งชาติ“
ลิงค์: https://iqepi.com/36913/ หรือ
เรื่อง: 183 อัตรา,ข้าราชการตำรวจชั้นประทวน,ตชด.,ปฏิบัติงานดับเพลิง
—


สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมเปิดรับสมัครสอบ
ที่เว็บไซต์กองบัญชาการศึกษา ได้เผยแพร่ข่าว
“สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมเปิดรับสมัครบุคคลภายนอกเพศชาย วุฒิ ปวช. หรือเทียบเท่า 183 อัตรา เพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวน ปฏิบัติหน้าที่งานดับเพลิง ในสังกัด ตชด.”
ดาวน์โหลดไฟล์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คลิกที่ลิงค์ด้านล่าง
แผนที่ | ประกาศ 1 | -
สำนักงานประกันสังคม – |ตรวจสุขภาพฟรี เริ่ม 1 ม.ค. 60

“สำนักงานประกันสังคม“
ลิงค์: https://iqepi.com/36899/ หรือ
เรื่อง: ตรวจสุขภาพฟรี เริ่ม 1 ม.ค. 60
—


สำนักงานประกันสังคม ตรวจสุขภาพฟรี เริ่ม 1 ม.ค. 60
ความคืบหน้าตรวจสุขภาพผู้ประกันตนฟรี
โดยหลังจากที่ ทางสำนักงานประกันสังคมได้ออกสิทธิประโยชน์ในการตรวจสุขภาพฟรีให้ผู้ประกันตน เริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 นั่นเอง โดยมีรายละเอียดข่าวสปส.แจ้ง รพ.คู่สัญญาทั่วประเทศ ดีเดย์ 1 มกราคม 60 ตรวจสุขภาพผู้ประกันตน 12 ล้านคน ความคืบหน้ากรณีสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ออกสิทธิประโยชน์ตรวจสุขภาพให้กับผู้ประกันตนแบ่งเป็นช่วงอายุตามความจำเป็น อาทิ การตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุข ผู้ประกันตนอายุ 30-39 ปี ตรวจได้ทุก 3 ปี แต่ถ้าอายุ 40-54 ปี ตรวจได้ทุกปี หรือการตรวจน้ำตาลในเลือด อายุ 35-54 ปี ตรวจทุก 3 ปี หากอายุ 55 ปีขึ้นไป ตรวจได้ 1 ครั้งต่อปี ส่วนการเอกซเรย์ทรวงอก ได้ปีละ 1 ครั้ง อายุ 15 ปีขึ้นไป โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 นั้น
ตรวจสุขภาพผู้ประกันตนฟรีตรวจอะไรได้บ้าง
ตรวจสุขภาพผู้ประกันตนฟรี ตามสิทธิ์ของผู้ประกันตนนั้น ได้แบ่งตามกลุ่มอายุ และเเบ่งเป็นระบบต่างๆเพื่อง่ายต่อการเข้ารับบริการและง่ายต่อการจัดสรร ของแต่ละโรงพยาบาล มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ตรวจสุขภาพผู้ประกันตนฟรี : ตามระบบร่างกาย ได้แก่
การคัดกรองการได้ยิน Finger Rub Test อายุ 15 ปีขึ้นไป โดยให้ตรวจได้ 1 ครั้งต่อปี
การตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุข อายุ 30-39 ปี ความถี่ตรวจได้ทุก 3 ปี อายุ 40-54 ปี ตรวจทุกปี อายุ 55 ปีขึ้นไป ตรวจตามความเสี่ยง
การตรวจตาโดยความดูแลของจักษุแพทย์ อายุ 40-54 ปี ตรวจได้ 1 ครั้งต่อปี อายุ 55 ปีขึ้นไป ตรวจทุก 1-2 ปี
การตรวจด้วยสาขา Snellen eye Chart อายุ 55 ปีขึ้นไป ตรวจได้ 1 ครั้งต่อปี
ตรวจสุขภาพผู้ประกันตนฟรี : โดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่
ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด CBC อายุ 18-54 ปี ตรวจ 1 ครั้ง อายุ 55-70 ปี ตรวจ 1 ครั้งต่อปี
การทำงานของไต อายุ 55 ปี ตรวจ 1ครั้งต่อปี
ไขมันในเส้นเลือดชนิด Total HDL cholesterol อายุ 20 ปี ตรวจทุก 5 ปีขึ้นไป
ตรวจสุขภาพผู้ประกันตนฟรี : การตรวจอื่นๆ มีดังนี้
เชื้อไวรัสตับอักเสบ HBsAg ตรวจ 1 ครั้ง
มะเร็งปากมดลูก Pap Smear ตรวจอายุ 30-54 ปี ตรวจทุก 3 ปี อายุ 55 ปีขึ้นไปตรวจตามความเหมาะสม หรือ
