ข้อมูลเตรียมสอบงานราชการ
-
ครม – นโยบายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

“ครม – นโยบายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์”
ลิงค์: https://iqepi.com/?p=15422 หรือ
ตำแหน่ง: นโยบายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์
ระดับการศึกษา:
อัตราเงินเดือน:
อัตราว่าง:
ปฏิบัติงานที่:
เปิดรับสมัครตั้งแต่: –

นโยบายของคณะรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะแถลงต่อ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
แปลงจากข้อสั่งการนายกฯ 5 ประการ กล่าวคือ
1. นายกฯขอให้ทำนโยบายยึดยุทธศาสตร์ตามแนวพระราชดำริ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา
2. เน้นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นความพอดี พอสมควาร ความมีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน สะท้อนให้เห็นในนโยบายเกือบทุกข้อ
3. ยึดตามแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 เท่าที่ทำได้
4. นโยบายของคสช. เช่นโรดแม็พ 3 ระยะ หรือหลักค่านิยม 12 ประการ
5.ปัญหาของประเทศและความต้องการของประชาชนในรอบ3-4เดือนที่ผ่านมาว่าเขาต้อง การอะไร
ทั้งหมด 11 เรื่อง ประกอบด้วย
เพื่อประโยชน์ของท่านโปรดดาวน์โหลดประกาศรับสมัครสอบอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่รับสมัครสอบ ที่ลิงค์ด้านล่างเพื่อตรวจสอบข้อมูลการรับสมัครสอบ
1.การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์
2.การรักษาความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศ
3.การลดความเหลื่อมลํ้าของสังคม และการส้รางโอกาสการเข้าถึงบริหารของรัฐ
4.การศึกษาและเรียนรู้ การทำนุบำรุงศาสนา ศิลปะวัฒนธรรม
5.การยกระดับคุณภาพบริการด้านสาธารณสุข และสุขภาพของประชาชน
6.การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
7.การส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในประชาคมอาเซียน
8.การพัฒนาและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และนวัตกรรม
9.การรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากร และการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
10.การส่งเสริมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีธรรมาภิบาล และการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ และ
11.การปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
สมัครงาน ครม งานราชการ ครม รับสมัคร สอบ ครม 2557 สอบ ครม 57 ครม เปิดสอบ
วิธีการสมัครงาน ครม :
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ:
สอบวันที่:
ประกาศผลสอบ:
ดาวน์โหลดรายละเอียด/ประกาศรับสมัครสอบ คลิกที่นี่!! -
เตรียมสอบปลัดอำเภอ – ก้าวแรกสู่ปลัดอำเภอ
ก้าวสู่..ปลัดอำเภอ
การได้ครองตำแหน่ง..ปลัดอำเภอ เป็นอะไรที่หลายคนใฝ่ฝันมาก โดยเฉพาะผู้ที่จบปริญญาตรี สาขาวิชารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และนิติศาสตร์ แต่หนทางกว่าจะได้เป็นปลัดอำเภอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขพอสมควร ซึ่งในเดือนสิงหาคม-กันยายน 2557 ทางกรมการปกครองก็ได้จัดทำ.. “โครงการส่งเสริมและแนะแนวการรับราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอ Assistant Chief District Officer (ACDO Roadshow)” เป็นโครงการแนะแนวสร้างแรงจูงใจให้น้องๆ นักเรียน นักศึกษา เกิดแรงบันดาลใจที่จะก้าวเข้าสู่การเป็น..ปลัดอำเภอ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการสรรหาบุคลากรในระยะยาวของกรมการปกครอง
อาจจะเป็นเพราะการจัดโครงการนี้ของกรมการปกครอง บวกกับการสอบปลัดอำเภอครั้งล่าสุดเมื่อปี 2555 นับถึงปัจจุบันบัญชีหมดอายุแล้ว (ประกาศขึ้นบัญชีไว้ เมื่อ 18 กรกฎาคม 2555) เพราะตามประกาศจะขึ้นบัญชีไว้ 2 ปี เมื่อบัญชีหมดอายุก็คงจะเริ่มนับถอยหลังในการดำเนินการจัดสอบปลัดอำเภอแล้ว ลองดูความเป็นไปได้ ถ้าจะบอกว่า บัญชีครบอายุ 2 ปีแล้วจะเปิดรับสมัครในปี 2558 ก็มีความเป็นไปได้ แต่เรื่องโครงการฯ ACDO Roadshow คงไม่เกี่ยวว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าจะมีเปิดรับสมัครสอบปลัดอำเภอในปี 2558 เพราะเป้าหมายเป็นนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งอย่าลืมว่าการสอบปลัดอำเภอสิ่งแรกที่ท่านต้องมีคือ การผ่านการทดสอบภาคความรู้ความสามารถทั่วไป จากสำนักงาน ก.พ. (ภาค ก. ก.พ.) เว้นเสียแต่ว่า ก.พ.จะจัดสอบภาค ก. ให้ โดยสอบพร้อมกันทั้งภาค ก. และภาค ข. แบบนั้นก็หนักนะ เพราะเนื้อหาการสอบภาค ข. ต้องออกปากว่า..ไม่เบาเลยทีเดียว เนื้อหาวิชาที่ต้องสอบเยอะและกว้างมาก แม้จะจำกัดขอบเขตไว้ที่งานฝ่ายปกครองแล้วก็ตาม
พยายามรวบรวมข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นสำหรับการสอบปลัดอำเภอให้
เริ่มที่.. ชื่อตำแหน่ง จริงๆ “เจ้าพนักงานปกครองปฏิบัติการ (ปลัดอำเภอ)” ชื่อตำแหน่งนี้มีในหน่วยงานอื่นๆ ด้วย เช่น กทม. แต่มิใช่ปลัดอำเภอ อัตราเงินเดือน สำหรับผู้ที่สอบปลัดอำเภอผ่านและได้รับการบรรจุแต่งตั้งจะได้รับอัตราเงินเดือน 15,000-16,500 บาท โดยสามารถนำ “ปัจจัย” ต่างๆ ที่จะกล่าวต่อไป มาเพิ่มเงินเดือนแรกบรรจุได้ (ปัจจัยละ 375 บาท) ปัจจัยที่จะเพิ่มเงินเดือนแรกบรรจุได้ มีดังนี้
1. ลำดับที่สอบได้อยู่ใน 10% แรกของบัญชีผู้สอบแข่งขัน และได้รับผลคะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80
2. มีผลคะแนนความรู้ด้านภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีนกลาง ภาษาญ๊่ปุ่น
3. ประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่บรรจุเข้ารับราชการ
4. มีคุณวุฒิการศึกษาที่เทียบได้ในระดับเดียวกันมากกว่า 1 วุฒิลองเช็คตัวเองดูนะครับว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่เข้าเงื่อนไขได้รับเงินเพิ่มได้กี่ปัจจัยก็คูณ 375 บาท บวกกับ 15,000 สำหรับวุฒิปริญญาตรี ก็เป็นอัตราเงินเดือนแรกบรรจุ แต่จากที่ได้สัมผัสกับผู้เตรียมสอบปลัดอำเภมส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจเรื่องอัตราเงินเดือน เพราะเกียรติยศและศักดิ์ศรีของการเป็นข้าราชการสังกัดกรมการปกครอง ในตำแหน่ง เจ้าพนักงานปกครอง หรือปลัดอำเภอมีค่ามากเกินกว่าจะประเมินมูลค่าได้^^
มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง
เรามักจะเรียกว่าปลัดอำเภอจนติดปาก แต่ชื่อจริงของตำแหน่งนี้คือ เจ้าพนักงานปกครองระดับปฏิบัติการ ในส่วนของลักษณะงานที่ปฏิบัติจะเป็นส่วนที่ไม่ได้บอกในประกาศรับสมัครสอบตรงๆ เหมือนอย่างความรู้พื้นฐานในการปฏิบัติราชการ ที่จะบอกออกมาตรงๆ เลยว่ามี พ.ร.บ. ระเบียบ ประกาศ กฎ อะไรที่จะออกสอบบ้าง แต่หากทราบแล้วไปเตรียมสอบในหัวข้อต่างๆ ตามหลักสูตรการสอบก็จะทำให้อ่านหนังสือเตรียมตัวสอบได้เร็วขึ้น เพราะเห็นภาพรวมทั้งหมดเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของปลัดอำเภอ
ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1 : วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2554
ตำแหน่งประเภท วิชาการ
ชื่อสายงาน ปฏิบัติการปกครอง
ชื่อตำแหน่งในสายงาน เจ้าพนักงานปกครอง
ระดับตำแหน่ง ปฏิบัติการ
หน้าที่ความรับผิดชอบหลัก ปฏิบัติงานในฐานะผู้ปฏิบัติงานระดับต้น ที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถทางวิชาการในการทำงานปฏิบัติงานด้านปกครอง ภายใต้การกำกับ แนะนำ ตรวจสอบ และปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย โดยมีลักษณะงานที่ปฏิบัติในด้านต่างๆ ดังนี้1. ด้านการปฏิบัติการ
(1) ศึกษา วิเคราะห์ เสนแนะนโยบาย ยุทธศาสตร์ มาตการ และแนวทางปฏิบัติงาน พัฒนาระบบงาน ตรวจสอบ ปรับปรุงกฎหมาย รวมทั้งการติดตามประเมินผล และปฏิบัติงานด้านการปกครอง เกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในประเทศ การอำนวยความเป็นธรรมการปกครองท้องที่ การอาสารักษาดินแดน และการทะเบียน เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงปลอดภัย ได้รับบริการที่สะดวกรวดเร็ว และเกิดความสงบสุขในสังคม
(2) ดำเนินการบังคับใช้กฎมหายในฐานะพนักงานเจ้านห้าที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมการปกครองและกฎหมายอื่นที่ได้รับมอบหมาย ทั้งในฐานะปลัดอำเภอ พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง ผู้ช่วยนายทะเบียนอำเภอ และพนักงานเจ้านห้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์ของกฎหมายและความสงบเรียบร้อยของสังคม
(3) ปฏิบัติงานช่วยเหลือ สนับสนุนงานตามอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอในการนำนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาล กระทรวง ทบวง กรม และจังหวัด มาปฏิบัติให้บรรลุผลตามเป้าหมาย และอำนวยการตอบสนองความต้องการและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งเป็นผู้แทนนายอำเภอตามกฎหมาย เพื่อให้การบริหารราชการส่วนภูมิภาคระดับอำเภอเป็ฯไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล2. ด้านการวางแผน วางแผนการทำงานที่รับผิดชอบ ร่วมดำเนินการวางแผนการทำงานของหน่วยงานหรือโครงการ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่กำหนด
3. ด้านการประสานงาน
(1) ประสานการทำงานร่วมกันทั้งภายในและภายนอกทีมงานหรือหน่วยงาน เพื่อให้เกิดความร่วมมือและผลส้มฤทธิ์ตามที่กำหนด
(2) ชี้แจงและให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูล ข้อเท็จจริง แก่บุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจหรือความร่วมมือในการดำเนินงานตามที่ได้รับมอบหมาย4. ด้านการบริการ
(1) ให้บริการเกี่ยวกับภารกิจของกรมการปกครอง เช่น ด้านทะเบียนและบัตร การอำนวยความเป็นธรรม แก่ส่วนราชการทั้งภายในและภายนอกองค์กร องค์กรภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน
(2) ให้ความรู้ ความเข้าใจ คำปรึกษา แนะนำเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการของรัฐตามสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างเสมอภาค ทั่วถึง และเป็นธรรม
(3) เผยแพร่ข้อมูลด้านการเมืองการปกครอง และส่งเสริมให้ประชาชนได้มีโอกาสรับรู้ และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างกว้างขวาง ถูกต้อง และรวดเร็วคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง
มีคุณวุฒิอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
1. ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชารัฐศาสตร์ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ หรือสาขาวิชานิติศาสตร์ หรือสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่ง หรือหลายสาขาวิชาดังกล่าว ในทางที่ส่วนราชการเจ้าสังกัดเห็นว่าเหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบและลักษณะงานที่ปฏิบัติ หรือสาขาวิชาอื่นที่ ก.พ. กำหนดว่าใช้เป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนี้ได้2. ได้รับปริญญาโทหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชารัฐศาสตร์ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ หรือสาขาวิชานิติศาสตร์ หรือสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่ง หรือหลายสาขาวิชาดังกล่าว ในทางที่ส่วนราชการเจ้าสังกัดเห็นว่าเหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบและลักษณะงานที่ปฏิบัติ หรือสาขาวิชาอื่นที่ ก.พ. กำหนดว่าใช้เป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนี้ได้
3. ได้รับปริญญาเอกหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชารัฐศาสตร์ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ หรือสาขาวิชานิเทศศาสตร์ หรือสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่ง หรือหลายสาขาวิชาดังกล่าว ในทางที่ส่วนราชการเจ้าสังกัดเห็นว่าเหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบและลักษณะงานที่ปฏิบัติ หรือสาขาวิชาอื่นที่ ก.พ. กำหนดว่าใช้เป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนี้ได้
4. ได้รับปริญญาในสาขาวิชาหรือทางอื่นที่ อ.ก.พ.กรม พิจารณาห็นว่ามีความรู้ที่เทียบได้ในระดับเดียวกันกับสาขาวิชาหรือทางตามข้อ 1 หรือ ข้อ 2 หรือ ข้อ 3 ซึ่งมีความเหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบและลักษณะงานที่ปฏิบัติ
ความรู้ความสามารถ ทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับตำแหน่ง
1. มีความรู้ความสามารถที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานในตำแหน่ง
2. มีทักษะที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานในตำแหน่ง
3. มีสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานในตำแหน่งต้องเป็นผู้ผ่านการทดสอบภาค ก. ที่ดำเนินการจัดสอบโดยสำนักงาน ก.พ.
