ข้อมูลเตรียมสอบงานราชการ
-
พรฏ.ตำรวจไม่มียศ บังคับใช้ 22 ก.พ. 59 – รับสมัครสอบตำรวจไม่มียศลุ้นปีหน้า อ่านหนังสือรอได้

“พรฏ.ตำรวจไม่มียศ บังคับใช้ 22 ก.พ. 59”
ลิงค์: https://iqepi.com/32393/ หรือ
เรื่อง: รับสมัครสอบตำรวจไม่มียศลุ้นปีหน้า อ่านหนังสือรอได้
—

พระราชกฤษฎีกาข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว แ
บบนี้อีกไม่นานก็คงจะประกาศรับสมัครสอบได้แล้วนะครับ จากที่มีข่าวก่อนหน้านี้ที่จะรับสมัครข้าราชการตำรวจไม่มียศ ถึง 5,000 อัตรา จริงๆ มีกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ติดแต่เรื่องเงินเดือนที่ไม่มี ซึ่งก็ได้กำหนดรายละเอียดต่างๆ ไว้ในพระราชกฤษฎีกาข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศชัดเจนและครบถ้วน หากนึกภาพไม่ออกก็ให้นึกว่าเป็นข้าราชการพลเรือนแต่สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพียงแต่ระเบียบ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวกับตำแหน่งจะไม่ได้ใช้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 แต่จะใช้พระราชกฤษฎีกาข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศแทนเหมือนกับข้าราชการกรุงเทพมหานครก็จะมีพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2554 บังคับใช้แทน ตามความเห็นส่วนตัวเมื่อมีการรับสมัครและการกำหนดตำแหน่งตามพระราชกฤษฎีกาข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศ แล้วทำให้แอบคิดว่าเรื่องการกำหนดอายุผู้สมัครสอบอาจจะขยายออกไป จากเดิมไม่เกิน 35 ปีสำหรับสายอำนวยการ เมื่อเปลี่ยนมาเป็นประเภทอำนวยการ หรือวิชาการ ประเภททั่วไป และอื่นๆ ก็อาจจะขยายออกเป็นไม่เกิน 60 หรือ 65 ปี ก็ได้ ซึ่งต้องติดตามในระเบียบการรับสมัครสอบอย่างเป็นทางการอีกครั้ง เพราะพระราชกฤษฎีกาข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศกำหนดไว้เพียงภาพรวมกว้างๆ ในหมวดที่ 2 การบรรจุ และการแต่งตั้ง
เพื่อประโยชน์ของท่านโปรดดาวน์โหลดประกาศรับสมัครสอบอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่รับสมัครสอบ ที่ลิงค์ด้านล่างเพื่อตรวจสอบข้อมูลการรับสมัครสอบ
พระราชกฤษฎีกาข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศ
ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2558 และมีผลบังคับใช้หลังจากนี้ 180 วัน ตรงกับวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศ คือ โดยที่ข้าราชการตำรวจมีภารกิจทั้งในด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาญา การรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของราชอาณาจักร ตลอดจนงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยการ การพัฒนาบุคลากร และงานด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจในบางตำแนห่งอาจไม่จำเป็นต้องมียศ
ประกอบกับมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 114/2557 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎมหายว่าด้วยตำรวจแห่งชาติ ลงวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 บัญญัติให้ข้าราชการตำรวจอาจให้แบ่งเป็นข้าราชการตำรวจ ประเภทไม่มียศด้วยก็ได้ โดยให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา จึงสมควรกำหนดให้มีข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศขึ้นตามความเหมาะสมและจำเป็นในการปฏิบัติงานบางประเภท อันจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
ดาวน์โหลดข้อมูลที่เกี่ยวกับเรื่อง พรฏ.ตำรวจไม่มียศ บังคับใช้ 22 ก.พ. 59
ประกาศรับสมัคร | -
ประกาศแล้ว พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ – พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ยกเว้นการชุมนุม 6 ประเภท

“ประกาศแล้ว พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ “
ลิงค์: https://iqepi.com/32012/ หรือ
เรื่อง: พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ยกเว้นการชุมนุม 6 ประเภท
—