ตรวจมะเร็งปากมดลูกวิธี VIA อายุ 30-54 ปีขึ้นไปตรวจทุก5 ปี อายุ 55 ปีขึ้นไป
แนะนำให้ตรวจแปปสเมียร์.ตรวจเลือดในอุจจาระ FOBT อายุ 50 ปีขึ้นไป ตรวจ 1 ครั้งต่อไป
ตรวจสุขภาพผู้ประกันตนฟรี : การเอ็กซ์เรย์ทรวงอกการเอ็กซ์เรย์ทรวงอก Chest x–ray อายุ 15 ปีขึ้นไป ตรวจ 1 ครั้ง
กรณีที่ผู้ประกันตนที่ประสงค์จะเปลี่ยนสถานพยาบาลที่ตนเองเลือก ว่า สปส.ได้อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกันตนสามารถแจ้งขอเปลี่ยนสถานพยาบาลได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขาทุกแห่ง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 – 31 มีนาคม 2560 ทั้งนี้การให้บริการตรวจสุขภาพจะเป็นแพคเกจที่มีการกำหนดไว้แล้วตามช่วงอายุของผู้ประกันตนแต่ละคน โดยทางโรงพยาบาลจะเบิกค่าบริการกับทาง สปส.เองคิดตามแพคเกจ ไม่ได้คิดแบบเหมาจ่าย ซึ่งงบประมาณส่วนนี้คาดว่าในปีแรกจะใช้งบประมาณ 1,500-1,800 ล้านบาทโดยผู้ประกันตนนั้นสามารถใช้สิทธิได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ และสามารถใช้บริการได้ ณ สถานพยาบาลตามรายชื่อในที่ตนเองขึ้นประกันสังคมไว้นั่นเอง
แหล่งที่มา: สปส.,มติชน
-
กระทรวงการคลัง – |ลงทะเบียนคนจน,รอบ 2,มี.ค. 2560,ค่าน้ำ,ค่าไฟ,รถไฟ,รถเมล์,ทำประกัน,ฟรี

“กระทรวงการคลัง“
ลิงค์: https://iqepi.com/36895/ หรือ
เรื่อง: ลงทะเบียนคนจน,รอบ 2,มี.ค. 2560,ค่าน้ำ,ค่าไฟ,รถไฟ,รถเมล์,ทำประกัน,ฟรี
—


กระทรวงการคลัง เปิดลงทะเบียนคนจนรอบสองเดือน มี.ค. 2560 แจกค่าน้ำ ค่าไฟ รถไฟ รถเมล์ ทำประกันฟรี!!
นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คลังจะเปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย เพื่อรับสวัสดิการของรัฐรอบใหม่ในเดือน มี.ค. 2560 เร็วกว่ากำหนดเดิมที่จะเปิดให้ลงทะเบียนในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. ของทุกปี โดยการลงทะเบียนให้เร็วขึ้นเพื่อใช้เป็นฐานในการให้สวัสดิการเพิ่มเติม เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ การขึ้นรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี และการทำประกันภัยอุบัติเหตุ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้มีรายได้น้อยเวลาเข้าโรงพยาบาลก็จะมีเงินชดเชยให้
“การลงทะเบียนนี้มีประโยชน์มาก เพราะสามารถใช้ข้อมูลแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบได้ โดยในต้นปีหน้าจะเป็นปีแห่งการแก้ไขหนี้นอกระบบ ซึ่งจะมีการเปิดงานมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพราะมาตรการพร้อมดำเนินการแล้วทั้งพิโกไฟแนนซ์ ที่ให้เจ้าหนี้นอกระบบมาจดทะเบียนปล่อยกู้ดอกเบี้ยได้ไม่เกิน 36% ต่อปี หากไม่เข้าร่วมและปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยเกิน 15% ต่อปี จะมีโทษจำคุกตามกฎหมายใหม่ของกระทรวงยุติธรรม และให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน ตั้งหน่วยงานแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบขึ้นมาถาวรทำหน้าที่ทั้งการเจรจา ช่วยเหลือโอนหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ระบบธนาคาร ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ผู้มีรายได้น้อยกู้ฉุกเฉิน จะได้ไม่กู้หนี้นอกระบบอีก