ในประกาศรับสมัครสอบปลัดอำเภอ ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2555 ได้กล่าวสรุปลักษณะการปฏิบัติงานไว้เพียงย่อๆ ว่า
“ปฏิบัติงานด้านการปกครองเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในประเทศ การอำนวยความเป็ฯธรรม การปกครองท้องที่ การอาสารักษาดินแดน และการทะเบียนเพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงปลอดภัย ได้รับบริการที่สะดวกรวดเร็ว และเกิดความสงบสุขในสังคม ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมการปกครองและกฎหมายอืน่ที่ได้รับมอบหมาย ทั้งในฐานะปลัดอำเภอ พนักงานฝ่ายปกครอง พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง ผู้ช่วยนายทะเบียนอำเภอ และพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด ให้บริการประชาชนเกี่ยวกับภารกิจกรมการปกครอง เช่น ด้านการทะเบียนและบัตร การอำนวยความเป็นธรรม แก่ส่วนราชการทั้งภายในและภายนอกองค์กร องค์กรภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชน”
หลักสูตรการสอบปลัดอำเภอ
1. ภาค ก. ก.พ. ภาคความรู้ความสามารถทั่วไป
ในส่วนนี้อ้างอิงจากประกาศรับสมัครสอบปลัดอำเภอเมื่อปี 2555 โดยในครั้งนั้นจะรับสมัครเฉพาะผู้ที่สอบผ่านภาค ก. ก.พ. ระดับปริญญาตรีแล้วเท่านั้น แต่เมื่อปีที่ผ่านมา ก.พ. ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงการใช้ใบภาค ก. ก.พ. คือให้ระดับสูงกว่าใช้แทนระดับต่ำกว่าได้ เช่นนี้แล้วจึงจะกล่าวแบบเข้าใจง่ายๆ คือ ใบรับรองผลภาค ก. ก.พ. ระดับต่ำสุดที่ใช้ในการสอบปลัดอำเภอคือ ภาค ก. ก.พ. ระดับปริญญาตรี ท่านสามารถใช้ใบรับรองผลผ่านภาค ก. ก.พ. ระดับปริญญาโท แทนได้ แต่จะนำใบภาค ก. ก.พ. ระดับ ปวส. หรือ ปวช.มาใช้แทนกันไม่ได้
ในอดีต ก.พ. เคยจัดสอบภาค ก. ให้พร้อมกับภาค ข. คือผู้ที่สอบผ่านภาค ก. ก.พ. แล้วก็ไม่ต้องสอบภาค ก. อีก สอบเฉพาะภาค ข. และภาค ค. แต่ผู้ที่ยังสอบไม่ผ่านภาค ก. ก.พ. ก็ให้เข้าสอบภาค ก. หากสอบภาค ก. ผ่านก็ได้รับใบรับรองผลการสอบภาค ก. ก.พ. ใช้ได้ตลอดชีวิตเหมือนกับการที่ ก.พ. จัดสอบภาค ก. ก.พ. อย่างเดียว ใช้ได้กับทุกหน่วยงานที่รับผลภาค ก. ก.พ. ไม่เฉพาะกับการสอบปลัดอำเภอเท่านั้น โดยในครั้งนั้นจะสอบภาค ก. ช่วงเช้า และสอบภาค ข. ในช่วงบ่าย
ในการสอบปลัดอำเภอที่จะเกิดขึ้นในครั้งต่อไปจึงยากจะหยั่งรู้ได้ว่าจะสัดสอบภาค ก. ร่วมกับภาค ข. สำหรับผู้ที่ยังสอบไม่ผ่านภาค ก. ก.พ. หรือไม่ จนกว่าจะมีประกาศรับสมัครสอบปลัดอำเภออย่างเป็นทางการ
ซึ่งการสอบภาค ก. ก.พ. แบบปัจจุบัน ปกติ ก.พ. จะจัดสอบภาค ก. ก.พ. ปีละครั้ง โดยจะประกาศรับสมัครสอบในช่วงต้นปี เช่นปี 2556 รับสมัครปลายเดือนเมษายน และปีนี้ 2557 ประกาศช่วงเดือนกุมภาพันธ์ แต่รับสมัครจริงๆ ต้นเดือนมีนาคม หากประมาณระยะเวลาประกาศรับสมัครสอบก็อยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนเมษายน และรับสมัครจริงชวงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ในที่นี่จะขอกล่าวรายละเอียดการรับสมัครสอบภาค ก. ก.พ.เพียงสั้นๆ โดยท่านสามารถศึกษาข้อมูลในภายหลังจากอ่านบทความนี้จบ ได้จากลิงค์ คลิกที่นี่ https://iqepi.com/12238/
1. วิชาความสามารถทั่วไป หรือพวก คณิตศาสตร์ทั่วไป อุปมาอุปไมย ตรรกศาสตร์ เงื่อนไขสัญลักษณ์ เงื่อนไขภาษา
2. วิชาภาษาไทย
3. วิชาภาษาอังกฤษ กรณีที่มีผลการทดสอบภาษาอังกฤษจาก TOEFL (ไม่รวม TOEFL ITP), TOEIC, IELTS, CU TEP และ TU GET ไม่เกิน 2 ปี สามารถใช้ยื่นเป็นหลักฐานและไม่ต้องสอบวิชาภาษาอังกฤษ หรือแม้แต่สอบไปแล้วแต่ไม่ผ่านก็สามารถยื่นภายหลังได้ตามที่ ก.พ. ได้กำหนดระยะเวลา เช่น ในปีนี้ 2557 ได้กำหนดให้ยื่นผลการทดสอบภาษาอังกฤษได้ถึงเดือนธันวาคมแต่ตามข้อมูลใน “โครงการส่งเสริมและแนะแนวการรับราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอ Assistant Chief District Officer (ACDO Roadshow)” ระบุว่า ภายหลังปี 2558 ก.พ.จะเริ่มสอบด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถสมัครสอบได้ทุกวัน ตามรอบเวลาที่สำนักงาน ก.พ. กำหนด ซึ่งก็ยังไม่ปรากฎว่ามีประกาศหลักเกณฑ์เงื่อนไขการรับสมัครสอบภาค ก. ก.พ. จากสำนักงาน ก.พ.ในขณะนี้ ก็ยังคงใช้หลักเกณฑ์เดิมต่อไป
การสอบภาค ก. ก.พ. ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีตก่อนที่จะมีการแบ่งภาค ก. เป็น 4 ระดับ ก.พ.เคยใช้ในการสอบเฉพาะผู้มีคุณวุฒิปริญญาโท จะอธิบายหลักเกณฑ์ครา่วๆ เพราะหากมีการจัดสอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์จริง ก.พ. อาจจะใช้เงื่อนไขและหลักเกณฑ์เดียวกัน โดยในการจัดสอบสมัยนั้น ก.พ.จะจัดสอบทุกเดือน ประกาศรับสมัครเป็นรอบทุกสัปดาห์ที่ 2 หรือ 3 ของเดือน (ขออภัยส่วนนี้จำไม่ได้ว่าเป็นสัปดาห์ที่ 2 หรือ 3) ผู้ที่สมัครสอบแล้วไม่ผ่านจะไม่สามารถสมัครสอบในรอบถัดไปได้ เช่น สมัครสอบรอบเดือนมกราคม แล้วสอบไม่ผ่านจะไม่สามารถสมัครสอบรอบเดือนกุมภาพันธ์ได้ แต่จะสมัครสอบรอบเดือนมีนาคมได้ ทั้งนี้อาจจะด้วยต้องการหน่วงระยะเวลาในการประมวลผลการสอบ ให้ได้ทราบผลการสอบก่อนสมัครสอบในรอบต่อไป
แต่ไม่ว่า ก.พ. จะจัดสอบ ภาค ก. รูปแบบไหน หากมีการจัดสอบภาค ก. ก.พ. เมื่อไรท่านที่ยังสอบภาค ก. ก.พ. ไม่ผ่าน ก็คงจะรออะไรไม่ได้อีกต่อไป ต้องสมัครสอบโดยไว เพราะการสอบภาค ข. ปลัดอำเภอนับจากนาทีนี้ไป เป็นการ “นับถอยหลัง” แล้วครับ
แนะนำให้เข้าทดสอบภาษาอังกฤษจาก TOEFL (ไม่รวม TOEFL ITP), TOEIC, IELTS, CU TEP และ TU GET ได้ตลอดเพราะบางสถาบันดังกล่าวจัดสอบบ่อยมาก และทราบผลได้เร็ว เพียงแต่สอบให้ได้ตามเกณฑ์คะแนนไม่ต่ำกว่า 50% นอกจากจะนำผลคะแนนนี้ไปยื่นเพื่อไม่ต้องสอบวิชาภาษาอังกฤษ สอบแต่ความสามารถทั่วไปและวิชาภาษาไทย เพิ่มโอกาสการสอบผ่านภาค ก. ก.พ. แล้ว หากสอบปลัดอำเภอผ่านได้รับการบรรจุและแต่งตั้ง ยังสามารถนำผลคะแนนการทดสอบภาษาอังกฤษจากสถาบันดังกล่าวไปยื่นเพื่อรับเพิ่ม เงินเดือนแรกบรรจุได้อีกเดือนละ 375 บาท ไม่กี่เดือนก็คืนทุนแล้วครับ..คุ้ม^^
เป็นอันว่าจบเรื่องภาค ก. ก.พ. สำหรับผู้ที่ยังสอบไม่ผ่านหรือไม่มีใบรับรองผลการสอบภาค ก. ก.พ. ระดับปริญญาตรี หรือปริญญาโท
2. ภาค ข. ภาคความรู้ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง (คะแนนเต็ม 200 คะแนน)
ในการสอบปลัดอำเภอการสอบภาค ข. จะเป็นการทดสอบความรู้ ความเข้าใจ ที่เกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่ของตำแหน่งเจ้าพนักงานปกครองปฏิบัติการ (ปลัดอำเภอ) โดยวิธีสอบข้อเขียน ดังนี้
(1) ความรู้พื้นฐานในการปฏิบัติงานราชการ (100 คะแนน)
(1.1) ความรู้ทางด้านวิชาทางการเมือง การปกครองและการบริหารราชการแนวใหม่
(1.2) ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมปัจจุับนทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศไทยและของต่างประเทศ
(1.3) ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบที่ใช้ในการปฏิบัติราชการ เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กฎหมายว่าด้วยระเบียบริหาราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน กฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง กฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ กฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ระเบียบเกี่ยวกับงานสารบรรณ ระเบียบเกี่ยวกับการรักษาความลับของทางราชการ ระเบียบเกี่ยวกับการงบประมาณ การเงิน การคลังและพัสดุ
(1.4) ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่งและพาณิชยื กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
(2) ความรู้ ความเข้าใจในภารกิจของกรมการปกครอง (100 คะแนน)
(2.1) วิสัยทัศน์ พันธกิจ โครงสร้าง อำนาจหน้าที่ และภารกิจของกระทรวงมหาดไทย และกรมการปกครอง
(2.2) การปกครองท้องที่ ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ กฎหมายและระเบียบ ข้อบังคับ ที่เกี่ยวข้องกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ และคณะกรรมการหมู่บ้าน
(2.3) ความรู้เกี่ยวกับงานทะเบียนราษฎร งานบัตรประจำตัวประชาชน งานทะเบียนทั่วไป งานอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน งานการพนัน การควบคุมการเรี่ยไร งานควบคุมการขายทอดตลาดและการค้าของก่า งานโรงรับจำนำ งานโรงแรม และงานสถานบริการ และงานอื่นๆ ที่ฝ่ายปกครองรับผิดชอบ
(2.4) ความรู้เกี่ยวกับการอำนวยความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน การรักษาความสงบเรียบร้อย การรักษาความมั่นคงภายในและการจัดระเบียบสังคม ในหน้าที่ของกรมการปกครอง และการสอบสวนคดีอาญาและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
3. ภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง (ภาค ค.) (คะแนนเต็ม 100 คะแนน)
ในการสอบปลัดอำเภอการสอบภาค ค. จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย และการสอบสัมภาษณ์
บางท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ตามประกาศการรับสมัครสอบปลัดอำเภอปี 2555 ในส่วนท้ายของลักษณะงานที่ปฏิบัติได้ระบุไว้ว่า “ทั้งนี้ ผู้สมัครสอบ ควรเป็นผู้ที่มีความพร้อมและสามารถไปปฏิบัติหน้าที่ราชการประจำในต่างจังหวัด ซึ่งอาจะเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลและทุรกันดารได้ โดยจะต้องเป็นผู้ที่มีร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง” เคยได้ยินสำนวนที่ว่าเป็นปลัดอำเภอรองเท้าต้องสึกก่อนเก้าอี้ไหมครับ ^^
1. การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ตามแบบทดสอบสมรรถภาพทางกายอย่างง่ายของการกีฬาแห่งประเทศไทย โดยผู้เข้าทดสอบจะต้องเป็นผู้ที่มีร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง และสามารถเข้าทดสอบสมรรถภาพร่างกายตามที่กำหนดได้ ประกอบด้วย
1. ดันพื้น
2. นอนยกตัว
3. วิ่งระยะทาง 2,000 เมตร2. การประเมินบุคคลและสัมภาษณ์ จะประเมินผู้เข้าสอบจากประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน และพฤติกรรมที่ปรากฎทางอื่น รวมทั้งจากการสัมภาษณ์ เพื่อพิจารณาสมรรถนะและความเหมาะสมในด้านต่างๆ เช่น ท่วงทีวาจา อุปนิสัย ทัศนคติ อารมณ์ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ปฏิภาณไหวพริบ บุคลิกภาพ รวมถึงความรู้ที่เป็นประโยชน์และคุณลักษณะที่เหมาะสมอื่นและจำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ เป็นต้น
ทั้งนี้ กรมการปกครองกำหนดให้ทดสอบภาค ก. (ถ้ามี) และภาค ข. ก่อน หากสอบผ่านจึงจะให้ผู้ที่สอบผ่านเข้าทดสอบภาค ค. ต่อไป โดยจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการทดสอบภาค ค. ภายหลังจากตรวจผลการสอบภาค ก. (ถ้ามี) และภาค ข. แล้วเสร็จ
สำหรับท่านที่ต้องการทราบว่า “โครงการส่งเสริมและแนะแนวการรับราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอ Assistant Chief District Officer (ACDO Roadshow)” มีการบรรยายเกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้าง
ภารกิจปลัดอำเภอ
1. เป็นผู้ช่วยเหลือนายอำเภอ ตามมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมถึงปัจจุบัน (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2553
2. เสนอแนะนโยบายและจัดทำแผน มาตรการ ติดตาม และประเมินผลด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายใน
3. ดำเนินการเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อย สืบสวนสอบสวน คดีอาญาในหน้าที่พนักงานฝ่ายปกครอง และอำนวยความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน
4. ดำเนินการเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงภายใน งานการข่าว งานกิจการชายแดน งานควบคุมดูแลชาวเขาและชนกลุ่มน้อย ผู้อพยพและผู้หลบหนีเข้าเมือง งานสัญชาติ และงานกิจการมวลชน
5. สนับสนุน ส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และการเลือกตั้งทุกระดับ
6. ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยกองอาสารักษาดินแดน
7. ดำเนินการพัฒนาและบริหารการปกครองท้องที่ในระดับอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ตามกฎมหายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่
8. ดำเนินการพัฒนาระบบงานทะเบียนราษฎร งานบัตรประจำตัวประชาชน และงานทะเบียนอื่น รวมทั้ง การบริหารจัดการฐานข้อมูลกลาง เพื่อการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน
9. ดำเนินการพัฒนาบุคลากรในด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายใน
10. ดำเนินการสื่อสาร เพื่อการบริหารงานรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายใน
11. อำนวยการและสนับสนุนการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของนายอำเภอ เช่น
– ภารกิจรักษาความสงบจากการชุมนุม
– ภารกิจจับผู้ลักลอบตัดไม้
– ภารกิจการป้องกันและปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันที่ผิดกฎหมาย
– ภารกิจป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
– ภารกิจการปราบปรามยาเสพติด
– ภารกิจการจับอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิดที่สำหรับใช้เฉพาะแต่การสงคราม12. ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรม หรือตามที่กระทรวงหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย
– ภารกิจตามอำนาจหน้าที่ของกรมการปกครองอำเภอ นายอำเภอ และปลัดอำเภอ
– ภารกิจตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย
– ภารกิจหน่วยงานอื่นที่มอบหมายให้อำเภอเป็นผู้ดำเนินการ เช่น ภารกิจการปกป้องสถาบันสำคัญของชาติ ภารกิจการปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป ภารกิจการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน ภารกิจการประชาสัมพันธ์แนะนำ “กรมการปกครอง” และข้อมูลพื้นฐานในหน่วยงาน
อัตรากำลังของกรมการปกครอง ที่ปัจจุบันกรมการปกครองมีปลัดอำเภอปฏิบัติหน้าที่ทั่วประเทศไทยประมาณ 7,000 คน มีการแบ่งสัดส่วนอัตรากำลังดังนี้
1. สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน 17,743 (5%)
2. ข้าราชการ 14,074 (4%)
3. พนักงานราชการและลูกจ้าง 1,998 (1%)
4. ผู้ปกครองท้องที่ 294,598 (90%)
เตรียมสอบปลัดอำเภอ 
เตรียมสอบปลัดอำเภอ ที่ตั้งของกรมการปกครอง (ส่วนกลาง
1. กรมการปกครอง ถ.อัษฎางค์ (คลองหลอด)
2. กรมการปกครอง คลองหก ธัญบุรี
3. กรมการปกครอง ถ.พหลโยธิน (สน.อส.)