พระราชบัญญัติ การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ สิทธิชุมนุมสาธารณะให้ชัดเจนและโดยสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ทั้งนี้ เพื่อให้การชุมนุมสาธารณะเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่กระทบกระเทือนต่อ ความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีตลอดจนสุขอนามัยของประชาชน หรือความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ และไม่กระทบกระเทือนสิทธิและเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
พ.ร.บ. ฉบับนี้มี 35 มาตรา พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
กฎหมาย นิยาม ความหมายของ “การชุมนุมสาธารณะ” หมายความว่า การชุมนุมของบุคคลในที่สาธารณะเพื่อเรียกร้อง สนับสนุน คัดค้าน หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยแสดงออกต่อประชาชนทั่วไป และบุคคลอื่นสามารถ
ร่วมการชุมนุมนั้นได้ ไม่ว่าการชุมนุมนั้นจะมีการเดินขบวนหรือเคลื่อนย้ายด้วยหรือไม่ทั้งนี้ พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่การชุมนุมสาธารณะดังต่อไปนี้
(๑) การชุมนุมเนื่องในงานพระราชพิธีและงานรัฐพิธี
(๒) การชุมนุมเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาหรือกิจกรรมตามประเพณีหรือตามวัฒนธรรมแห่งท้องถิ่น
(๓) การชุมนุมเพื่อจัดแสดงมหรสพ กีฬา ส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือกิจกรรมอื่นเพื่อประโยชน์ทางการค้าปกติของผู้จัดการชุมนุมนั้น
(๔) การชุมนุมภายในสถานศึกษา
(๕) การชุมนุมหรือการประชุมตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย หรือการประชุมสัมมนาทางวิชาการของสถานศึกษาหรือหน่วยงานที่มีวัตถุประสงค์ทางวิชาการ
(๖) การชุมนุมสาธารณะในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึกและการชุมนุมสาธารณะที่จัดขึ้นเพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้งในช่วงเวลาที่มีการเลือกตั้งแต่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
ดาวน์โหลดข้อมูลที่เกี่ยวกับเรื่อง ประกาศแล้ว พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ
ประกาศรับสมัคร | -
โปรดเกล้าแล้ว – รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘

“โปรดเกล้าแล้ว”
ลิงค์: https://iqepi.com/31966/ หรือ
เรื่อง: รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘
—