นายสมชัย กล่าวอีกว่า จะมีการตั้งคณะกรรมการไกล่เกลี่ยและอนุคณะกรรมการฟื้นฟูลูกหนี้ทุกจังหวัด โดยตั้งเป้าหมายในปีหน้าให้เจ้าหนี้นอกระบบกลายเป็นศูนย์ เพราะจะมีการใช้กฎหมายบังคับอย่างเต็มที่ เพื่อให้เจ้าหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในพิโกไฟแนนซ์ คาดว่าจะทำให้เกิดพิโกไฟแนนซ์ทุกจังหวัด ล่าสุดมีผู้สนใจยื่นขอประกอบกิจการมาแล้ว 9 ราย และผ่านคุณสมบัติแล้ว 5 ราย คาดว่าจะปล่อยกู้พิโกไฟแนนซ์ได้ในเดือน ม.ค. 2560
แหล่งที่มา: http://www.posttoday.com/economy/finance/471734
-
เห็นชอบ เพิ่มวันหยุดหลังปีใหม่ – |หยุดยาว 4 วัน 31 ธ.ค. 59 และ 1,2,3 ม.ค. 60

“เห็นชอบ เพิ่มวันหยุดหลังปีใหม่”
ลิงค์: https://iqepi.com/36523/ หรือ
เรื่อง: หยุดยาว 4 วัน 31 ธ.ค. 59 และ 1,2,3 ม.ค. 60
—

เห็นชอบ เพิ่มวันหยุดหลังปีใหม่ เปิดรับสมัครสอบ
ทำเนียบฯ 22 พ.ย.- คณะรัฐมนตรี กำหนดให้วันที่ 5 ธ.ค.ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของรัชกาลที่ 9 และยังคงมีกิจกรรมสำคัญของสำนักพระราชวัง มีมติเพิ่มวันหยุดชดเชยช่วงปีใหม่ 2-3 ม.ค.2560
พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเรื่องวันสำคัญ กำหนดให้วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โดยจะมีหนังสืออย่างเป็นทางการออกมาอีกครั้ง ในวันที่ 5 ธันวาคม ยังคงมีกิจกรรมสำคัญของสำนักพระราชวัง มีการบำเพ็ญพระราชกุศลและพระราชทานสมณศักดิ์ของพระภิกษุสงฆ์ ส่วนวันที่ 31 ธันวาคม 2559 และวันที่ 1 มกราคม 2560 ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดปีใหม่ของไทย คณะรัฐมนตรีมีมติเพิ่มวันหยุดชดเชยอีก 2 วัน คือวันที่ 2-3 มกราคม 2560 เป็นวันหยุดปีใหม่ เพื่อให้มีวันหยุดช่วงปีใหม่อีก 4 วัน
ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้รับทราบผลการประชุมนานาชาติว่าด้วยการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ซึ่งระบุว่า ในเด็กและผู้สูงอายุของคนไทย มีกิจกรรมการนั่งเล่นไอแพดและรับชมโทรทัศน์เป็นเวลานาน ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงกำหนดให้ทุกวันพุธ ตั้งแต่เวลา 15.00-16.30 น. เป็นต้นไป ที่ทำเนียบรัฐบาล จะมีการออกกำลังกายของข้าราชการในทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ข้าราชการตื่นตัวในการทำงาน โดยใช้พื้นที่บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้าเป็นสถานที่ออกกำลังกาย ส่วนการแต่งกาย ข้าราชการสามารถนำชุดกีฬาแบบสุภาพมาเปลี่ยนเพื่อออกกำลังกายร่วมกันได้ ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อเครื่องแต่งกายใหม่ให้สิ้นเปลือง โดยจะเริ่มในวันพุธที่ 30 พฤศจิกายนนี้เป็นวันแรก
พ.อ.หญิงทักษดา กล่าวถึงกรณีที่โซเชียลมีเดียเผยแพร่ภาพข้าราชการของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ถ่ายภาพเซลฟี่ขณะเข้าร่วมพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลนั้น นายกรัฐมนตรีขอให้ยกโทษให้ข้าราชการคนดังกล่าว เพราะอาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งหลังจากนี้ ขอให้ข้าราชการปฏิบัติตนสำรวมกายวาจาใจในการเข้าร่วมพระราชพิธี
ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากที่นายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมการทำงานของกระทรวงต่าง ๆ นั้น นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้ จึงขอบคุณทุกกระทรวงที่สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนและให้ข้าราชการทุกคนปรับตัวเข้ากับการทำงานตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ซึ่งหลังจากนี้ จะไม่กำหนดวันที่จะเดินทางไปตรวจเยี่ยมการทำงาน เพราะนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้กำหนดเองในวันที่มีเวลาว่างและรัฐมนตรีทำงานอยู่ที่กระทรวง .-สำนักข่าวไทย
-
สอบท้องถิ่น – |อปท.ร้องขอให้ กสถ.จัดสอบแทน รวม 3,415 อัตรา

“สอบท้องถิ่น”
ลิงค์: https://iqepi.com/36423/ หรือ
เรื่อง: อปท.ร้องขอให้ กสถ.จัดสอบแทน รวม 3,415 อัตรา
—

สอบท้องถิ่น เตรียมเปิดรับสมัครสอบ
ที่ประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด , คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล และคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล ได้ประชุมร่วมกันทั้ง 3 คณะ ณ ห้องประชุม 5501 กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยในวาระที่ 3.2 ได้มีการพิจารณาเรื่อง “การดำเนินการสอบแข่งขันของ กสถ.” โดยตามข้อมูลในปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีแสดงความประสงค์ร้องขอให้ กสถ. ดำเนินการสอบแข่งขันแทรในตำแหน่งต่างๆ รวม 105 ตำแหน่ง รวม 3,415 อัตรา (รายละเอียดอยู่ในเอกสารแนบ จะลงรายละเอียดให้อีกครั้ง) โดยแบ่งเป็น
1. ประเภททั่วไป จำนวน 76 ตำแหน่ง รวม 1,762 อัตรา
2. ประเภทวิชาการ จำนวน 29 ตำแหน่ง รวม 1,653 อัตรา
-
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น – |อาจมีอัตราแรกบรรจุมากถึง 14,000 อัตรา

“กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น”
ลิงค์: https://iqepi.com/36422/ หรือ
เรื่อง: อาจมีอัตราแรกบรรจุมากถึง 14,000 อัตรา
—

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เปิดรับสมัครสอบ
มีมติ คัดเลือกสถาบันอุดมศึกษา
ที่จะดำเนินการสอบแข่งขันของ กสถ.
จำนวน 2 แห่ง
โดยที่ประชุม ได้นำเสนอเหตุผลข้อดี ข้อเสีย
ทั้ง 2 แห่ง คือ
ลำดับที่ 1 มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
ลำดับที่ 2 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
มอบให้ กสถ. และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
ไปดำเนินการทำข้อตกลงในรายละเอียดตามเงื่อน
ที่ ก กลาง กำหนดต่อไป
สำหรับ
ร่างแผนการดำเนินการสอบของท้องถิ่น
เดือน พย.2559 ประกาศรับสมัครสอบ
เดือน พย/ธค.2559 สมัครสอบ /ชำระค่าสมัคร/ตรวจสอบจำนวนผู้สมัครสอบ/สรุปยอดผู้สมัครแต่ละศูนย์สอบ
เดือน ธค 2559 กำหนดรหัสประจำตัวสอบ/แยกตำแหน่ง/แยกศูนย์สอบ ประกาศรายชื่อผู้สมัครสอบ พร้อมวันเวลา สถานที่สอบ
เดือน ธค 2559 เตรียมออกข้อสอบและดำเนินการสอบ
เดือนมกราคม 2560 ประกาศผลภาค ก ข
เดือน กุมภาพันธ์ 2560 สอบภาค. ค และประกาศผลสอบแข่งขัน
สำหรับตำแหน่งที่ท้องถิ่นต้องการสอบบรรจุเป็นข้าราชการครั้งนี้
ประมาณ 14,000 คนป.ศักดิพงศ์
29 ตุลาคม 2559
เวลา 07.00 น. -
กระทรวงศึกษาธิการ – |ครูไทย 4.0

“กระทรวงศึกษาธิการ”
ลิงค์: https://iqepi.com/36407/ หรือ
เรื่อง: ครูไทย 4.0
—

กระทรวงศึกษาธิการ เปิดรับสมัครสอบ
เมื่อครั้งที่ผู้เขียนเข้าเรียนชั้นประถมปีที่ 1 พอไปถึงโรงเรียน ครูแจกกระดานชนวนและดินสอหินให้ผู้เขียนและเพื่อนๆ ในชั้นเรียนคนละ 1 ชุด ส่วนไม้บรรทัด ผู้ปกครองของนักเรียนต้องจัดหาเอง ครูแก้ว เหล่าสะพาน ซึ่งเป็นครูประจำชั้น ป.1 ของโรงเรียน สอนให้พวกเราคัดและอ่านพยัญชนะไทย ฝึกคัดและอ่านเลขไทยในช่วงเช้า