4. กรมการปกครอง คลองเก้า ลำลูกกา
5. กรมการปกครอง วังไชยา นางเลิ้ง
เตรียมสอบปลัดอำเภอ โครงสร้างกรมการปกครอง ส่วนภูมิภาค ระดับจังหวัด ที่ทำการปกครองจังหวัด มีอำนาจหน้าที่
1. ดำเนินการเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของกรมในพื้นที่อำเภอ/กิ่งอำเภอ
2. กำกับ ดูแล และสนับสนุนการปฏิบัติงานของที่ทำการปกครองอำเภอ/กิ่งอำเภอ
3. ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมายแบ่งสายงานการบังคับบัญชา
1. กลุ่มงานปกครอง
2. กลุ่มงานความมั่นคง
3. สำนักทะเบียนจังหวัด
4. กลุ่มงาน/ฝ่ายการสอบสวน และอำนวยความเป็นธรรม
5. กลุ่มงาน/ฝ่ายการเงินและบัญชีโดยแต่ละกลุ่มมีอำนาจหน้าที่ดังนี้
1. กลุ่มงานปกครอง มีหน้าที่ ดังนี้
– งานบริหารทั่วไป งานธุรการ และงานสารบรรณ
– การอำนวยการ ประสานงานและ ให้คำปรึกษาแนะนำในการบริหารราชการของ ที่ทำการปกครองอำเภอและกิ่งอำเภอ
– การบริหารการปกครองท้องที่ การบริหารงานกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และคณะกรรมการหมู่บ้าน
– การบริหารงานบุคคล
– การสอบสวนข้อเท็จจริงและการดำเนินการทางวินัย การร่วมดำเนินการทางคดีในกรณี ที่บุคลากรของกรมการปกครองถูกดำเนินคดีเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ทางคดีปกครองที่เกี่ยวข้องกับกรมการปกครอง
– การควบคุมกิจการที่มีผลกระทบต่อสังคมตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ โรงแรม อาวุธปืน การพนัน สมาคม มูลนิธิ เรี่ยไร โรงรับจำนำ และการขายทอดตลาดและค้าของเก่า การดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
– การจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด และการดูแลการจัดทำแผนพัฒนาอำเภอ2. กลุ่มงานความมั่นคง มีหน้าที่ ดังนี้
– การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายใน
– การจัดระเบียบสังคม
– งานกิจการชายแดน
– งานกิจการผู้อพยพ และชนกลุ่มน้อย
– การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและความขัดแย้งของประชาชนในพื้นที่
– งานกิจการหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง
– งานการข่าว
– งานกิจการอาสารักษาดินแดน
– งานด้านการสื่อสาร
– การดำเนินการเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด3. สำนักทะเบียนจังหวัด มีหน้าที่ ดังนี้
– การดำเนินการทางด้านการทะเบียนและรับผิดชอบ การดำเนินการตามหน้าที่ของสำนักทะเบียนจังหวัด
– การควบคุมดูแลการปฏิบัติงานด้านการทะเบียนและบัตรของสำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่น ในเขตจังหวัด
– การสนับสนุนการเลือกตั้งทุกระดับ
– การดำเนินการทางด้านบัตรประจำตัวประชาชนตามหน้าที่ของสำนักงานทะเบียนบัตรประจำตัวประชาชนในส่วนของจังหวัด4. กลุ่มงาน/ฝ่ายการสอบสวนและอำนวยความเป็นธรรม มีหน้าที่ ดังนี้
– การกลั่นกรองและเสนอคำวินิจฉัย การทำความเห็นแย้งพนักงานอัยการ
– การดำเนินการเกี่ยวกับ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และ พ.ร.บ.ความรับผิด ทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ที่เกี่ยวข้องกับกรมการปกครอง
– การให้คำปรึกษาแนะนำ ตรวจสอบและกลั่นกรองความเห็นทางกฎหมาย และปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการสืบสวนคดีอาญาในหน้าที่พนักงานฝ่ายปกครอง
– การสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร
– การสอบสวนตามนโยบายพิเศษ
– การควบคุมการสอบสวนคดีวิสามัญฆาตกรรม
– การควบคุมการสอบสวนคดีอาญาทั่วไป
– การชันสูตรพลิกศพ
– การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
– การดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองพยานในคดีอาญาและระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการคุ้มครองพยานในคดีอาญา5. กลุ่มงาน/ฝ่ายการเงินและบัญชี
5.1 กลุ่มงานการเงินและบัญชี มีหน้าที่ ดังนี้
– การจัดเก็บข้อมูล วิเคราะห์ประมาณการ เพื่อจัดทำงบประมาณ
– การจัดหาพัสดุ หรือการบริหารเกี่ยวกับวัสดุ ครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง
– การดำเนินการด้านการเงิน การบัญชี จัดทำแผน การตรวจสอบด้านการคลัง การบัญชี การเงิน การพัสดุ
– การให้คำแนะนำและตรวจสอบการดำเนินการทางด้านการเงินและบัญชีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น5.2 ฝ่ายการเงินและบัญชี มีหน้าที่ ดังนี้
– การดำเนินการเกี่ยวกับการเงินและบัญชี การงบประมาณ การพัสดุ และครุภัณฑ์
– งานการเงินตามโครงการพิเศษต่างๆ
เตรียมสอบปลัดอำเภอ ที่ทำการปกครองอำเภอ มีอำนาจหน้าที่
1. ดำเนินการเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของอำเภอ/นายอำเภอตามกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
2. ดำเนินการเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของกรมในพื้นที่อำเภอ
3. ดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของสำนักงานอำเภอ
4. ดำเนินงานเกี่ยวกับราชการอื่นที่มิใช่ของส่วนราชการใด ตามที่ได้รับมอบหมาย
5. ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาประกอบด้วยหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแล ดังนี้
1. สำนักงานอำเภอ
2. กลุ่มงาน/ฝ่ายบริหารงานปกครอง
3. ฝ่ายอำนวยความเป็นธรรมและการสอบสวน
4. ฝ่ายทะเบียนและบัตร
5. ฝ่ายความมั่นคงโดยแต่ละฝ่ายมีหน้าที่ดังนี้
1. สำนักงานอำเภอ มีหน้าที่ ดังนี้
– การจัดทำแผนพัฒนาอำเภอ
– การจัดทำข้อมูลเพื่อการบริหารการวางแผนและการประชาสัมพันธ์
– การจัดงานรัฐพิธีและงานประเพณีต่าง ๆ
– งานเลขานุการนายอำเภอ
– งานการเงินและบัญชี
– การดูแลรักษาพัสดุครุภัณฑ์
– งานบริหารทั่วไป งานธุรการและงานสารบรรณ2. กลุ่มงาน/ฝ่ายบริหารงานปกครอง มีหน้าที่ ดังนี้
– การบริหารการปกครองท้องที่ การบริหาร งานกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และคณะกรรมการหมู่บ้าน
– การบริหารงานบุคคล
– การร่วมดำเนินการทางคดีในกรณี ที่บุคลากรของกรมการปกครองถูกดำเนินคดีเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ทางคดีปกครองที่เกี่ยวข้องกับกรมการปกครอง
– การสนับสนุนการเลือกตั้งทุกระดับ
– การควบคุมกิจการที่มีผลกระทบต่อสังคมตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ โรงแรม อาวุธปืน การพนัน สมาคม มูลนิธิ เรี่ยไร โรงรับจำนำ และการขายทอดตลาดและค้าของเก่า3. ฝ่ายอำนวยความเป็นธรรมและการสอบสวน มีหน้าที่ ดังนี้
– การสืบสวนการสอบสวนคดีอาญาในพื้นที่ของพนักงานฝ่ายปกครอง
– การสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร
– การสอบสวนคดีละเมิดข้อบัญญัติท้องถิ่น การควบคุมการสอบสวนตามนโยบายพิเศษ
– การควบคุมการสอบสวนคดีวิสามัญฆาตกรรม การควบคุมการสอบสวนคดีอาญาทั่วไปตามที่ได้รับมอบหมาย
– การชันสูตรพลิกศพ
– การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
– การดำเนินการเกี่ยวกับพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ที่เกี่ยวข้องกับกรมการปกครอง4. ฝ่ายทะเบียนและบัตร มีหน้าที่ ดังนี้
– การดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร บัตรประจำตัวประชาชนและการทะเบียนอื่นที่
– การควบคุมการปฏิบัติงานการทะเบียนราษฎรในเขตอำเภอ
– การสนับสนุนการเลือกตั้งทุกระดับ5. ฝ่ายความมั่นคง มีหน้าที่ ดังนี้
– การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายใน
– การจัดระเบียบสังคม
– การสนับสนุนการสืบสวนสอบสวนคดีอาญาและการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครของพนักงานฝ่ายปกครอง
– การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและความขัดแย้งของประชาชนในพื้นที่
– งานกิจการชายแดน
– งานกิจการผู้อพยพและชนกลุ่มน้อย
– งานกิจการหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง
– งานการข่าว
– งานกิจการอาสารักษาดินแดน
– งานด้านการสื่อสาร
– การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
สวัสดิการ
1. การลา ได้แก่ ลาป่วย ลาคลอดบุตร ลากิจส่วนตัว ลาพักผ่อน การลาอุปสมบทหรือการลาไปประกอบพิธีฮัจจ์ ฯลฯ
2. ค่ารักษาพยาบาล ค่าเช่าบ้าน ค่าเล่าเรียนบุตร สวัสดิการเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย ค่าใช้จ่ายเดินทางไปราชการ ค่าตอบแทนฯ เงินช่วยเหลือ บริการด้านการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์กรมการปกครอง ฯลฯ เงินบำเหน็จบำนาญ
3. การชิดชูเกียรติและเครื่องราชอิสริยาภรณ์
เส้นทางความก้าวหน้า

เตรียมสอบปลัดอำเภอ สุดท้ายนี้หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับท่านที่เตรียมสอบปลัดอำเภอ พูดกันเฉพาะภาค ข. เพราะภาค ก. ไม่แน่ว่าจะจัดสอบร่วมให้หรือไม่ หากไม่เตรียมตัวแต่เนิ่นๆ ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะอ่านไม่ทัน ปกติหลังจากประกาศรับสมัครสอบท่านจะมีเวลาในการเตรียมความพร้อมเพียง 1-2 เดือนเท่านั้น เนื้อหาขอบเขตของข้อสอบก็ได้ทราบแล้วว่ามากมายมหาศาลขนาดไหน มีกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา วิ.แพ่ง วิ.อาญา หากท่านที่ไม่ได้จบนิติศาสตร์ (น.บ.) อาจจะเสียเปรียบในจุดนี้ แค่อ่านหรือท่องจำอย่างเดียวก็ไม่ได้ซะด้วย เพราะหากข้อสอบออกเป็นลักษณะของการสมมติเหตุการณ์แล้วให้วิเคราะห์ ถ้าไม่แม่นจริงก็จะทำให้เสียคะแนนได้ด้วย และยังมีส่วนสำคัญอีกส่วนคือการติดตามข่าวสารเหตุการณ์ปัจจุบัน ทั้งเรื่อง การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะในปีหน้าปลายปีที่ไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หากมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์หรือความเคลื่อนไหวใหม่จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง เพื่อให้ “ว่าที่ปลัดอำเภอ” ที่ได้อ่านมาจนถึงส่วนท้ายของบทความนี้ได้บรรจุและแต่งตั้งเป็น “ปลัดอำเภอ” สมดังใจปรารถนาทุกท่าน ^^
-
สำนักงาน.คณะกรรมการ.กฤษฎีกา – ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี

“สำนักงาน.คณะกรรมการ.กฤษฎีกา – ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี”
ลิงค์: https://iqepi.com/?p=15359 หรือ
ตำแหน่ง: ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี
ระดับการศึกษา:
อัตราเงินเดือน:
อัตราว่าง:
ปฏิบัติงานที่:
เปิดรับสมัครตั้งแต่: –
**ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**

(31 ส.ค.) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น นายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 24 ส.ค.2557 นั้น
บัดนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารประเทศสืบไปแล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีดังต่อไปนี้
1.พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
2.หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นรองนายกรัฐมนตรี
3.นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี
4.พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
5.นายวิษณุ เครืองาม เป็นรองนายกรัฐมนตรี
6.หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
7.นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
8.พลเอก อุดมเดช สีตบุตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม
9.นายสมหมาย ภาษี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
10.นายดอน ปรมัตถ์วินัย เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
11.นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
12.พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
13.นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
14.พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
15.นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
16.พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
17.นายพรชัย รุจิประภา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
18.นายณรงค์ชัย อัครเศรณี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
19.พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
20.นางอภิรดี ตันตราภรณ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
21.พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
22.นายสุธี มากบุญ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
23.พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
24.พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
25.นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
26.นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
27.พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
28.นายกฤษณพงศ์ กีรติกร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
29.พลโท สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
30.นายรัชตะ รัชตะนาวิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
31.นายสมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
32.นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ เป็นปีที่ ๖๙ ในรัชกาลปัจจุบัน
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี
ประวัติคณะรัฐมนตรีประยุทธ์1
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม“พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์” วัย 69 ปี ผู้นี้ เคยดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปี 2551-2554 และอดีต ผบ.ทบ.สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ปี 2547-2548 แม้จะไม่ปรากฏตัวบ่อยนัก แต่ก็เป็นที่รู้ทั่วกันว่า “บิ๊กป้อม” เป็นผู้มีบทบาทสำคัญทางการเมืองและการทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการยึดอำนาจการปกครองในครั้งนี้ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ“หม่อมอุ๋ย” ในวัย 67 ปี อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ปี 2534 อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ปี 2544 สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และอดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ปี 2550นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรีนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นสาขาเคมี วัย 70 ปี ผู้นี้ เป็นหลานของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มีบทบาทสำคัญในแวดวงวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของไทย จากผลงานสำคัญคือ ค้นพบกลไกการดื้อยาของเชื้อมาลาเรีย เคยดำรงตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์ฯ สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ“บิ๊กเจี๊ยบ” เพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 กับ พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด และรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเจ้าของฉายา “เนติบริกร” วัย 62 ปี อดีตอาจารย์กฎหมายที่ผันตัวมาเป็นข้าราชการพลเมืองสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย นอกจากนี้ยังเป็นสมาชิกวุฒิสภา คณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ รับผิดชอบงานเกี่ยวกับกฎหมายของรัฐบาล ต่อมาหลังการรัฐประหารปี 2549 ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯจบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหารคิงส์ ประเทศออสเตรเลีย โดยสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีทางวิทยาศาสตร์ และปริญญาโททางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยบริกแฮมยัง สหรัฐอเมริกา และเข้าศึกษาหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์ไทย-ญี่ปุ่น เปรียบเทียบ ณ มหาวิทยาลัยโซเฟีย ประเทศญี่ปุ่นผ่านการศึกษาหลักสูตร “นักปกครองชั้นสูง” จากวิทยาลัยมหาดไทย และหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 2550เข้ารับราชการในตำแหน่งอาจารย์ของกองทัพบก จากนั้นได้โอนย้ายมารับราชการสังกัดกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เติบโตตามสายราชการตามลำดับ และเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ จนกระทั่งในเดือนตุลาคม พ.ศ.2555 จึงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และในปี 2557 คสช.แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อีกหน้าที่หนึ่ง รวมทั้งเป็นหนึ่งในทีมตรวจสอบสต็อกโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดที่แล้ว ด้วยนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีแบบไม่มีใครคาดคิด รับราชการในหน่วยงานนี้มานาน และมีกระแสข่าวว่ามีความคุ้นเคยกับหัวหน้า คสช.มากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จึงได้รับหน้าที่เสนาบดีในคราวนี้พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมรองผู้บัญชาการทหารบก เลขาธิการ คมช. ว่าที่ผบ.ทบ. อดีตเสนาธิการทหารบก อดีตแม่ทัพภาคที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2498 “บิ๊กโด่ง” เป็นบุตรของ พล.อ.เลิศรบ สีตบุตร กับ นางประณีต สีตบุตร มีพี่ชาย 1 คน คือ พล.อ.อ.ไพศาล สีตบุตร นักเรียนเก่าโรงเรียนเซนต์คาเบรียล เตรียมทหารรุ่นที่ 14 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 25 เป็นน้องรักของบิ๊กตู่นายสมหมาย ภาษี รมว.คลังเมื่อวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 หรือที่เรียกว่า วิกฤติต้มยำกุ้ง นั้น เขาเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ที่ปรึกษานายทนง พิทยะ อดีต รมว.คลัง สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ไปเจรจากับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และธนาคารโลก ต่อมาเป็นรองปลัดกระทรวงการคลัง ดูแลกรมภาษี เกษียณอายุราชการปี 2547 ต่อมาสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ เขาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ทำงานกับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ไม่ต่างจากครั้งนี้นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมช.ต่างประเทศนักเรียนเก่าสวนกุหลาบวิทยาลัย และคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ (เรียน 1 ปี พ.ศ.2510-2511/รุ่น 20 ก่อนรับทุน ก.พ.เรียนต่อสหรัฐ) UCLA (ปริญญาตรีและโท) Fletcher School of Law and Diplomacy, Tufts University (ปริญญาโท) และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.36/ปรอ.6 หรือ วปรอ.366) รับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศอายุงาน 36 ปี ทำงานตั้งแต่รัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ จนถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถือว่าเป็นนักการทูตชั้นนำของกระทรวงบัวแก้วที่มีคุณภาพคนหนึ่ง การเข้าร่วมรัฐนาวาประยุทธ์ 1 คราวนี้ ต้องดูว่าท่านทูตดอนจะอาศัยประสบการณ์ที่ผ่านมาชี้แจงนานาประเทศให้เข้าใจ และร่วมงานกับประเทศไทยได้ดังเดิมหรือไม่นางกอบกาญจน์ สุริยสัตย์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา“คุณน้อง” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด และรองประธานกรรมการหอการค้าไทยพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์“บิ๊กอู๋” ผบ.ตร. ปฏิบัติหน้าที่รองหัวหน้า คสช. และหัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ คสช. เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 29 เคยเป็น 1 ใน 7 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติสายตำรวจ เมื่อปี 2549 อดีตเลขาธิการ ป.ป.ส. ก่อนจะมานั่ง ผบ.ตร.นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2541-2546 และอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปี 2547-2550 ในสมัยรัฐบาลนายชวน พ.ต.ท.ทักษิณ และพล.อ.สุรยุทธ์ ปัจจุบันอายุ 67 ปี ทั้งนี้ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปี 2555 เขาเป็นประธานกรรมการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคมผู้บัญชาการทหารอากาศ และรองหัวหน้า คสช. เป็นหัวหน้ารับผิดชอบฝ่ายเศรษฐกิจ เขาเป็นเตรียมทหารรุ่น 13 พล.อ.อ.ประจิน หรือ “บิ๊กจิน” เป็นรุ่นน้องทหารอากาศคนสนิทของ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ อดีต ผบ.ทอ.ประวัติไม่ธรรมดา เป็น 1 ใน 6 นักบินเอฟ 16 รุ่นแรกของกองทัพอากาศ และเป็น ดร.ประจิน โดยสำเร็จการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิตจากสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปี 2556นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคมนักเรียนเก่าโรงเรียนอำนวยศิลป์ ปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ วิลเลียมส์ คอลเลจ, สหรัฐอเมริกาเติบโตในสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จนได้เป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทั้งนี้ หลังการยึดอำนาจได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิก สนช. และได้ลาออกในที่สุดพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม“บิ๊กหนุ่ย” อายุ 61 ปี เพื่อนร่วมรุ่น พล.อ.ประยุทธ์ เคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปี 2549 และอดีตรองผู้บัญชาการทหารบก มีบทบาทในการวางแผนกระชับพื้นที่ช่วงการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้าน เผด็จการแห่งชาติ ปี 2553 ในตำแหน่งเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)พล.อ.ดาว์พงษ์ เป็นกรรมการมูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร เป็นประธานกรรมการ และมีนายทหารระดับผู้ใหญ่อีกหลายคนเป็นกรรมการ เช่น พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.อนุพงษ์ เป็นต้นนายพรชัย รุจิประภา รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)อดีตปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงาน สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ปี 2551 ก่อนหน้านี้เคยเป็นประธานกรรมการ และกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์นอกจากนี้ยังเป็นประธานกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ถึงรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงานนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์และการเงิน อายุ 69 ปี อดีต รมว.พาณิชย์ สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต นอกจากนั้นยังเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปี 2549 ก่อนหน้านี้เคยเป็นกรรมการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประธานกรรมการบริหารธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกแห่งประเทศไทย หรือ เอ็กซิมแบงก์ และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์เพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 (จปร.23) กับ พล.อ.ประยุทธ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ทบ. 1 ใน 5 เสือ ทบ. และรองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. ตำแหน่งนี้ได้มาเพราะอดีตเคยดำรงตำแหน่งที่รับผิดชอบไม่ต่างจาก “พ่อบ้าน” ทบ. ไม่ว่าจะเป็นเจ้ากรมการเงินทหารบก รองปลัดบัญชีทหารบก ผู้ช่วย เสธ.ทบ. ฝ่ายส่งกำลังบำรุง และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ททบ.5นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมช.พาณิชย์เจ้าของสมญา “วีรสตรี อีอ็อกชั่น” เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่สำคัญเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ)พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย“บิ๊กป๊อก” เตรียมทหารรุ่น 10 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และถือว่าเป็นพี่รองแห่งบูรพาพยัคฆ์ เขาเป็นหนึ่งในทหารที่ร่วมรัฐประหารปี 2549 ต่อมาได้เป็น ผบ.ทบ. ต่อจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินพล.อ.อนุพงษ์ เป็น ผบ.ทบ.ในช่วงเปลี่ยนผ่านนายกรัฐมนตรีถึง 4 คน ได้แก่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก่อนส่งไม้ต่อให้น้องคนสนิทอย่าง พล.อ.ประยุทธ์นายสุธี มากบุญ รมช.มหาดไทยจบการศึกษาปริญญาตรีรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือในสายการปกครองเรียกกันว่า “สิงห์ดำ” ลูกหม้อมหาดไทยขนาดแท้ เพราะเริ่มรับราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอ และเติบโตในสายงานเรื่อยมาจนได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด อาทิ ยโสธร อุบลราชธานี และรองปลัดกระทรวงมหาดไทยพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม“บิ๊กต๊อก” รอง ผบ.ทบ. และหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 15 รุ่นเดียวกับ พล.ท.ปรีชา จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 3 และพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ว่าที่ ผบ.ตร. ล่าสุดพ้นจากไลน์ 5 เสือ ทบ.ไปนั่งตำแหน่งรองปลัดกระทรวงกลาโหมพล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.แรงงาน“บิ๊กเต่า” จะเกษียณอายุราชการกันยายนนี้ เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 อีกคนของ พล.อ.ประยุทธ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม และประธาน “กลุ่มงานสร้างความปรองดองและการปฏิรูป” ของ คสช.นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรมอดีตปลัดกระทรวงวัฒนธรรม อายุ 63 ปี จบการศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และคว้าปริญญาโทคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับราชการในกระทรวงนี้และผ่านงานอธิบดีกรมศิลปากรมาแล้ว รวมทั้งได้รับรางวัลด้านต่างๆ มากมายนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่ง ชาติ และยังเป็นประธานบอร์ดการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคตามคำสั่ง คสช. ถือว่าเป็บุคคลชั้นนำของเมืองไทยในแวดวงไอทีและการศึกษา การที่ พล.อ.ประยุทธ์เลือกเข้ามาช่วยงานในตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น ถือว่าเป็นการได้เทคโนแครตคนหนึ่งของเมืองไทยมาทำงานในภาวะไม่ปกติเช่นนี้พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาธิการ“บิ๊กเข้” ผู้บัญชาการทหารเรือ และรองหัวหน้า คสช. ดูแลฝ่ายสังคมจิตวิทยา เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 13 รุ่นเดียวกับ พล.อ.อ.ประจินดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร รมช.ศึกษาธิการเกิด 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2489 ที่ปรึกษาโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี บุตรของ นายเกรียง กีรติกร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เคยได้รับรางวัลพระราชทาน เนื่องในการสอบได้เป็นที่ 1 ของประเทศไทย ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สายวิทยาศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ.2507 ถือว่าเป็นเทคโนแครตด้านการศึกษาคนหนึ่งของเมืองไทยที่น่าจับตาว่าจะช่วยการ ปฏิรูปการศึกษาของชาติต่อไปอย่างไรพล.ท.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ“บิ๊กน้อย” รองเสนาธิการ ทบ. และรองหัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา คสช. เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 14 หรือนักเรียนนายร้อย จปร.รุ่น 25 รุ่นเดียวกับ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ว่าที่ ผบ.ทบ.ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุขอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย จบการศึกษาจาก Fellow of the American College of Endocrinology, Fellow in Endocrinology, University of Massachusetts Medical School, U.S.A., อนุมัติบัตรผู้เชี่ยวชาญสาขาต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม จากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ, วุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล และแพทยสภา, อนุมัติบัตรสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว จากแพทยสภา, ประกาศนียบัตรชั้นสูงสาขาอายุรศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล, แพทยศาสตรบัณฑิต จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลภายหลังการยึดอำนาจ ศ.นพ.รัชตะ ได้แต่งตั้งเป็นสมาชิก สนช. และลาออกในที่สุดในช่วงวิกฤติการเมืองปี 2556-2557 ศ.นพ.รัชตะ ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย มีแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการทำหน้าที่รัฐบาลรักษาการ หลังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยุบสภาไปเมื่อเดือนธันวาคม 2556นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รมช.สาธารณสุขนายแพทย์นักวิชาการคนนี้ อายุ 61 ปี รับราชการในกระทรวงสาธารณสุขมานาน มีบทบาทในคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ และเลขานุการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาตินายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรมอดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมหลายสมัย ปัจจุบันอายุ 65 ปี เคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ หลายหน่วยงานทั้งในภาครัฐและเอกชน เช่น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการอิสระและกรรมการสรรหา บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นต้น
วันที่ 4 กันยายน 2557 เมื่อเวลา 18.03 น. ที่รพ.ศิริราช พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะคสช. นำคณะครม.ชุดใหม่จำนวน 32 คน 34 ตำแหน่ง เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเข้ารับตำแหน่งหน้าที่ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ณ รพ.ศิริราช
สมัครงาน สำนักงาน.คณะกรรมการ.กฤษฎีกา งานราชการ สำนักงาน.คณะกรรมการ.กฤษฎีกา รับสมัคร สอบ สำนักงาน.คณะกรรมการ.กฤษฎีกา 2557 สอบ สำนักงาน.คณะกรรมการ.กฤษฎีกา 57 สำนักงาน.คณะกรรมการ.กฤษฎีกา เปิดสอบ
วิธีการสมัครงาน สำนักงาน.คณะกรรมการ.กฤษฎีกา :
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ:
สอบวันที่:
ประกาศผลสอบ:
ดาวน์โหลดรายละเอียด/ประกาศรับสมัครสอบ คลิกที่นี่!! -
สรุปสาระสำคัญ รธน. (ชั่วคราว) 57 – สำนักเลขาธิการ คณะรักษาความสงบแห่งชาติสรุปสาระสำคัญ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว2557

“สรุปสาระสำคัญ รธน. (ชั่วคราว) 57 – สำนักเลขาธิการ คณะรักษาความสงบแห่งชาติสรุปสาระสำคัญ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว2557”
ลิงค์: https://iqepi.com/?p=14550 หรือ

สำนักเลขาธิการ คณะรักษาความสงบแห่งชาติสรุปสาระสำคัญ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว2557
เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2557 คณะทำงานด้านกฎหมายส่วนงานรักษาความสงบ สำนักเลขาธิการ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้..
สรุปสาระสำคัญของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 โดยมีรายละเอียดดังนี้
1.พระมหากษัตริย์
-บทบัญญัติของหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ยังคงใช้บังคับอยู่ต่อไป
-ทรงใช้อำนาจอธิปไตยทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และศาล
-ทรงมีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
-ทรงมีพระราชอำนาจในการยับยั้งร่างกฎหมายและร่างรัฐธรรมนูญ
-ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการตราพระราชกำหนดและพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ ทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศ และแต่งตั้งข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
-ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการอื่นตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
2.คณะองคมนตรี
-เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งยังคงใช้บังคับอยู่ต่อไป
3.สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
-สมาชิกจำนวนไม่เกิน 220 คน
-หัวหน้า คสช. คัดเลือกจากบุคคลภาคส่วนต่างๆ แล้วนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงแต่งตั้ง
-สมาชิกต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี รวมทั้งต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนด เช่น ต้องไม่ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองภายในเวลาสามปีก่อนวันที่ได้รับการแต่ง ตั้ง
-จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติในขณะเดียวกันไม่ได้
-สมาชิก สนช. ไม่น้อยกว่า 25 คน มีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติ
4.คณะรัฐมนตรี
-ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีหนึ่งคน และรัฐมนตรีอื่นอีกจำนวนไม่เกิน 35 คน
-พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามมติของ สนช. แต่งตั้งรัฐมนตรีตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี
-คณะรัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่
-นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งตามมติของ สนช. ที่เสนอโดย คสช.
-นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี และสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า รวมทั้งต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนด เช่น ต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองภายในเวลาสามปี ก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้ง
-นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิก สนช. สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
5.คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
-ประกอบด้วยบุคคลตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 6/2557
-ในกรณีจำเป็น สามารถเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมผู้ดำรงตำแหน่งใน คสช. ได้ แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 15 คน และสามารถกำหนดให้หน่วยงานใดทำหน้าที่หน่วยธุรการของ คสช. ได้ตามที่เห็นสมควร
-สามารถแจ้งให้ ครม. ทราบ เพื่อดำเนินการใดๆ ที่เห็นสมควรได้
-ก่อนที่ ครม. จะเข้ารับหน้าที่ อำนาจของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเป็นของหัวหน้า คสช.
-ในกรณีจำเป็น เช่น เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูป เพื่อความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคง หัวหน้า คสช. โดยความเห็นชอบของ คสช. มีอำนาจสั่งการ ระงับยับยั้ง หรือกระทำการใดๆ ได้ และให้ถือว่าการนั้นชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และเป็นที่สุด แต่ให้รายงานให้ประธาน สนช. และนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว
6.สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
-ประกอบด้วยสมาชิก จำนวนไม่เกิน 250 คน ซึ่ง คสช. คัดเลือกจากรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาเสนอ โดยในจำนวนนี้ให้คัดเลือกจากบุคคลที่คณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัดเสนอ จังหวัดละหนึ่งคน
-สมาชิกต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปี รวมทั้งต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนด เช่น ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
-ให้มีคณะกรรมการสรรหาบุคคลด้านต่าง ๆ 11 คณะ และให้มีคณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัด ๆ ละ 1 คณะ เพื่อสรรหาจากบุคคลซึ่งมีภูมิลำเนาในจังหวัดนั้น ๆ
-รายละเอียดกระบวนการสรรหาและคัดเลือกเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา
-อำนาจหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ
(1)จัดทำแนวทางและข้อเสนอการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ เพื่อเสนอ สนช. ครม. คสช. หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง และถ้าเห็นว่าจำเป็นต้องตรากฎหมาย ก็เสนอร่างกฎหมายนั้นต่อ สนช. หรือ ครม. ได้ด้วย
(2)เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
(3)พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทำขึ้น
-ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในรัฐธรรมนูญฉบับถาวร
7.คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
-ประกอบด้วยกรรมาธิการ จำนวน 36 คน ดังนี้
(1) ประธานกรรมาธิการตามที่ คสช. เสนอ
(2) กรรมาธิการ จำนวน 20 คน ตามที่สภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอ
(3) กรรมาธิการตามที่ สนช. ครม. และ คสช. เสนอฝ่ายละ 5 คน
-ต้องไม่เป็นสมาชิกและไม่ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองภายในเวลาสามปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้ง
-ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติต้องแต่งตั้งกรรมาธิการฯ ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมสภาปฏิรูปฯ เป็นครั้งแรก
-ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายในสองปีนับแต่วันที่พ้นจากการเป็นกรรมาธิการยกร่างฯ
-ต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน ถ้าทำไม่เสร็จต้องพ้นจากตำแหน่งและจะกลับมาเป็นอีกไม่ได้
8.กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ
-ให้สภาปฏิรูปฯ ส่งความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ภายใน 60 วันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมสภาปฏิรูปฯ เป็นครั้งแรก
-คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 120 วันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นหรือข้อเสนอแนะของสภาปฏิรูปฯ
-คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำเสร็จแล้วให้สภาปฏิรูปฯ ครม. และ คสช.