ส่วนช่วงบ่ายพวกเราก็จะลงวิ่งเล่นในบริเวณโรงเรียน ถ้าฝนไม่ตกและแดดไม่ร้อนมาก พวกเราก็จะออกวิ่งเล่นกันกลางสนาม มีความสุข สนุกสนาน ร่าเริง ตามวัยของเด็ก หลังจากฝึกคัดและอ่านพยัญชนะไทย และเลขไทยไประยะหนึ่ง จนพวกเราคัดและอ่านได้ชำนาญ ครูแก้วก็จะให้พวกเราคัดและอ่านสระ คัดวรรณยุกต์ ส่วนวิชาเลขเมื่อนักเรียนคัดและอ่านเลขไทยได้คล่องแล้ว คุณครูก็จะให้พวกเราคัดและอ่านเลขอารบิคจนชำนาญ
เมื่อนักเรียนคัดและอ่านพยัญชนะไทย สระ วรรณยุกต์ และเลขไทย เลขอารบิคชำนาญแล้ว ครูแก้วก็จะสอนให้พวกเราเอาพยัญชนะและสระมาผสมกัน อ่านให้พวกเราฟัง ให้พวกเราอ่านตาม ฝึกให้นำพยัญชนะตัวใหม่ สระตัวใหม่มาผสมและอ่าน นำวรรณยุกต์มาเติม อ่านให้เราฟัง ให้พวกเราฝึกอ่าน ฝึกผสมคำ เริ่มต้นจากคำง่ายๆ และเพิ่มคำยากขึ้นตามลำดับ ผู้เขียนและเพื่อนๆ ในชั้นเรียนก็อ่านและเขียนกันได้ทุกคน
ส่วนวิชาเลข ในชั้น ป.1 เราเรียนเรื่องการบวกและการลบ พวกเราบวกลบเลขได้ดีกันทุกคน ส่วนเรื่องระเบียบวินัย ความสะอาด การแต่งกาย คุณธรรม จริยธรรม สุขภาพอนามัย เป็นเรื่องที่ครูทุกคนต้องช่วยกันดูแลเอาใจใส่ให้นักเรียนทุกคนปฏิบัติตามระเบียบวินัย รักษาความสะอาดตัวเอง ห้องเรียน โรงเรียนและบริเวณโรงเรียน ยึดมั่นในค่านิยม จริยธรรมและคุณธรรมที่พึงประสงค์ และแต่งกายให้สะอาด เรียบร้อย แม้ว่าท่านเหล่านั้นไม่ได้เป็นครูประจำชั้นของพวกเราก็ตาม
การที่พวกเราไม่มีสมุดสำหรับจดบันทึก ใช้เพียงกระดานชนวนคนละแผ่นและดินสอหินคนละแท่งเขียนแล้วต้องลบ จึงจะเขียนสิ่งใหม่ลงไปแทนได้ พวกเราจึงต้องจำทุกอย่างที่ครูสอนให้ได้ เมื่อขึ้นชั้น ป.2 พวกเราจึงมีสมุดใช้ แต่ความรู้ทุกอย่างมาจากครู เรียนจาก ป.1-ป.4 ผู้เขียนระลึกเสมอว่าผู้เขียนได้ความรู้ทุกอย่างมาจากครู ไม่เคยรู้จักห้องสมุด แหล่งเรียนรู้ หรือแหล่งค้นคว้าอื่น
ครั้นเรียนจบชั้น ป.4 จบการศึกษาภาคบังคับ นักเรียนที่เรียน (วิชาภาษาไทยและเลข) ไม่ค่อยเก่งก็จะเลือกออกไปช่วยงานพ่อแม่ ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ส่วนผู้เขียนโชคดีได้เรียนต่อชั้น ม.1 (เทียบเท่าชั้น ป.5 ในปัจจุบัน) การเรียนการสอนก็ไม่แตกต่างไปจากเดิม จากชั้น ม.1-ม.6 พวกเราเรียนวิชาต่างๆ จากคุณครู และคุณครูก็ใช้หนังสือหรือตำราเรียนเพียงไม่กี่เล่ม ส่วนใหญ่ก็จะเป็นวิชาละเล่ม ตั้งใจฟังคุณครูอธิบาย ทำแบบฝึกหัดให้ครบทุกข้อ เวลาสอบก็มักจะได้คะแนนเต็มเสมอ ส่วนคนที่ไม่ตั้งใจฟังครู ไม่ทำการบ้าน ไม่ทำแบบฝึกหัดก็จะสอบตก การเรียนในช่วงปี พ.ศ.2495-2504 จึงเป็นการเรียนที่ค่อนข้างง่ายๆ เรียนสบายๆ ตั้งใจรับความรู้จากครูให้ได้ครบถ้วน เราก็จะได้ชื่อว่าเป็นนักเรียนเก่ง
การเรียนการสอนในประเทศไทยตั้งแต่เริ่มแรกมาจนถึงยุค พ.ศ.2500 ต้นๆ จึงเป็นการเรียนการสอนที่พึ่งครูเป็นสำคัญ มาถึงสมัยปัจจุบันเรานิยมเรียกการเรียนการสอนแบบนี้ว่าเป็นการเรียนการสอนแบบ “Teacher-Centered” เป็นการเรียนการสอนที่ครูรู้เนื้อหาวิชาดีที่สุด ครูทุ่มเทเสียสละ ตั้งใจ เตรียมการสอน ตรวจการบ้าน เอาใจใส่ศิษย์ทุกคน ทำตนให้เป็นแบบอย่างในทุกโอกาส ประสานงานกับผู้ปกครอง ห่วงใย แนะนำ อบรม สั่งสอนศิษย์ในทุกๆ เรื่องโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย นักเรียนที่เรียนช้าก็ได้รับคำแนะนำ ช่วยเหลือ
ผู้เขียนเรียนในโรงเรียนในต่างจังหวัดจึงไม่มีความรู้เรื่องการกวดวิชาเพราะครูในโรงเรียนก็ไม่มีใครไปสอนกวดวิชา
หลังจากเรียนจบชั้น ม.6 (ในขณะนั้น) ผู้เขียนมีโอกาสได้เรียนต่อในวิทยาลัยครู ในหลักสูตร ป.กศ. (ประกาศนียบัตรวิชาชีพทางการศึกษา) ซึ่งเป็นหลักสูตร 2 ปีที่วิทยาลัยครู การเรียนการสอในวิทยาลัยครูตั้งแต่ชั้น ป.กศ.ต้น จนถึงชั้น ป.กศ.สูง ยังคงเป็นการเรียนการสอนแบบ “Teacher Centered” ไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าอาจารย์ที่สอนวิชาจิตวิทยาทางการศึกษาในสมัยโน้นจะพูดถึงเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Difference) ให้พวกเราท่อง ให้ค้นคว้า ให้รายงาน แต่เมื่อถึงเวลาสอบก็ยังออกข้อสอบเฉพาะเรื่องที่อาจารย์บรรยายเป็นหลัก ถ้าใครตั้งใจฟังคำบรรยาย อ่านทบทวนคำบรรยาย ก็จะตอบได้และได้เกรด A ง่ายๆ
คำว่า “Individual Differences,” “Multiple Intelligences,” หรือ “Learning Styles” จึงเป็นเพียงคำศัพท์ทางจิตวิทยาการศึกษาให้พวกเราอ่านและท่องให้เข้าใจ แต่การปฏิบัติต่อพวกเราโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลจริงๆ ไม่เกิดในชั้นเรียน สาเหตุอาจเป็นเพราะครูยังเป็นใหญ่ในชั้นเรียน นักเรียนต้องเรียนตามสไตล์การสอนของครู ใครเรียนตามสไตล์การสอนของครูไม่ได้ก็จะกลายเป็นคนไม่เก่ง สอบตก ทำเกรดเฉลี่ยได้ต่ำกว่าเกณฑ์ และถูกให้ออกจากวิทยาลัยครูไป
การเรียนการสอนที่เน้นครูเป็นสำคัญ หรือ Teacher-Centered ปัจจุบันนี้หลายคนก็จะเรียกว่าเป็นการเรียนการสอนแบบ 1.0 ที่สอนโดยครู 1.0 และนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาออกมาก็จะกลายเป็นนักเรียน 1.0 คือรู้ เข้าใจเนื้อหา ทฤษฎี หลักการและแนวปฏิบัติ และอธิบาย ปฏิบัติตามและใช้เครื่องมือที่ครูสอนได้เป็นอย่างดี
ส่วนผู้บริหารโรงเรียนที่ทำหน้าที่กำกับดูแลให้ครูสอนจนนักเรียนรู้ เข้าใจ ปฏิบัติตามครูได้ก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้บริหารโรงเรียน 1.0 ส่วนโรงเรียนก็กลายเป็นโรงเรียน 1.0
ครู 1.0 และผู้บริหารโรงเรียน 1.0 ทำงานประสบความสำเร็จและทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า และเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเกิดจากจำนวนนักเรียนทั่วทั้งประเทศมีจำกัด สัดส่วนของนักเรียนที่เรียนจบชั้น ป.4 และได้เรียนต่อ ม.1 ก็มีไม่ถึง 50% ของผู้สำเร็จการศึกษา นอกจากนั้น ความรู้ หรือทฤษฎี หลักการ งานวิจัย กฎ ระเบียบ และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับวิชาต่างๆ เป็นต้นว่าทฤษฎี หลักการ งานวิจัย กฎ ระเบียบ และแนวปฏิบัติในวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ เลข ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ฯลฯ ก็มีจำกัด หนังสือเรียนเกี่ยวกับวิชาต่างๆ เหล่านี้ก็มีเพียงไม่กี่เล่ม การเรียนการสอนก็เน้นที่การทำความเข้าใจในทฤษฎี หลักการ งานวิจัย กฎ ระเบียบ แนวปฏิบัติเกี่ยวกับวิชาต่างๆ ก็ถือว่าเพียงพอ แค่เข้าใจ ทำโจทย์ได้ ก็สอบได้คะแนนเต็มแล้ว ครูผู้สอนหลายท่านจึงเข้าสอนได้โดยไม่ต้องพึ่งตำรา เพราะคุณครูท่านจำทฤษฎี จำโจทย์ตัวอย่าง และจำโจทย์แบบฝึกหัดได้หมด อาชีพที่ผู้จบชั้น ม.6 หรือสูงกว่า จะออกไปประกอบก็เน้นที่การนำความรู้ที่เรียนมาไปใช้โดยตรง