-สภาปฏิรูปฯ มีเวลาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ 10 วัน แล้วมีเวลายื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมภายใน 30 วัน ครม. หรือ คสช. ก็สามารถเสนอความเห็นหรือยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมได้ภายใน 30 วัน
-คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ต้องพิจารณาคำขอแก้ไขเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน
-สภาปฏิรูปฯ พิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับภายใน 15 วัน
-กรณีเห็นชอบ ให้ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาตินำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้
-รวมระยะเวลาทั้งสิ้น ประมาณ 10 เดือน นับแต่วันที่สภาปฏิรูปฯ เริ่มประชุมครั้งแรก
-กรณีสภาปฏิรูปฯ ไม่เห็นชอบหรือพิจารณาไม่แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนด หรือพระมหากษัตริย์ไม่เห็นชอบด้วย ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป และต้องแต่งตั้งสภาปฏิรูปฯ และคณะกรรมาธิการฯ ชุดใหม่ขึ้นมาแทน โดยที่คนเดิมจะกลับมาเป็นอีกไม่ได้
-กรณีคณะกรรมาธิการฯ ยกร่างไม่แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด ให้แต่งตั้งกรรมาธิการชุดใหม่ขึ้นมาแทนภายใน 15 วัน โดยที่คนเดิมจะกลับมาเป็นอีกไม่ได้
9.อื่นๆ
-ครม. และ คสช. สามารถร่วมกันเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) นี้ ต่อ สนช. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของสมาชิก สนช. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
-ให้บรรดาประกาศและคำสั่ง คสช. ที่มีระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จนถึงวันที่ ครม. เข้ารับหน้าที่ รวมทั้งการกระทำตามประกาศและคำสั่งดังกล่าว ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และเป็นที่สุด และให้บรรดาประกาศและคำสั่ง คสช. ที่ยังใช้บังคับอยู่มีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยก เลิก
-นิรโทษกรรมให้แก่บรรดาการกระทำทั้งหลายของหัวหน้าและ คสช. รวมทั้งบุคคลต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน ไม่ว่าจะกระทำในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ก่อนวันนั้น หรือหลังจากวันนั้น ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง
ที่มา: โพสท์ทูเดย์
สรุปประเด็นสำคัญ รธน.(ชั่วคราว) 57 ที่เปลี่ยนแปลงจาก รธน. ฉบับเดิม
มาตรา 5. กรณีไม่มีบทบัญญัติให้วินิจฉัยไปตามประเพณีการปกครองฯ (ม.7 ตาม รธน.ปกติ) แต่เพิ่ม
-กรณีเกี่ยวกับงานของสภานิติบัญญัติ ให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วินิจฉัย
-กรณีนอกงานของ สภานิติบัญญัติ คสช. ครม. ศาล ให้ศาลรธน. วินิจฉัย
-กรณีของ ศาลฎีกา หรือ ศาลปกครอง ให้เป็นหน้าที่ของที่ประชุมใหญ่แต่ละศาล (กรณีที่เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดี)
เกี่ยวกับ สนช.
-มีไม่เกิน 220 คน
-คสช. แต่งตั้งเป็นคนแต่งตั้ง ดูจากความสามารถความหลากหลาย
-ต้องไม่เคยดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองเป็นเวลา 3 ปี ,ไม่เป็นพระ/ นักบวช,ไม่ล้มละลาย, ไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรืออยู่ระหว่างนั้น,ไม่เคยถูกให้ออกจากราชการจากกรณีทุจริต ,ไม่เคยถูกคำพิพากษายึดทรัพย์จากคดีทุจริต หรือทำผิดต่อหน้าที่,ต้องไม่เคยติดคุกเว้นแต่เป็นความผิดลหุโทษ ,ต้องไม่เป็น สภาปฏิรูปหรือรัฐมนตรี
-ไม่ห้าม คสช. ไม่ห้ามข้าราชการประจำ **
-พ้นจากตำแหน่งเมื่อ ตาย ,ลาออก ,คสช.ปลด ,มีลักษณะต้องห้าม ,สนช.มีมติปลดกันเอง,ขาดประชุมเกินกำหนด
-ทำหน้าที่แทน สภาผู้แทน และ วุฒิสภา ,ตรากฎหมาย
-เปิดอภิปราย นายกฯ หรือ รัฐมนตรีได้ แต่ลงมติไม่ไว้วางใจไม่ได้
-ตั้งนายกฯ
เกี่ยวกับ นายกฯ และ ครม.
– นายกฯ 1 คน รัฐมนตรีไม่เกิน 35 คน
– นายกฯตั้งโดย สนช. ครม. ตั้งโดย นายกฯ
– ประธาน สนช. ปลดนายกฯได้ , นายกฯปลดรัฐมนตรีได้
– คุณสมบัติ สัญชาติไทยโดยการเกิด, อายุเกิน 40 , จบปปริญญาตรี ,ไม่เป็นสมาชิกพรรคกรเมืองภายใน 3 ปี ,ไม่เป็น สนช. สภาปฏิรูป กมธ.ยกร่าง รธน. สมาชิกสภาท้องถิ่น กรรมการองค์กรอิสระ ผู้พิพากษา
– ไม่ห้าม คสช. หรือ ข้าราชการประจำ
– อำนาจเป็นไปตาม ครม. ปกติ
เกี่ยวกับ สภาปฏิรูป
-มีจำนวนไม่เกิน 250 คน
-คสช. ถวายคำแนะนำในการตั้ง
-คุณสมบัติเหมือน สนช. แต่เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้ (เปิดโอกาสนักการเมืองร่วม)
-วิธีสรรหา
oจังหวัด สรรหา
oกรรมการสรรหากลุ่มปฏิรูป 11 กลุ่ม
oให้ คสช. คัดเลือกเหลือ 250 คน โดยต้องมีจากจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน
-หน้าที่ศึกษา และ จัดทำแนวทางปฏิรูป เสนอความเห็นต่อ กมธ.ยกร่าง รธน. และเห็นชอบร่าง รธน.ฉบับใหม่
-ทำข้อเสนอจัดทำต่อ กมธ.ยกร่าง รธน. ภายใน 60 วัน นับจากประชุมครั้งแรก
เกี่ยวกับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
-จำนวน 36 คน
-ประธาน 1 คน คสช. เป็นคนเสนอ
-ประกอบด้วย สภาปฏิรูปเสนอ 20 คน , สนช.เสนอ 5 คน , ครม. เสนอ 5 คน คสช. เสนอ 5 คน
-ตั้งให้ได้ภายใน 15 วัน จากการประชุมสภาปฏิรูปครั้งแรก
-คุณสมบัติ ต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งางการเมือง แต่เป็น คสช. สนช. หรือสภาปฏิรูปได้ ,ไม่เป็นสมาชิกพรรคหรือดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองภายใน 3 ปี คุณสมบัติคล้ายสมาชิกสภาปฏิรูป ,ไม่เป็นผู้พิพากษาหรือดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
-ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือภายในสองปี หลัง พ้นจากตำแหน่ง
เกี่ยวกับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ
-ให้ร่าง รธน.ให้เสร็จใน 120 วัน นับแต่ได้รับความเห็นจากสภาปฏิรูป
oสภาปฏิรูป ต้องประชุมเพื่อพิจารณา เสนอแนะหรือให้คามเห็นให้แล้วเสร็จใน 10 วัน
oสภาปฏิรูปขอแก้ไขเพิ่มเติมได้อีก มีเวลา 30 วัน
-กมธ.ยกร่างฯ เสนอร่างให้ ครม. คสช. พิจารณาและ ขอแก้ไขเพิ่มเติมใน 30 วัน
-กมธ.ยกร่างแก้ไขเพิมเติมให้เสร็จภายใน 60 วัน นับจากวันครบกำหนดการยื่นแก้ ก่อนส่งให้สภาปฏิรูป
-สภาปฏิรูปต้องมีมติภายใน 15 วัน (แก้ไข เพิ่มเติมไม่ได้ เว้นแต่ไม่สาระสำคัญ หรือ กมธ.ยกร่างเห็นควรให้แก้ไขเพิ่มเติม)
-หากเห็นชอบ ให้นำขึ้นทูลเกล้าใน 30 วัน
-หากไม่เห้นชอบก็ให้ร่าง รธน. ตกไป และให้เริ่ม สภาปฏิรูปและ กมธ.ยกร่าง สิ้นสุดลง และเริ่มกระบวนการใหม่
-หาก รธน. ผ่าน ให้ กมธ.ยกร่างยังอยู่ เพื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมีเรื่องดังนี้
-รับรองความเป็นราชอาณาจักรแบ่งแยกมิได้
-สร้างกลไกตรวตจสอบ และขจัดการทุจริต
-สร้างกลไก ในการตรวจสอบผู้เคยถูกคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายเรื่องการทุจริต ไม่ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด
-สร้างกลไกให้เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พรรคการเมือง ไม่ถูกครอบงำหรือชี้นำจากบุคคลใดโดยไม่ชอบ
-สร้างกลไกเสริมสร้างความเข้มแข็งหลักนิติธรรม คุณะรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล
-สร้างกลไกป้องกันนโยบายประชานิยมที่สร้างความเสียหาย
-สร้างกลไกป้องกันมิให้ทำลายหลักการสำคัญของ รธน.
-สร้างกลไกผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสำคัญต่อไป
-พิจารณาความจำเป็นและความคุ้มค่าขององค์กรอิสระ
คสช.
-ให้ คสช. อยู่ต่อไป
-มีไม่เกิน 15 คน
-หากเห็นสมควร หัวหน้า คสช. หรือ นายกฯ อาจขอให้ประชุมร่วม คสช. – ครม. เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบหรือความมั่นคง หรือเรื่องอื่น
-ยังคงอำนาจ ตรากฎหมาย ช่วงยังไม่มี สนช.
-กรณีที่หัวหน้า คสช. เห็นจำเป็น มีอำนาจสั่งการ ระงับ ยับยั้ง การกระทำ ใม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทาง นิติบัญญัติ บริหารหรือ ตุลาการ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำของ คสช. ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ (คสช.มีอำนาจเหนือ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ)
ศาลรธน.
-ยังคงมีอยู่ มีอำนาจหน้าที่พิจารณาว่ากฎหมายใดขัด รธน.
การแก้ รธน.
คสช. ครม. มีมติร่วมกันแก้ไข รธน. ฉบับนี้ได้
นิรโทษกรรม
-นิรโทษกรรมการกระทำและคำสั่ง คสช. ตั้งแต่ 22 พ.ค. – วันที่ ครม. เข้ารับตำแหน่ง
ที่มา: เนชั่นทีวี
สรุปสาระสำคัญ by..ไทยรัฐ
สาระสำคัญ แต่งตั้ง สนช.จำนวน 220 คน คุณสมบัติจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี และไม่เป็นผู้ที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง-ไล่ออกจากราชการ
วันนี้ (22 ก.ค.57) ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 และได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา แล้วนั้น เบื้องต้นจากการตรวจสอบมีเนื้อหาสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้ รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 มีเนื้อหาทั้งหมด 48 มาตรา โดยมีสาระสำคัญในการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งจะทำหน้าที่ออกกฎหมาย จำนวน 220 คน โดยจะต้องมีคุณสมบัติ อาทิ มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี ต้องไม่เป็นผู้ที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ต้องไม่เป็นผู้ที่เคยถูกไล่ออกจากราชการ และต้องไม่เคยถูกพิพากษาให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน โดยให้หัวหน้า คสช. เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง สนช. ประธาน สนช. และ รองประธาน สนช.
ขณะที่ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งจะทำหน้าที่คล้ายสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) คือพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอมา และยังมีหน้าที่กำหนดวาระการปฏิรูปประเทศ จะมีทั้งสิ้น 250 คน ซึ่งจะต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี โดยมีคุณสมบัติต้องห้าม เช่นเดียวกับ สนช. นอกจากนี้ยังได้กำหนดให้มี คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 36 คน ประกอบด้วย ประธาน กมธ. 1 คนโดย คสช.เป็นผู้เสนอ ที่เหลือให้ สปช.เสนอจำนวน 20 คน อีก 15 คนให้ สนช. คณะรัฐมนตรี และ คสช.เสนอฝ่ายละ 5 คน ทั้งนี้ได้กำหนดให้ กมธ.ยกร่างให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน รวมไปถึงกำหนดห้าม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญดำรงตำแหน่งทางการเมืองในระยะเวลา 2 ปีหลังจากพ้นตำแหน่ง
ด้าน การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีนั้น ได้กำหนดให้ สนช.ลงมติเพื่อทูลเกล้าฯ ผู้ที่เหมาะสมเป็นนายกฯ แก่พระมหากษัตริย์ รวมไปถึงรัฐมนตรีไม่เกิน 35 คน โดยได้กำหนดคุณสมบัติสำหรับผู้ที่มาเป็นนายกฯและรัฐมนตรีไว้ว่า ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองในระยะเวลา 3 ปี ก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้ง รวมไปถึงต้องไม่เป็น สนช. สปช. กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษา ตุลาการ อัยการ กรรมการในองค์กรอิสระต่างๆ ด้วย
นอกจากนี้ จะยังคงอำนาจ ของ คสช. ควบคู่ไปกับรัฐบาล โดยฝ่ายบริหาร คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับผิดชอบงานเฉพาะด้านการบริหาร ขณะที่ คสช. จะรับผิดชอบงานด้านความมั่นคง
ขณะที่การแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรี นั้น จะมาจากการแต่งตั้งโดย สนช. ส่วนรัฐมนตรีคนอื่นๆ นายกฯ จะเป็นผู้เสนอแต่งตั้ง
สมัครงาน สรุปสาระสำคัญ รธน. (ชั่วคราว) 57 งานราชการ สรุปสาระสำคัญ รธน. (ชั่วคราว) 57 รับสมัคร สอบ สรุปสาระสำคัญ รธน. (ชั่วคราว) 57 2557 สอบ สรุปสาระสำคัญ รธน. (ชั่วคราว) 57 57 สรุปสาระสำคัญ รธน. (ชั่วคราว) 57 เปิดสอบ
ดาวน์โหลด รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับ ชั่วคราว คลิกที่นี่
-
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ – ข้อมูลโครงการ CRIMES ที่จะเปิดสอบ ขรก.ตำรวจ 5,000 อัตรา

“สำนักงานตำรวจแห่งชาติ – ข้อมูลโครงการ CRIMES ที่จะเปิดสอบ ขรก.ตำรวจ 5,000 อัตรา”
ลิงค์: https://iqepi.com/?p=14430 หรือ
ตำแหน่ง: ข้อมูลโครงการ CRIMES ที่จะเปิดสอบ ขรก.ตำรวจ 5,000 อัตรา
ระดับการศึกษา: ปริญญาตรี
อัตราเงินเดือน:
อัตราว่าง: 5,000
ปฏิบัติงานที่:
เปิดรับสมัครตั้งแต่: –
**ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**

จากสรุปข้อสั่งการในการประชุม ศปก.ตร. ครั้งที่ 1096/57 (251) (228) เมื่อวันศุกร์ที่ 4 ก.ค. 2557 ณ ห้องประชุม ศปก.ตร. โดยมี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รรท.ผบ.ตร. เป็นประธาน ข้อสั่งการข้อที่ 3 ระบุว่า มอบ ปบช.สกพ. พิจารณาหลักเกณฑ์การรับสมัครบุคคลภายนอก วุฒิ ปริญญาตรี เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวน ประเภทไม่มียศ จำนวน 5,000 อัตรา ที่ คสช. อนุมัติให้เพิ่มเติม โดยสรรหาจากบุคลในพื้นที่ เพื่อปฏิบัติงานในสายอำนวยการสนับสนุนและเทคโนโลยีของสถานีตำรวจ ในโครงการ CRIMES โดย ผบช.สกพ., ผบก.ทพ. และ ผบก.อต. เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ
เห็นคำว่า “โครงการ CRIMES” ก็คิดว่าบางท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าคืออะไร (เพราะส่วนตัวก็ไม่ทราบเช่นกัน^^) จึงพยายามสืบค้นดู เผื่อว่าหากจะสอบเป็นข้าราชการตำรวจในโครงการ CRIMES แต่ไม่ทราบเลยว่า CRIMES มีที่มาที่ไปอย่างไร มีความสำคัญ วัตถุประสงค์ ของโครงการ CRIMES ตลอดจนประโยชน์ของระบบ CRIMES ก็ออกจะแปลกๆ จริงไหมครับ และมีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะเป็นบางส่วนของข้อสอบหากมีการสอบขึ้นมาเมื่อไรก็ตาม
ทำความรู้จักกันก่อน CRIMES คืออะไร??
CRIMES ย่อมาจาก Criminal Record and Information Management Enterprise System เป็นชื่อในระบบใหม่ใน “โครงการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสถานีตำรวจ” ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน
293 ล้านบาทจากรัฐบาลในปีงบประมาณ 2550-2551 เพื่อลดการทำงานซ้ำซ้อนของพนักงานสอบสวนในสถานีตำรวจและหน่วยงานที่มีอำนาจ สอบสวนภายใต้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกว่า 1,400 แห่ง โดยรวมระบบงานบางส่วนจากระบบ C3I, ระบบ CDS และ ระบบ POLIS ประกอบขึ้นเป็นระบบงานใหม่เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้งานได้อย่างเป็นขั้น ตอนตามการทำงาน ได้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็วและถูกต้อง ลดการซ้ำซ้อน โดยระบบ CRIMES จะมีการเชื่อมโยงกับระบบ C3I, CDS และ AFIS ทำให้เจ้าหน้าที่ในสถานีตำรวจทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ในกองทะเบียนประวัติ อาชญากร ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
สำหรับการนำระบบสารสนเทศมาใช้ในระดับสถานีตำรวจนั้น ตร. ได้จัดทำ “โครงการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศสถานีตำรวจ” หรือที่เรียกว่า ระบบ CRIMES (Criminal Record Information Management Enterprise System) ขึ้น ขณะนี้ ตร. โดย สทส. ได้ทำสัญญาซื้อขายระบบคอมพิวเตอร์ตามโครงการฯ กับ บริษัท สงขลา ฟินิชชิ่ง จำกัด ไปแล้ว เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2554 ซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการ และกำหนดเสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 540 วัน นับแต่วันลงนามในสัญญา ระบบ CRIMES นี้จะเปลี่ยนแปลงการทำงานด้านเอกสารแบบเดิมของสถานีตำรวจ มาทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นการพัฒนางานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้กับสถานีตำรวจ ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการหลักของ
ล่าสุดกับCRIMES หน่วยเหนือ มีวิทยุสั่งการ เกี่ยวกับ CRIMES เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2555 ให้หน่วยงานใน ตร. สำรวจสถานที่ติดตั้งอุปกรณ์ตามโครงการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศสถานีตำรวจ (CRIMES) โดยจะได้รับการติดตั้งใช้งานที่หน่วยควบคุม (บช./ภ.จว.) และหน่วยงานระดับ สภ.
ความเป็นมา
สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อการได้จัดทำโครงการพัฒนาพัฒนา เทคโนโลยีสารสนเทศ สถานีตำรวจเพื่อพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับสถานีตำรวจทั่วประเทศและ หน่วยงานที่มีอำนาจใน การสืบสวน สอบสวนคดีอาชญาซึ่งในปัจจุบันยังขาดการสนับสนุนเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย ใน การปฏิบัติหน้าที่โดยจะทำการเชื่อมโยงเครือข่าย ระหว่างหน่วยงานที่มีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนของ สำนักงาน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกับหน่วยงานกลางที่มีหน้าที่บันทึกและจัด เก็บข้อมูล ที่จำเป็นสำหรับงานสืบสวนสอบสวนเพื่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจในการสืบสวนสอบ สวนสามารถบันทึก จัดเก็บและเรียกใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลกลางเดียวกันได้เสร็จสิ้น ณ หน่วยงานนั้นๆ และสามารถ ประสานงานแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานอย่างรวดเร็ว ลดความซ้ำซ้อนของการนำเข้าและการ จัดเก็บข้อมูล เป็นวิธีลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติงานและรองรับการที่จะประสานงานแลก เปลี่ยนข้อมูลร่วมกับหน่วยงานต่างๆในกระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานอื่นๆ ซึ่ง จะมีขึ้นในอนาคต
การจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ในโครงการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศสถานีตำรวจเป็นงานที่ต้องอาศัย ความรู้และประสบการณ์เฉพาะด้านเนื่องจากระบบงานดังกล่าวใช้เทคโนโลยีสมัย ใหม่ที่มีความซับซ้อน ในการออกแบบเพื่อให้สนองรับต่อความต้องการใช้ระบบของสถานีตำรวจการจัดหาระบบ ต้องเสียเวลา การจัดเตรียมและดำเนินการอย่างมากจะต้องทำโดยความรอบคอบและระมัดระวังโดย อาศัยความรู้ทางศาสตร์เกี่ยวกับเครือค่ายระบบคอมพิวเตอร์การบริหารและดำเนินโครงการ
วัตถุประสงค์ของโครงการ
เพื่อปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพงานสืบสวน สอบสวน ป้องกันและปราบปรามอาซญากรรม ซึ่งเป็นภารกิจหลักของสถานีตำรวจและหน่วยงานอื่นที่มีอำนาจ
ความต้องการระบบในภาพรวม
สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ต้องการระบบงานที่รองรับการป้อนข้อมูลเชิง ปฏิบัติ การด้านอาชญากรรมจากผู้ใช้ในสถานีลูกข่ายที่มีอำนาจในการสอบสวน และค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงาน สืบสวน สอบสวน และปัองกันปราบปรามอาชญากรรม จากผู้ใช้ในสถานีลูกข่ายต่างๆ สามารถออกแบบ รายงานเอกสาร รายงานสถิติความต้องการของสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีความ ยืดหยุ่นและรองรับการพัฒนาระบบงานเพิ่มเติมในอนาคต อีกทั้งสามารถนำข้อมูลเชิงปฏิบัติงานมาปรับปรุง ไปสู่ข้อมูลเชิงบริหารได้ ดังนั้น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสถานีตำรวจมีความสามารถดังนี้
1. สามารถสามารถจัดเก็บข้อมูล ปรับปรุง ข้อมูลด้านงานอาชญากรรม จากหน่วยงานที่มีอำนาจใน การสอบสวน
2. สามารถค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานอาชญากรรม จากหน่วยงานเจ้าของข้อมูล
3. สามารถนำข้อมูลด้านงานอาชญากรรม มาใช้วิเคราะห์ ประมวลผลเพื่อสนับสนุนงานด้าน ปฏิบัติการ ด้านบริหาร และด้านสถิติ
4. สามารถควบคุม บันทึก และติดตามการใช้ทรัพยากรและข้อมูลของระบบ ตามสิทธิของผู้ใช้
5. สามารถทำงานรวมกับข้อมูลในฐานข้อมูลระบบสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่มี อยู่อย่างมีประสิทธิภาพ
6. สามารถรองรับระบบงานอื่นๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
7. ระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ในส่วนสถานีลูกข่ายต้องสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องเชื่อมโยงไปยังระบบคอมพิวเตอร์ส่วนกลางผ่านเครือค่ายเฉพาะของสำนักงานเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อทำงานร่วมกับระบบงานทั้งหมดได้ระบบสารสนเทศข้อมูลอาชญากรรมสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสามารถจำแนกผู้ใช้เป็น 5 กลุ่ม ได้แก่
1.พนักงานสอบสวน,ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน หรือเจ้าหน้าที่ประจำสถานีที่ติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่าย ผู้มีหน้าที่บันทึกหรือเพิ่มเติมข้อมูลอาชญากรรมให้ถูกต้อง
2. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้มีหน้าที่ด้านสืบสวน ป้องกันและปราบปราม ที่ต้องใช้ข้อมูลในการดำเนินงาน
3. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้มีหน้าที่บริหารงานที่ต้องใช้ข้อมูลอาชญากรรมในด้านงานสถิติ
4. เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำกองทะเบียนประวัติอาชญากร ผู้มีหน้าที่ตรวจสอบ ยืนยัน ประวัติผู้ต้องหาลายพิมพ์นิ้วมือ ภาพถ่ายและหมายจับ
5. เจ้าหน้าที่เทคนิค ผู้มีหน้าที่ด้านเทคนิคในการดำเนินการ บำรุงรักษาระบบ ให้สามารถทำงานได้ตลอดเวลาผู้เสนอราคาต้องวิเคราะห์ ออกแบบ และพัฒนาระบบสารสนเทศข้อมูลอาชญากรรมสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารตามเงื่อนไขในเอกสารประกวดราคานี้โดยละเอียด ซึ่งแต่ละกลุ่มงานของสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารประกอบด้วย 5 กลุ่มระบบงาน คือ
2.1 กลุ่มระบบงานบันทึก( Data Entry) ประกอบด้วย
2.1.1 ระบบงานบันทึกข้อมูล คดีอาญาทั่วไป คดีอุบัติเหตุจราจร เหตุทรัพย์หาย เหตุรถหาย เหตุคนหาย พลัดหลง เหตุคนตายไม่ทราบชื่อ แผนประทุษกรรม เหตุที่ต้องรายงาน
2.1.2 ระบบบันทึกและติดตามบุคคลพ้นโทษ
2.1.3 ระบบการขอหมายจับ ประกาศสืบจับ และถอนประกาศสืบจับ
2.1.4 ระบบการออกคำขอต่างๆ เช่นหมายจับ ผัดฝ้องฝากขัง
2.1.5 ระบบบันทึกการปล่อยตัวชั่วคราวและการประกันตัว
2.1.6 ระบบการขออายัดตัว และการรับรองการอายัดตัว
2.1.7 ระบบบันทึกผลการตรวจสอบประวัติ
2.1.8 ระบบรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์(e- Form) เช่น การรับเอกสารอเล็กทรอนิกส์ที่เจ้าหน้าที่บันทึกแบบ Off-line เพื่อนำเข้าสู่ระบบ เป็นต้น
2.2 กลุ่มระบบงานสืบค้นข้อมูล ( Data Search )
2.2.1 ระบบสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูลแต่ละแหล่งข้อมูล โดยตรง ได้แก่ ข้อมูลในระบบสารสนเทศข้อมูล อาชญากรรมสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ข้อมูลทะเบียนราษฏร์ ข้อมูลทะเบียน ยานพาหนะ ข้อมูลใบอนุญาตขับรถยนต์และจักรยานยนต์ ข้อมูลทะเบียนปืน ข้อมูลใบอนุญาต พกพาอาวุธ และ ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
2.2.2 ระบบสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูลต่างๆในข้อ 2.1 หลายๆแหล่งพร้อมๆกัน โดยสามารถกำหนด หลักเกณฑ์และความสัมพันธ์ในการสืบค้น เช่น การค้นหารถยนต์ยี่ห้อ รุ่น สี ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมในระหว่างช่วงเวลา เป็นต้น
2.3 กลุ่มระบบงานบริการข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ( e-Data Services)
2.3.1 ระบบรายงานสถิติ ( Statistic Report) ตามรูปแบบต่างๆที่กำหนดไว้ เช่น นาฬิกาอาชญากรรม ตามประเภทคดี รายงานคดีประจำวัน เดือน ปี ตามสถานี จังกวัด ภาค หรือ ประเทศ เป็นต้น โดยระบบนี้สามารถแสดงผลบนจอภาพ หรือ สั่งพิมพ์ในระบบพิมพ์เอกสารในหัวข้อ 2.3.2 หรือ ส่งผ่านข้อมูลไปยังระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลในหัวข้อ 2.3.3
2.3.2 ระบบพิมพ์เอกสาร ( Form Printing) ตามรูปแบบต่างๆที่กำหนดไว้ เช่น คำขอหมายจับ หมายจับ คำขอผัดฟ้องฝากขังแบบรายงานคดีทั่วไป แบบรายงานคดีอุบัติเหตุจราจร รายงานสถิติต่างๆ ตาม หัวข้อ 2.3.1 เป็นต้นโดยระบบนี้จะทำงานในลักษณะ Web Services หรือ แบบ Report Servicesเพื่อให้บริการระบบอื่นๆ
2.3.3 ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์(Data exchange) สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อนำข้อมูล เข้าสู้ระบบงานอื่นๆ เช่น ข้อมูลบุคคลพ้นโทษ เป็นต้น หรือ นำข้อมูลจากฐานข้อมูลไปใช้ในรูปแบบ XML,ASCII Text, Adobe Acrobat PDF และ Microsoft Word เป็นต้น
2.4 กลุ่มระบบแจ้งเตือน ( Alarm & Alert Services )
2.4.1 ระบบแจ้งเตือนเกี่ยวกับการครบกำหนดเวลาของงานต่างๆ( Alarm Service ) เช่น ครบกำหนดการส่งสำนวนคดี ครบกำหนดการขอผัดฟ้องฝากขัง เป็นต้น
2.4.2 ระบบแจ้งเตือนเกี่ยวกับการตรวจสอบอัตโนมัติ ( Alert Service ) เช่น การพบหมายจับอื่นๆขณะบันทึกข้อมูลของผู้ต้องหาการพบรถยนต์ของกลางเป็นรถยนต์ถูกแจ้งหาย เป็นต้น
2.4.3 ระบบแจ้งเตือนเกี่ยวกับการทำงานร่วมกัน ( Collaborative service ) เช่น การแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร การแจ้งอายัดตัวจากสถานีอื่น เป็นต้น
2.5 กลุ่มระบบงานบริหารจัดการข้อมูลและระบบ ( Data & System Management)
2.5.1 ระบบตรวจสอบคดีในความรับผิดชอบ และบริหารสิทธิเจ้าของคดี การเข้าถึงข้อมูลคดี
2.5.2 ระบบบริหารสิทธิต่างๆสำหรับระบบทั้งหมดผ่าน LDAP server สำหรับข้อมูล โปรแกรมระบบงานเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายและลูกข่าย อุปกรณ์ และผู้ใช้
2.5.3 ระบบ Backup/Restore/Archive ของข้อมูล ระบบงาน Operating และ System Software
2.5.4 ระบบบันทึกและตรวจสอบการทำงานต่างๆของผู้ใช้ระบบงานทั้งหมด ( Audit Trail/Logging)
2.5.5 ระบบบริหารการเชื่อมโยงและเฝ้าดูการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ลุกข่าย ( Client Management and Monitoring )
4.3 ผู้มีสิทธิใช้ระบบ
4.3.1 ผู้ปฎิบัติงานแต่ละตำแหน่งจะถูกกำหนดสิทธิ (Authorization) ในการเข้าถึง Resource และ Serviceของระบบโดยผู้ดูแลระบบสามารถจำกัดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลและการเรียกใช้งานโปรแกรม แต่ละชนิดรวมทั้งสามารถกำหนด Owner และ Access ของ File และ Resourceต่างๆในระบบ
4.3.2 ในส่วนของระบบงานที่พัฒนาขึ้นจะต้องยอมให้ผู้ดูแลระบบสามารถระบุสิทธิการปฏิบัติงานของกลุ่มต่างๆได้โดย ในขั้นต้นประกอบด้วยกลุ่มดังนี้
1. เสมียนคดี
2. พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี
3. หัวหน้าพนักงานสอบสวน
4. หัวหน้าสถานีตำรวจ
5. หัวหน้าหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน
6. สารวัตรสืบสวนสอบสวนภูธรจังหวัด
7. รองผู้บังคับการจังหวัด
8. รองผู้บังคับการหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน
9. ผู้บังคับการ
10. ผู้บังคับการหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน
11. รองผู้บัญชาการที่เกี่ยวข้อง
12. ผู้บัญชาการ
13. เจ้าหน้าที่ฝ่ายประมวลผลข้อมูล
14. เจ้าหน้าที่กองทะเบียนประวัติอาชญากร
15. ผู้เกี่ยวข้องกับการสืบสวนข้อมูล
4.3.3 ผู้ดูแลระบบในส่วนกลางต้องสามารถกำหนดสิทธิให้กับผู้ใช้ ได้ดังต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย
1. ติดตามคดีที่ตนเป็นเจ้าของ
2. ติดตามคดีภายในสถานีหรือหน่วยงานที่สังกัด
3. ติดตามผลคดีภายในจังหวัดหรือกองบังคับการที่สังกัด
4. ติดตามคดีของทุกหน่วยงาน
5. บันทึกข้อมูลคดี
6. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลคดี
7. ออกหมายเลขคดี
8. โอนย้ายคดีที่เป็นเจ้าของไปให้หน่วยงานอื่น
9. โอนย้ายคดีภายในสถานีหรือหน่วยงานที่สังกัด
10. โอนย้ายคดีภายในจังหวัดหรือกองบังคับการที่สังกัด
11. โอนย้ายคดีไปหน่วยงานอื่นนอกสังกัด
12. ดูรายละเอียดคดีที่เป็นเจ้าของ
13. ดูรายละเอียดคดีภายในสถานีหรือหน่วยงานที่สังกัด
14. ดูรายละเอียดคดีภายในจังหวัดหรือกองบังคับการที่สังกัด
15. ดูสถิติคดีภายในสถานีหรือหน่วยงานที่สังกัด
16. ดูสถิติคดีภายในจังหวัดหรือกองบังคับการที่สังกัด
17. ดูสถิติคดีภายในภาคหรือกองปัญชาการที่สังกัด
18. ดูสถิติคดีภายนอกภาคหรือกองบัญชาการที่สังกัด
19. สืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้อง(เช่น คนหาย พลัดหลงหมายจับทะเบียนราษฏร์และทะเบียนรถ)
ปัญหาที่พบจากการใช้งาน
1. ระบบ/การประมวลผลข้อมูลช้า ขัดข้อง, ข้อจำกัดทางด้าน Network ระบบ CRIMES มีแนวทางการแก้ไขดังต่อไปนี้
1.1 ใช้เทคโนโลยี AJAX เข้ามาช่วย เพื่อลดการส่งข้อมูลให้ส่งเฉพาะส่วนที่มีการ update เท่านั้น
1.2 มีระบบ Offline Mode เพื่อให้ยังคงสามารถบันทึกข้อมูลได้ขณะที่ Network ขัดข้อง2. บุคลากรขาดความรู้ ความชำนาย ไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ, ไม่เพียงพอระบบ CRIMES มีแนวทางการแก้ไขดังต่อไปนี้