ครู 1.0 และผู้บริหารโรงเรียน 1.0 จึงทำงานอย่างมีความสุข
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2503 รัฐบาลไทยในสมัยนั้นได้ประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2503 บังคับให้เยาวชนไทยต้องเข้ารับการศึกษาภาคบังคับ 7 ปี เยาวชนที่เข้าอยู่ในระบบโรงเรียนจึงเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับผู้ปกครองก็เห็นความสำคัญของการศึกษามากขึ้น ผู้สำเร็จการศึกษาสูงๆ มักจะได้เป็นเจ้าคนนายคน ทำงานก็มีรายได้สูงๆ จากการที่ต้องเข้าเรียนในระบบการศึกษาภาคบังคับ 7 ปี ผู้ปกครองหลายคนจะชักนำ บังคับ หรือขืนใจให้บุตรหลานของตนเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาเพิ่มขึ้น จากการที่จำนวนนักเรียนเพิ่มมากขึ้น ประเทศจำเป็นต้องจัดหาครูเพิ่มมากขึ้น
การที่ประชากรวัยเรียนเข้าเรียนต่อในสัดส่วนที่สูงขึ้น นักเรียนที่ไม่ถนัดทางภาษาและคณิตศาสตร์ก็เรียนต่อมากขึ้น ประกอบกับความจริงที่ว่ามนุษย์มีความสนใจ ความถนัด สติปัญญา (Intelligences) และวิถีการเรียนรู้ (Learning Styles) ที่แตกต่างกัน นักการศึกษาโดยเฉพาะนักการฝึกหัดครู จึงคิดรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายให้เหมาะสมกับสติปัญญา ความสนใจและความถนัด และสไตล์การเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคน มีเครื่องมือวัดสติปัญญาและความถนัด และสไตล์การเรียนรู้ของผู้เรียน และครูก็จัดให้ผู้เรียนได้เรียนเพื่อพัฒนาสติปัญญาและความถนัดของตน โดยใช้สไตล์การสอนที่เหมาะสมกับสไตล์การเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น นักเรียนที่มีสติปัญญาและความถนัดทางคณิตศาสตร์ก็ให้ได้เรียนกับครูที่มีความสามารถในการจัดรูปแบบการรู้เรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้สไตล์การเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่หลากหลาย
นักเรียนที่มีสติปัญญาและความถนัดทางดนตรีก็ให้ได้เรียนดนตรีตามสไตล์การเรียนรู้ของเขา ผู้ประกอบวิชาชีพครูจึงมีหน้าที่หลักคือการทำให้นักเรียนที่มี Intelligences ที่หลากหลาย (เพราะสัดส่วนผู้เรียนเรียนต่อสูงขึ้น) ได้เรียนรู้ตามความถนัดและความสนใจของผู้เรียนแต่ละคน การเรียนการสอนจึงต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จะยึดครูเป็นสำคัญเหมือนอย่างที่เคยปฏิบัติมาไม่ได้ แต่ครูจะต้องจัดการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
หรือที่เรียกว่าการจัดการเรียนการสอนแบบ “Child-Centered” ซึ่งครูที่สามารถจัดการเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญจนประสบความสำเร็จ
ปัจจุบันเราก็มักจะเรียกว่าเป็น “ครู 2.0” และเรียกนักเรียนที่ได้เรียนตามความถนัดและความสนใจจนสติปัญญาได้รับการพัฒนาเต็มที่ตามศักยภาพว่าเป็น “นักเรียน 2.0” ส่วนผู้บริหารโรงเรียนที่สามารถบริหารให้เกิดการเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญได้อย่างมีประสิทธิผลก็จะได้รับเรียกว่าเป็น “ผู้บริหารโรงเรียน 2.0” และเรียกโรงเรียนที่มี ครู 2.0 และผู้บริหาร 2.0 ปฏิบัติงานอยู่ว่าเป็น “โรงเรียน 2.0”
โรงเรียน 2.0 ต้องจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพให้ตอบสนองความสนใจ ความถนัด สติปัญญา และสไตล์การเรียนรู้ที่หลากหลายของผู้เรียน โต๊ะ เก้าอี้ ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ แหล่งเรียนรู้ต้องพร้อม ขนาดของห้องเรียนต้องเล็ก จำนวนนักเรียนต่อห้องต้องน้อย ส่วนใหญ่จะไม่เกิน 15 คนต่อห้อง การจัดโต๊ะและเก้าอี้นักเรียนก็จะจัดให้นักเรียนนั่งเรียนเป็นวงกลม มีครูที่ผ่านการฝึกมาเป็นอย่างดีในหลากหลายวิชาเอกตามความสนใจ ความถนัด และสติปัญญาของผู้เรียน นักเรียนที่เรียนช้า หรือมีปัญหาในการเรียนวิชาใดวิชาหนึ่งจะได้รับการดูแลเอาใจใส่ปรับฐานสติปัญญาให้ทัดเทียมเพื่อนๆ เป็นระยะ (Remedial Learning) โดยใช้ครูผู้มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ (Expert Teacher) จนนักเรียนสามารถเรียนร่วมกับเพื่อนได้ นักเรียนจะได้เรียนในสิ่งที่ตนเองชอบและถนัด กับครูที่มีความสนใจ ความถนัด และสติปัญญาในวิชานั้นๆ อย่างแท้จริง
ครู 2.0 จึงต้องเก่งในวิชาที่ตนสอนเช่นเดียวกับ ครู 1.0 แต่ที่ต้องเก่งมากกว่า ครู 1.0 ก็คือ ครู 2.0 ต้องรู้ความถนัด ความสนใจ สติปัญญาและวิถีการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคน และต้องทำให้ผู้เรียนแต่ละคนประสบความสำเร็จตามศักยภาพของตน การผลิต ครู 2.0 จึงต้องฝึกแบบเข้ม คนที่จะมาเรียนเพื่อออกไปเป็น ครู 2.0 จึงต้องผ่านการคัดกรองมาเป็นอย่างดี และมีกระบวนการผลิตที่ดี คล้ายๆ กับระบบ และกระบวนการผลิตแพทย์
ครู 2.0 ที่จัดการเรียนการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญยังเป็นที่ปรารถนาของผู้ปกครองและนักเรียนแทบทั่วทุกประเทศ อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology= ICT-ไอซีที) ได้รับการพัฒนาจนมีศักยภาพสูงมาก มนุษย์สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้แบบไม่มีขอบเขตจำกัด สามารถสื่อสารถึงกันได้ในรูปแบบที่หลากหลาย ผ่านทางตัวหนังสือ ข้อความเสียง ภาพนิ่ง ภาพวิดีโอ แผนภูมิ และระบบอัตโนมัติต่างๆ ความรู้ในทุกศาสตร์ ทั้งที่เป็นทฤษฎี หลักการ งานวิจัย สมมุติฐาน แนวปฏิบัติเกี่ยวกับวิชาต่างๆ ถูกนำขึ้นเผยแพร่ในสื่อดิจิทัล Websites, YouTube, PowerPoint, LINE, สื่อวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ และอื่นๆ อีกมากมาย ความรู้ไม่มีขอบเขตจำกัด ความรู้ไม่คงที่ มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง การเป็น ครู 1.0 หรือ ครู 2.0 ที่ดีเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ ครูในยุคปลาย ศตวรรษที่ 20 จึงต้องเป็นทั้ง ครู 1.0 และครู 2.0 ที่มีคุณภาพ และนอกจากนั้นก็จะต้องเป็นครูที่สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสาร สื่อดิจิทัล และสื่อสารมวลชนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการจัดการเรียนการสอน และสามารถให้คำแนะนำแก่ผู้เรียนเกี่ยวกับแนวทางการตรวจสอบความถูกต้องและน่าเชื่อถือของความรู้ที่ปรากฏตามสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ
ครูที่มีคุณลักษณะของ ครู 1.0 และครู 2.0 และสามารถใช้สื่อดิจิทัล สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น Websites, YouTube, PowerPoint, LINE, Digital Learning Sources, Radio, TV, Printed Materials, Museums, Displays, Presentations, Local Wisdoms, etc. ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิผล ก็จะได้รับการเรียกชื่อว่า ครู 3.0
แหล่งที่มา: www.matichon.co.th/news/343147





