2.1 มีการจัดฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานก่อนดำเนินการใช้งานจริง
2.2 สามารถเรียนรู้ผ่านระบบ e – learning ได้ตลอดเวลา
2.3 ออกแบบหน้าจอให้ง่ายต่อการใช้งาน และให้สามารถใช้งานได้โดยเป็นไปในแนวทางเดียวกัน3. ข้อจำกัดด้านการเข้าถึงข้อมูล (เช่น ข้อมูลทะเบียนราษฎร์) ระบบ CRIMES มีแนวทางแก้ไขดังต่อไปนี้
3.1 มีระบบการจัดการสิทธิ์การใช้งานจากศูนย์กลางเพื่อให้ง่ายต่อการบริหารผู้ใช้งานและมีความปลอดภัย ของข้อมูลสูง
3.2 มีการกำหนด User Role อย่างชัดเจน
3.3 สำหรับข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ให้ลดการใช้งานลงสำหรับการตรวจสอบข้อมูลเฉพาะหน้าบัตร โดยให้อ่านโดยตรงจาก Smart Card
4. ปัญหาจากรูปแบบการทำงานและการจัดเก็บข้อมูลที่ยังเป็นแบบ Manual, การทำงานซ้ำซ้อนของเจ้าหน้าทีตำรวจระบบ CRIMES มีแนวทางแก้ไขดังต่อไปนี้
4.1 ออกระบบให้ทำงานเป็นกระบวนการ (workflow) และให้บันทึกข้อมูลในระบบ
4.2 ข้อมูลที่ถูกบันทึกแล้ว จะโอนย้ายไปยังขั้นตอนถัดไปโดยที่ไม่ต้องพิมพ์ซ้ำ
4.3 ระบบค้นหาข้อมูล E-Data Service ที่ให้บริการสืบค้นข้อมูลที่บันทึกในระบบ
5. อุปกรณ์ Hardware ที่ไม่เพียงพอ และ/หรือ ไม่ Support การทำงานระบบ CRIMES มีแนวทางแก้ไขดังต่อไปนี้
5.1 เนื่องจากระบบเป็นแบบ Web Application จึงเข้าใช้งานได้จากทุกเครื่อง ที่มี Web Browser
5.2 ควบคุมความปลอดภัยได้จาก MAC Address Authentication
6. ความครบถ้วนสมบูรณ์ของโปรแกรมการใช้งานระบบ CRIMES มีแนวทางการแก้ไขดังต่อไปนี้
6.1 พัฒนาโปรแกรมให้สอดคล้องกับกระบวนการทำงาน (Workflow)
6.2 ลดการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน
6.3 ออกแบบระบบให้รองรับการออกรายงานที่เป็นระเบียบของกรมตำรวจได้
7. เมนูการใช้งานซ้ำซ้อน ซับซ้อน และยากแก่การใช้งานระบบ CRIMES มีแนวทางการแก้ไขดังต่อไปนี้
7.1 ใช้เมนูแบบ IPAD Wizard เข้ามาช่วยเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน
7.2 มีเมนูการใช้งานไม่เกิน 2 ชั้น
7.3 ใส่ Icon ให้แก่เมนูเพื่อให้สื่อกับการใช้งาน
8. ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบต่างๆ ระบบ CRIMES มีแนวทางการแก้ไขดังต่อไปนี้
8.1 แก้ไขกฏระเบียบเพื่อให้รองรับการทำงานมากขึ้น
8.2 รายงานที่สามารถออกจากระบบให้เป็นไปตามระเบียบของสำนักงานตำรวจ
9. รูปแบบเครือข่ายเฉพาะของระบบ POLIS ที่ไม่สามารถใช้งานผ่าน Internet ได้ ระบบ CRIMES มีแนวทางแก้ไขดังต่อไปนี้
9.1 อนาตคจะมีระบบ VPN เข้ามาช่วยให้สามารถเข้าใช้งานผ่านทาง Internet ได้
สิ่งที่ต้องการจากระบบ CRIMES
1. การใช้งานง่าย, ลดขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อนของระบบ CRIMES มีแนวทางการตอบสนองความต้องการดังนี้
1.1 ใช้เมนูแบบ IPAD Wizard เข้ามาช่วยเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน
1.2 มีเมนูการใช้งานไม่เกิน 2 ชั้น
1.3 ใส่ Icon ให้แก่เมนูเพื่อให้สื่อกับการใช้งาน
2. ความสามารถในการสืบค้นข้อมูลและเชื่อต่อกับระบบอื่น/หน่วยงานภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบ CRIMES มีแนวทางการตอบสนองความต้องการดังนี้
2.1 มีการเชื่อมต่อกับหลายระบบงานซึ่งได้แก่ ฐานข้อมูลทะเบียนราษฏร์,ฐานข้อมูลกรมการขนส่ง,ฐานข้อมูลประวัติอาชญากร,ฐานข้อมูลประกันสังคม และฐานข้อมูลอาวุธปืน เป็นต้น
2.2 สามารถค้นหาข้อมูลที่เชื่อมต่อกับระบบอื่นได้อย่าง Real time
3. ความรวดเร็วในการใช้งาน ความสามารถในการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ไร้สาย และครอบคลุมการทำงานในทุกพื้นที่
3.1 อนาตคจะมีระบบ VPN เข้ามาช่วยให้สามารถเข้าใช้งานระบบร่วมกับอุปกรณ์ไร้สายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. การออกเอกสาร และสถิติต่างๆ ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์
4.1 ระบบสามารถออกเอกสารเพื่อช่วยเพิ่มความรวดเร็วการทำงานได้ ดังนี้
4.1.1 บันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ กล่าวโทษ หรือพยาน
4.1.2 บัญชีของกลางคดีอาญา
4.1.3 บัญชีทรัพท์ถูกประทุษร้าย / ได้คืน / ไม่ได้คืน
4.1.4 บันทึกคำให้การของผู้ต้องหา
4.1.5 แบบรายการตำหนิรูปพรรณทรัพย์ถูกประทุษร้ายหรือหาย/ได้คืน
4.1.6 แบบรายการตำหนิรูปพรรณรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ถูกโจรกรรม/ได้คืน
4.1.7 แบบรายงานศพไม่ทราบชื่อ
4.1.8 แบบรายงานพฤติการณ์และการเคลื่อนไหวของบุคคลพ้นโทษ
4.1.9 แบบแจ้งต่อการได้ตัวคนหายได้คืน
4.1.10 แบบการสืบสวนติดตามคนหาย
4.1.11 แบบแจ้งรูปพรรณคนหาย
4.1.12 บันทึกการแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา
4.1.13 รายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน
4.1.14 แบบรายงานคดีอาญาทั่วไปและเหตุที่ต้องรายงาน
4.1.15 บันทึกเสนอสัญญาประกัน
4.1.16 คำร้องขอประกัน
4.1.17 คำร้องขอผัดฟ้องและฝากขัง ครั้งที่ 1
4.1.18 คำร้องขอผัดฟ้องและฝากขัง ครั้งที่ อื่นๆ
4.1.19 คำร้องขอหมายจับ
4.1.20 หมายจับ
4.1.21 แบบพิมพ์ลายนิ้วมือ ผู้ต้องหา
4.1.22 ประวัติตำหนิรูปพรรณ
4.1.23 แบบรายงานแผนประทุษกรรม ผ.1
4.1.24 แบบรายงานแผนประทุษกรรม ผ.2
4.1.25 แบบบรายงานคดีจราจรทางบก
4.2 ระบบสามารถคำนวณสถิติต่างๆ และแสดงผลในรูปแบบของกราฟข้อมูลได้อย่าง Real time
5. ความสามารถในการใช้ข้อมูลร่วมกันอย่างออนไลน์ และมีการแจ้งเตือนข้อมูลอย่าง Real time ระบบ CRIMES มีแนวทางการตอบสนองความต้องการดังนี้
5.1 ระบบสามารถแจ้งเตือนกำหนดการต่างๆในรูปแบบของปฏิทินงาน เช่น วันครบกำหนดการผัดฟ้อง เป็นต้น
5.2 ระบบจะทำการแจ้งเตือนโดยอัตโนมัติเมื่อบุคคลที่ เกี่ยวข้องกับคดีมีหมายจับโดยจะตรวจสอบข้อมูลกับฐานข้อมูลประวัติ อาชญากรอย่าง Real time
5.3 ระบบมีการออกแบบให้สามารถทำการรับ-ส่งข้อมูลจากส่วนงานที่เกี่ยวข้องโดยอัตโนมัติ
6. การจัดฝึกอบรมให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องระบบ CRIMES มีแนวทางการตอบสนองความต้องการดังนี้
6.1 มีการดำเนินการจัดการฝึกอบรมให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าใจถึงระบบในภาพรวมและรายละเอียดของงานต่างๆ ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพการฝึกอบรมแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มดังนี้
6.1.1 การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่บำรุงรักษาระบบสารสนเทศข้อมูลอาชญากรรมสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในระดับสถานี
6.1.2 การฝึกอบรมผู้ใช้งานทั่วไป
6.1.3 การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ฝึกอบรมการใช้งาน
6.1.4 การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ดูแลระบบ (ส่วนกลาง)
6.1.5 การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่พัฒนาระบบงาน
6.1.6 การนำเสนอต่อผู้บริหารในระดับจังหวัดภูธรภาคและส่วนกลาง
7. การนำเข้าข้อมูลที่ง่าย รวดเร็ว และถูกต้องสมบูรณ์ ระบบ CRIMES มีแนวทางการตอบสนองความต้องการดังนี้
7.1 ระบบสามารถตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะทำการบันทึกลงระบบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์
7.2 ระบบรองการกรอกข้อมูลแบบ Tab driven ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้กรอกข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง http://crimes.police.go.th/
ท่านสามารถศึกษารายละเอียดของโครงการได้จากลิงค์ เพราะเมื่อมีการสอบไม่ว่าเมื่อไรสองไฟล์นี้อาจจะเป็นบางส่วนของข้อสอบก็ได้
สมัครงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ งานราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รับสมัคร สอบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2557 สอบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 57 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดสอบ
วิธีการสมัครงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ :ไม่ระบุ
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ:
สอบวันที่:
ประกาศผลสอบ:
เว็บไซต์สมัครสอบงานราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คลิกที่นี่ -
ความแตกต่างของ “ปฏิบัติราชการแทน” กับ “รักษาราชการแทน”

“ความแตกต่างของ “ปฏิบัติราชการแทน” กับ “รักษาราชการแทน”
ลิงค์: https://iqepi.com/?p=13923 หรือ
หากติดตามการเมืองในช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ท่านจะคุ้นเคยกับคำว่า รักษาการแทน หรือ ปฏิบัติราชการแทน ค่อนข้างจะบ่อย แล้วเคยสงสัยกันหรือไม่ว่าคำว่า 2 คำนั้น แตกต่างกันอย่างไร ในฐานะของท่านที่เตรียมสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการ หรือบุคลากรในหน่วยงาน องค์กร ใดที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเป็นส่วนราชการหนึ่งในสังกัดกระทรวง กรม กอง ควรต้องทราบ เพราะบทความนี้จะเป็นบางส่วนที่อ้างอิงจาก พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทในการปฏิบัติราชการ และ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และ พรฎ.ว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ.2550 ซึ่งกฎหมายเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตการสอบของหลายส่วนราชการที่เปิดรับสมัครสอบ
การปฏิบัติราชการแทน และการรักษาราชการแทน
ในการปฏิบัติราชการนั้น กฎหมายกำหนดให้มีการมอบอำนาจกันได้ และกำหนดให้ใช้คำสำหรับการมอบอำนาจกรณีต่างๆ แตกต่างกันไป ซึ่งปรากฎว่ามีผู้ใช้คำในกรณีการมอบอำนาจ เช่น ปฏิบัติราชการแทน รักษาราชการแทน รักษาการในตำแหน่ง หรือแม้แต่คำว่า ทำการแทน ทำให้เกิดความสับสน และสงสัยว่าการมอบอำนาจในการปฏิบัติราชการนั้นที่ถูกต้องจะต้องใช้คำใดและในกรณีใด
เมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทในการปฏิบัติราชการ คำว่า “ปฏิบัติราชการแทน” บัญญัติอยู่ในหมวด 5 มาตรา 38-40 หมายถึงการมอบอำนาจในการสั่งการอนุญาต การอนุมมัติ การปฏิบัติราชการหรือการดำเนินการอื่นที่ผู้ดำรงตำแหน่งใดจะพึงปกิบัติหรือดำเนินการตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งใด หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องใด ให้ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นในสว่นราชการเดียวกันหรือส่วนราชการอื่น หรือผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทนได้ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ.2550 เพื่อประโยชน์ในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ความรวดเร็วในการปฏิบัติราชการ การกระจายความรับผิดชอบตามสภาพของตำแหน่งของผู้รับมอบอำนาจ และการมอบอำนาจนี้จะต้องทำเป็นหนังสือ โดยผู้ปฏิบัติราชการแทนจะมีอำนาจหน้าที่ เช่นเดียวกับผู้ซึ่งมอบอำนาจหรือมอบหมาย และการมอบอำนาจจะคงมีอยู่ตลอดไปจนกว่าจะมีการยกเลิกการมอบอำนาจนั้น ดังนั้น การปฏิบัติราชการแทนจึงเป็นการมอบอำนาจในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่มอบอำนาจให้บุคคลอื่นปฏิบัติหน้าที่แทนในบางเรื่อง เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว สะดวกแก่ประชาชน และกระจายความรับผิดชอบ เช่น อธิบดีมอบอำนาจในการสั่งเพิกถอน หรือแก้ไขตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ให้รองอธิบดีปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดมอบอำนาจในการอนุมัติเกี่ยวกับการพัสดุ หรือการลาให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปฏิบัติราชการแทน เป็นต้น
สำหรับคำว่า “รักษาราชการแทน” บัญญัติอยู่ในหมวด 6 มาตรา 41-50 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 หมายถึง กรณีไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งใดหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ กฎหมายกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเข้าไปรักษาราชการแทนในตำแหน่งนั้น โดยผู้รักษาราชการแทนมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งที่ตนแทน การรักษาราชการแทนดังกล่าวเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายไม่ต้องมีการแต่งตั้ง และเมื่อมีผู้ดำรงตำแหน่งแล้วหรือมาปฏิบัติหน้าที่ได้แล้วการรักษาราชการแทนก็จสิ้นสุดลง ซึ่งตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 กำหนดให้มีการรักษาราชการแทนสำหรับบางตำแหน่ง เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง/ทบวง เลขานุการรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง/ทบวง รองปลัดกระทรวง/ทบวง อธิบดี รองอธิบดี เลขาธิการ รองเลขาธิการ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ หรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งเทียบเท่าปลัดกระทรวงหรืออธิบดีในส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม รวมทั้งผู้ดำรงตำแหน่งเลขานุการกรม และผู้อำนวยการกอง หัวหน้ากอง หรือหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเทียบเท่ากอง
ส่วนคำว่า “รักษาการในตำแหน่ง” ปรากฎอยู่ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ซึ่งกำหนดกรณีที่มิได้บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กรณีตำแหน่งข้าราชการพลเรือนที่เห็นสมควรรักษาการในตำแนห่งได้ ดังนั้น ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งใดๆ ซึ่งมิได้กำหนดไว้ในพระราชบัญยัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 จะใช้คำว่า “รักษาการในตำแหน่ง” โดยผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 จะต้องมีคำสั่งแต่งตั้ง เช่น ตำแหน่งผู้อำนวยการส่วน หรือหัวหน้าฝ่ายในสำนัก/กองใดในกรมที่ดิน อธิบดีซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มีอำนาจแต่งตั้งผู้รักษาการในตำแหน่งได้
จึงสรุปได้ว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการนั้น แม้ผู้บังคับบัญชาอยู่ปฏิบัติหน้าที่หรือสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ก็สามารถมอบอำนาจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติหน้าที่แทนเพื่อความรวดเร็ว สะดวกแก่ประชาชน โดยการมอบอำนาจเป็นหนังสือ ซึ่งกรณีนี้ใช้คำว่า “ปฏิบัติราชการแทน” สำหรับกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแนห่งหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการได้ จะใช้คำว่า “รักษาราชการแทน” หรือ “รักษาการในตำแหน่ง” แล้วแต่กรณี “การรักษาราชการแทน” จะเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายไม่ต้องมีการแต่งตั้งเป็นไปโดยอัตโนมัติ ส่วน “การรักษาการในตำแหน่ง” ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุจะต้องมีคำสั่งแต่งตั้ง โดยผู้รักษาราชการแทน หรือรักษาการในตำแหน่ง จะมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งที่ตนแทน และเมื่อมีผู้ดำรงตำแหน่งแล้วหรือมาปฏิบัติหน้าที่ได้แล้วการรักษาราชการแทนหรือรักษาการในตำแหน่ง ก็จะสิ้นสุดลง ส่วนคำว่า “ทำการแทน” ไม่ปรากฎว่ามีบัญญัติไว้ในกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด
อย่างไรก็ดี แม้กฎหมายจะกำหนดให้มีการมอบอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ราชการได้ แต่บางเรื่องผู้มอบอำนาจอาจไม่มอบอำนาจก็ได้ ตามมาตรา 6 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ.2550 โดยการกำหนดไม่ให้มีการมอบอำนาจในบางเรื่องได้ ดังเช่น กรณีที่กรมที่ดินมีคำสั่งกำหนดหน้าที่และทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของเจ้าพนักงานที่ดิน ตามคำสั่งกรมที่ดิน ที่ 955/2552 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2552 โดยกำหนดอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนั้น
สมัครงาน ปฏิบัติราชการแทนรักษาราชการแทน งานราชการ ปฏิบัติราชการแทนรักษาราชการแทน รับสมัคร สอบ ปฏิบัติราชการแทนรักษาราชการแทน 2557 สอบ ปฏิบัติราชการแทนรักษาราชการแทน 57 ปฏิบัติราชการแทนรักษาราชการแทน เปิดสอบ
-
ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 – ฉบับเต็ม

“ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 – ฉบับเต็ม”
ลิงค์: https://iqepi.com/?p=13903 หรือ
ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 ส่วนใหญ่หากค้นหาจากเว็บไซต์จะมีเป็นฉบับย่อ ซึ่งจะขาดส่วนสำคัญไป “เยอะมาก” สำหรับท่านที่เตรียมสอบงานราชการ ที่มีระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ.2526 เป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรการสอบ ลองรวบรวมไว้ให้ท่านได้ลองเปรียบเทียบความแตกต่างนะครับ ไม่มีเวลาได้อ่านแต่เหมือนไฟล์ที่ 1 น่าจะเป็นตัวที่ค่อนข้างชัดเจนที่สุด ลองดูว่าติดขัดตรงไหนก็ค้นหาจากลิงค์ด้านล่างนะครับ
- ไฟล์ที่ 1 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (ฉบับรวม) ดาวน์โหลดคลิกที่นี่
- ไฟล์ที่ 2 ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 (ฉบับ Update ล่าสุด) ดาวน์โหลดคลิกที่นี่
- ไฟล์ที่ 3 ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับ 2 พ.ศ. 2548 ดาวน์โหลดคลิกที่นี่
- ไฟล์ที่ 4 ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 ดาวน์โหลดคลิกที่นี่
- ไฟล์ที่ 5 ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 ดาวน์โหลดคลิกที่นี่
-
สอบ กทม. ครั้งที่ 1/2557 (คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง)
รายละเอียดเกี่ยวกับตำแหน่งที่รับสมัครสอบ กทม. ข้าราชการกรุงเทพมหานครตามประกาศรับสมัครสอบแข่งขันฯ ครั้งที่ 1/2557อ้างอิงจากลิงค์:
ตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน
ตำแหน่ง สัตวแพทย์ปฏิบัติงาน
คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง มีคุณวุฒิอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
1. ได้รับประกาศนียบัตรวิชาสัตวแพทย์
2. ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงในสาขาวิชาสัตวรักษ์
ตำแหน่ง เจ้าพนักงานสาธารณสุขปฏิบัติงาน
คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง มีคุณวุฒิอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
1. ได้รับประกาศนียบัตรหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ทางการอนามัย ทางผู้ช่วยพยาบาล ทางการสาธารณสุข หรือทางอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ซึ่งมีระยะเวลาการศึกษาไม่น้อยกว่า 3 ปี ต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนต้น หรือไม่น้อยกว่า 1 ปี ต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า
2. ได้รับประกาศนียบัตรหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ทางการสาธารณสุข ทงการพยาบาล ทางการพยาบาลและผดุงครรภ์ ทางโภชนาการ ทางเซลล์วิทยา ทางการแพทย์แผนไทย หรือทางพนักงานอนามัย ซึ่งมีระยะเวลาการศึกษาไม่น้อยกว่า 2 ปี ต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า หรืออนุปริญญาหลักสูตร 2 ปี ต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์
3. ได้รับประกาศนียบัตรหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ทางการสาธารณสุข ทางการพยาบาล ทางโภชนาการ ทางพยาธิวิทยา หรือทางเซลล์วิทยา ซึ่งมีระยะเวลาการศึกษาไม่น้อยกว่า 3 ปี ต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ทางการสาธารณสุข ทางการสาธารณสุขชุมชน ทางโภชนาการ ทางการแพทย์แผนไทย ทางเวชกิจฉุกเฉิน หรือทางสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม หรืออนุปริญญาหลักสูตร 3 ปี ต่อจากประกาศนีบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ในสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ หรือสาขาวิชาพยาบาลศาสตร์
ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่งานรักษาความสะอาดปฏิบัติงาน
คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง มีคุณวุฒิอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
1. ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาก่อสร้าง
2. ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิคหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาเทคนิควิศวกรรมโยธา หรืออนุปริญญาหลักสูตร 2 ปี ต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า ในสาขาวิชาก่อสร้าง
3. ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาการก่อสร้าง สาขาวิชาโยธา หรือสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ ทางสาธารณสุขชุมชน
ตำแหน่ง เจ้าพนักงานพัสดุปฏิบัติงาน
คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง มีคุณวุฒิอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
1. ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาพณิชยการ สาขาวิชาก่อสร้างหรือสาขาวิชาเครื่องกล
2. ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิคหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาการธนาคารและธุรกิจการเงิน สาขาวิชาการบัญชี สาขาวิชาเทคนิคการตลาด สาขาวิชาเลขานุการ สาขาวิชาการตลาด สาขาวิชาการเงินและการธนาคาร สาขาวิชาเทคนิควิศวกรรมโยธา หรือสาขาวิชาเทคนิควิศวกรรมเครื่องใช้สำนักงาน หรืออนุปริญญาหลักสูตร 2 ปี ต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาการจัดการทั่วไป สาขาวิชาการจัดการ หรือสาขาวิชาบริหารธุรกิจ
3. ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาการบัญชี สาขาวิชาการเลขานุการ สาขาวิชาการตลาด สาขาวิชาการเงินและการธนาคาร สาขาวิชาการจัดการทั่วไป สาขาวิชาโยธา่ สาขาวิชาการก่อสร้าง หรือสาขาวิชาเครื่องกล หรืออนุปริญญาหลักสูตร 3 ปี ต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ในสาขาวิชาบริหารธุรกิจ ทางการบัญชี ทางการตลาด ทางการเงินและการธนาคาร หรือทางการบริหารทั่วไป
ตำแหน่ง นายช่างโยธาปฏิบัติงาน
คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง มีคุณวุฒิอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
1. ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาก่อสร้างหรือสาขาวิชาเครื่องกล
2. ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิคหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาเทคนิควิศวกรรมสำรวจ สาขาวิชาเทคนิควิศวกรรมโยธา หรือสาขาวิชาเทคนิคการจัดการงานก่อสร้าง หรืออนุปริญญาหลักสูตร 2 ปี ต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาก่อสร้าง
3. ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาโยธา สาขาวิชาสำรวจ หรือสาขาวิชาการก่อสร้าง
ตำแหน่ง นายช่างสำรวจปฏิบัติงาน
คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง มีคุณวุฒิอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
1. ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาก่อสร้าง สาขาวิชาสำรวจ หรือประกาศนียบัตรนักเรียนนายสิบแผนที่ ในสาขาวิชาสำรวจ ทางแผนที่จากกรมแผนที่ทหารบก
2. ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิคหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาเทคนิควิศวกรรมสำรวจ สาขาวิชาเทคนิควิศวกรรมโยธา หรือสาขาวิชาเทคนิคการจัดการงานก่อสร้าง หรือสาขาวิชาสำรวจ หรืออนุปริญญาหลักสูตร 2 ปี ต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาก่อสร้าง
3. ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาโยธา สาขาวิชาสำรวจ หรือสาขาวิชาการก่อสร้าง
ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ
ตำแหน่ง นักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ
คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งทางคอมพิวเตอร์
ตำแหน่ง นักประชาสัมพันธ์ปฏิบัติการ
ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดีวกัน ในสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ทางโสตทัศนศึกษา หรือสาขาวิชานิเทศศาสตร์
ตำแหน่ง นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ
ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาเกษตรศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช หรือสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ
ตำแหน่ง นักวิชาการตรวจสอบภายในปฏิบัติการ
ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาการบัญชี สาขาวิชาบริหารธุรกิจ ทางการพาณิชย์ ทางการตลาด ทางการเงิน ทางการเงินและการธนาคาร หรือทางการจัดการหรือสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์
ตำแหน่ง นักวิชาการโสตทัศนศึกษาปฏิบัติการ
ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งทางโสตทัศนศึกษา ทางเทคโนโลยีการศึกษา ทางเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา ทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา ทางครุศาสตร์เทคโนโลยี หรือทางเวชนิทัศน์ หรือสาขาววิชานิเทศศาสตร์ ทางนิเทศศาสตร์ ทางวารสารศาสตร์ ทางสื่อสารมวลชน หรือทางนิเทศศาสตร์การพัฒนา
ตำแหน่ง นักวิชาการจัดเก็บรายได้ปฏิบัติการ
ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาการบัญชี สาขาวิชานิติศาสตร์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ หรือสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งทางการคลัง
ตำแหน่ง นักวิเคราะห์ผังเมืองปฏิบัติการ มีคุณวุฒิอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
1. ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน
2. ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอยา่งอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งทางสถาปัตยกรรม ที่มีหลักสูตรกำหนดระยะเวลาการศึกษาไม่น้อยกว่า 5 ปี ต่อจากประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า
ตำแหน่ง นักพัฒนาการกีฬาปฏิบัติการ
ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดีวกัน ในสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ทางพลศึกษา หรือ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ทางพลศึกษา หรือทางวิทยาาศาสตร์การกีฬา
-
สอบ ก.พ. ภาค ก. 2557 เปิดรับสมัครสอบ – ศูนย์สอบ ภาค ก. ก.พ.

“สอบ ก.พ. ภาค ก. 2557 เปิดรับสมัครสอบ [ ] – ศูนย์สอบ ภาค ก. ก.พ.”
ลิงค์: https://iqepi.com/?p=12832 หรือ
ตำแหน่ง: ศูนย์สอบ ภาค ก. ก.พ.
ระดับการศึกษา: ปวช. ปวส. ปริญญาตรี
อัตราเงินเดือน:
อัตราว่าง:
ปฏิบัติงานที่:
เปิดรับสมัครตั้งแต่: –
**ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**
รายชื่อศูนย์สอบ และจำนวนที่นั่งสอบ ภาค ก. ก.พ. 2557 รวม 700,000 ที่นั่งสอบ
- รหัสศูนย์สอบ 01 ชื่อศูนย์สอบ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวนที่นั่งสอบ 170,000
- รหัสศูนย์สอบ 02 ชื่อศูนย์สอบ พระนครศรีอยุธยา จำนวนที่นั่งสอบ 45,000
- รหัสศูนย์สอบ 03 ชื่อศูนย์สอบ ฉะเชิงเทรา จำนวนที่นั่งสอบ 30,000
- รหัสศูนย์สอบ 04 ชื่อศูนย์สอบ ราชบุรี จำนวนที่นั่งสอบ 40,000
- รหัสศูนย์สอบ 05 ชื่อศูนย์สอบ ชลบุรี จำนวนที่นั่งสอบ 45,000
- รหัสศูนย์สอบ 06 ชื่อศูนย์สอบ เชียงใหม่ จำนวนที่นั่งสอบ 65,000
- รหัสศูนย์สอบ 07 ชื่อศูนย์สอบ พิษณุโลก จำนวนที่นั่งสอบ 50,000
- รหัสศูนย์สอบ 08 ชื่อศูนย์สอบ อุดรธานี จำนวนที่นั่งสอบ 65,000
- รหัสศูนย์สอบ 09 ชื่อศูนย์สอบ อุบลราชธานี จำนวนที่นั่งสอบ 50,000
- รหัสศูนย์สอบ 10 ชื่อศูนย์สอบ นครราชสีมา จำนวนที่นั่งสอบ 40,000
- รหัสศูนย์สอบ 11 ชื่อศูนย์สอบ สุราษฎร์ธานี จำนวนที่นั่งสอบ 40,000
- รหัสศูนย์สอบ 12 ชื่อศูนย์สอบ สงขลา จำนวนที่นั่งสอบ 60,000
หมายเหตุ จำนวนที่นั่งสอบอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม
เงื่อนไขผลการทดสอบภาษาอังกฤษ จาก TOEFL (ไม่รวม TOEFL ITP) TOEIC IELTS CU-TEP และ TU-GET
- TOEFL(คะแนนเต็ม 120 คะแนน) ไม่น้อยกว่า 60 คะแนน
- TOEIC (คะแนนเต็ม 990 คะแนน) ไม่น้อยกว่า 495 คะแนน
- IELTS (คะแนนเต็ม 9 คะแนน) ไม่น้อยกว่า 4.5 คะแนน
- CU-TEP (คะแนนเต็ม 120 คะแนน) ไม่น้อยกว่า 60 คะแนน
- TU-GET (คะแนนเต็ม 1,000 คะแนน) ไม่น้อยกว่า 500 คะแนน
ให้ผู้สอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไปที่มีหลักฐานรับรองผลการทดสอบภาษาอังกฤษที่ยังไม่หมดอายุการรับรองผลการทดสอบ TOEFL (ไม่รวม TOEFL ITP) TOEIC IELTS CU-TEP และ TU-GET และได้คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของการทดสอบนั้นๆ ตามรายละเอียดเงื่อนไขผลการทดสอบภาษาอังกฤษข้างต้น ส่งสำเนาหลักฐานดังกล่าว พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง ลงชื่อกำกับ ระบุเลขประจำตัวสอบและเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ทางไปรษณีย์ ไปยัง ศูนย์สรรหาและเลือกสรร สำนักงาน ก.พ. เลขที่ 47/111 ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 ระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม – 23 ธันวาคม 2557 เท่านั้น โดยวงเล็บที่มุมซองด้านขวาล่างว่า (หลักฐานรับรองผลการทดสอบภาษาอังกฤษ) ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ. จะถือวันที่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางประทับตรารับเอกสารเป็นสำคัญ สำนักงาน ก.พ. เพื่อให้ สำนักงาน ก.พ. ตรวจสอบและออกหนังสือรับรองผลการสอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป
ประกาศรับสมัครสอบ คลิกเลือกหน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12
สมัครงาน สอบ ก.พ. ภาค ก. 2557 งานราชการ สอบ ก.พ. ภาค ก. 2557 รับสมัคร สอบ สอบ ก.พ. ภาค ก. 2557 2557 สอบ สอบ ก.พ. ภาค ก. 2557 57 สอบ ก.พ. ภาค ก. 2557 เปิดสอบ
วิธีการสมัครงาน สอบ ก.พ. ภาค ก. 2557 :อินเตอร์เน็ต
ดาวน์โหลดรายละเอียด/ประกาศรับสมัครสอบ คลิกที่นี่!!
