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ (15ก.ค.) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)
พุทธศักราช ๒๕๕๗จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)
พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้มาตรา ๑ รัฐธรรมนูญนี้เรียกว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)
พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘”มาตรา ๒ รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต้นไปมาตรา ๓ ให้ยกเลิกความใน (๔) ของมาตรา ๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(๔) ไม่อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง”มาตรา ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคหกของมาตรา ๑๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗
“การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย พระมหากษัตริย์
จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กระทําต่อพระรัชทายาทซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว หรือต่อผู้แทนพระองค์ก็ได้”มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)
พุทธศักราช ๒๕๕๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน“มาตรา ๓๗ ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาคําขอแก้ไขเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ครบกําหนดยื่นคําขอแก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา ๓๖ วรรคสอง ในการนี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอาจแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญได้ตามที่เห็นสมควร ในกรณีที่คําขอแก้ไขเพิ่มเติมมีประเด็นที่ต้องพิจารณาเป็นจํานวนมากหรืออาจมีผลกระทบต่อโครงสร้างของร่างรัฐธรรมนูญและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่าไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จได้ภายในกําหนดเวลาดังกล่าว คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะมีมติให้ขยายระยะเวลาพิจารณาคําขอแก้ไขเพิ่มเติมออกไปได้อีกครั้งหนึ่งซึ่งต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นกําหนดเวลาพิจารณาคําขอแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว และให้แจ้งมติขยายระยะเวลาพร้อมเหตุผลให้สภาปฏิรูปแห่งชาติทราบก่อนครบกําหนดเวลานั้นด้วย
เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้แก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่งแล้วให้เสนอร่างรัฐธรรมนูญต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วให้สภาปฏิรูปแห่งชาติรอไว้สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อพ้นกําหนดนี้แล้ว ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติประชุมเพื่อลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นทั้งฉบับภายในสามวันนับแต่วันที่ครบกําหนดดังกล่าว ในการนี้จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมใด ๆ มิได้ เว้นแต่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นผู้แก้ไขเฉพาะในกรณีพบเห็นข้อผิดพลาดที่มิใช่สาระสําคัญและจําเป็นต้องแก้ไขให้ถูกต้องครบถ้วน
เมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติมีมติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคสอง ให้แจ้งคณะรัฐมนตรีทราบและให้คณะรัฐมนตรีแจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบโดยเร็ว โดยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการดําเนินการให้มีการออกเสียงประชามติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ประกาศกําหนดโดยความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ให้นําพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดและบทกําหนดโทษมาใช้บังคับแก่การดําเนินการออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญนี้ด้วยการจัดให้มีการออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ออกเสียงประชามติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นทั้งฉบับ โดยต้องกระทําในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ในการนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะมีมติเสนอประเด็นอื่นใดที่สมควรให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพิ่มเติมพร้อมไปในคราวเดียวกันด้วย สภาละไม่เกินหนึ่งประเด็น ก็ได้ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเสนอประเด็นดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบด้วยกับประเด็นใด ให้แจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับมติของสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติและให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดําเนินการให้มีการออกเสียงประชามติสําหรับประเด็นนั้นในคราวเดียวกันกับการจัดให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยในกรณีดังกล่าวนี้ให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์
การมีมติเสนอประเด็นตามวรรคสี่ ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติกระทําในวันเดียวกับการมีมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ และให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติภายในสามวันนับแต่วันที่สภาปฏิรูปแห่งชาติมีมติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ
ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกําหนดวันออกเสียงประชามติตามวรรคสี่ซึ่งต้องไม่เร็วกว่าสามสิบวันแต่ไม่ช้ากว่าสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งส่งร่างรัฐธรรมนูญให้แก่ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติได้ไม่น้อยกว่าร้อยละแปดสิบของครัวเรือนทั้งหมดที่ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
ในการออกเสียงประชามติ ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งสุดท้ายก่อนวันทีรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ และภายใต้บังคับมาตรา ๓๗/๑ ถ้าผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีนําร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสามสิบวันนับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและพระราชทานคืนมาหรือเมื่อพ้นกําหนดเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป”
มาตรา ๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๓๗/๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗
“มาตรา ๓๗/๑ ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นเพิ่มเติมตามมาตรา ๓๗ วรรคสี่ และเสียงข้างมากของผู้ออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยกับประเด็นดังกล่าว และมีผลให้บทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญไม่สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดําเนินการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ แล้วส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าเป็นการชอบด้วยกับผลการออกเสียงประชามติแล้วหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญหากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าได้มีการแก้ไขให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติแล้วหรือในกรณีที่
ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าบทบัญญัติใดยังไม่สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติและได้ส่งร่างรัฐธรรมนูญคืนให้แก่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ดําเนินการแก้ไขตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วซึ่งต้องทําให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัย ให้นายกรัฐมนตรีนําร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายต่อไปตามมาตรา ๓๗วรรคเจ็ด โดยให้นับแต่วันที่นายกรัฐมนตรีได้รับร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมสมบูรณ์แล้ว”มาตรา ๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๘ และมาตรา ๓๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๓๘ ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นอนสั ิ้นสุดลงในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) สภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในเวลาที่กําหนด
(๒) สภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จตามมาตรา ๓๗ ไม่ว่าจะมีมติเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญก็ตามเมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยกร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาตามมาตรา ๓๔ หรือเมื่อมีกรณีตาม (๑) หรือเมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติมีมติไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันสิ้นสุดลงด้วย แต่มิให้นํามาตรา ๓๓ วรรคสอง มาใช้บังคับแก่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่พ้นจากตําแหน่งเพราะเหตุดังกล่าว
มาตรา ๓๙ ในกรณีที่สภาปฏิรูปแห่งชาติสิ้นสุดลงโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังไม่สิ้นสุดลง ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเว้นแต่จะมีประชามติไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ในกรณีเช่นนั้น ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงนับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ แต่ในกรณีที่มีประชามติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อจัดทําร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นที่จําเป็นเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้วการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้นั้น
ในกรณีที่สภาปฏิรูปแห่งชาติสิ้นสุดลงโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังไม่สิ้นสุดลงหากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพ้นจากตําแหน่งในระหว่างนั้นไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยให้ถือว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเท่าที่เหลืออยู่ และให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแทนตําแหน่งที่ว่างโดยเร็ว โดยมิให้นํามาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง
วรรคสอง และวรรคสามมาใช้บังคับ”มาตรา ๘ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๓๙/๑ มาตรา ๓๙/๒ และมาตรา ๓๙/๓
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗
“มาตรา ๓๙/๑ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่สภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง หรือนับแต่วันที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงตามมาตรา ๓๙ หรือนับแต่วันที่ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไปตามมาตรา ๓๗ วรรคแปด แล้วแต่กรณี ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอื่นอีกไม่เกินยี่สิบคน เพื่อทําหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง โดยให้นํามาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลมในระหว่างการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญรับฟังความคิดเห็นของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และประชาชน ประกอบด้วย ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และภายในกําหนดเวลาที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญกําหนด
เมื่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้แจ้งคณะรัฐมนตรีทราบ และให้คณะรัฐมนตรีแจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบโดยเร็ว โดยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการดําเนินการให้มีการออกเสียงประชามติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ประกาศกําหนดโดยความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้นํามาตรา ๓๗ วรรคสี่ วรรคห้า วรรคหก วรรคเจ็ด และวรรคแปด มาตรา ๓๗/๑ และมาตรา ๓๙ วรรคหนึ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยให้อํานาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๙/๒ เมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติสิ้นสุดลงตามมาตรา ๓๘ มิให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญนี้อีก และให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศขึ้นแทนสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อดําเนินการให้เกิดการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๗ สืบต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยให้คํานึงถึงความสําคัญเร่งด่วนและความสัมฤทธิผลของการปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลืออยู่ และให้นํามาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง (๑)และวรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศประกอบด้วยสมาชิกจํานวนไม่เกินสองร้อยคนซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ำากว่าสามสิบห้าปี โดยให้แต่งตั้งให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่สภาปฏิรูปแห่งชาติสิ้นสุดลง
ให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนหนึ่งและเป็นรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไม่เกินสองคน ทั้งนี้ตามมติของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ให้นํามาตรา ๑๓ มาตรา ๑๘ และมาตรา ๒๙ มาใช้บังคับแก่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศโดยอนุโลม แต่การวินิจฉัยตามมาตรา ๙ วรรคสอง ให้เป็นอํานาจของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
มาตรา ๓๙/๓ ให้นํามาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๑ มาใช้บังคับแก่ประธาน รองประธานและสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และประธานและกรรมการร่างรัฐธรรมนูญด้วยโดยอนุโลม”
มาตรา ๙ ให้ยกเลิกความในวรรคห้าของมาตรา ๔๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนําร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และให้นํามาตรา ๓๗ วรรคแปด มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรีหมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗
แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)
พุทธศักราช ๒๕๕๗ เพื่อกําหนดวิธีการจัดทําประชามติร่างรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติอื่นให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
จึงจําเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญนี้แหล่งที่มา: www.bangkokbiznews.com/news/detail/656602
-
แก้ไขเพิ่มเติม ป.แพ่ง (ฉ.21) ล่าสุด!! – ค้ำประกันและจำนอง เจ้าหนี้ ลูกหนี้ ผู้ค้ำฯ

“แก้ไขเพิ่มเติม ป.แพ่ง (ฉ.21) ล่าสุด!!”
ลิงค์: https://iqepi.com/31952/ หรือ
เรื่อง: ค้ำประกันและจำนอง เจ้าหนี้ ลูกหนี้ ผู้ค้ำฯ
—

พระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๑) พ.ศ. ๒๕๕๘
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องการค้ำประกันและจำนองเพื่อให้มีความเหมาะสมแก่การประกอบธุรกิจในปัจจุบันสมควรกำหนดให้ผู้ค้ำประกันที่เป็นนิติบุคคลสามารถผูกพันตนเพื่อรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมได้ รวมทั้งสามารถทำข้อตกลงล่วงหน้ายินยอมให้มีการผ่อนเวลาได้ หากเป็นสถาบันการเงินหรือประกอบอาชีพค้ำประกันเพื่อสินจ้างเป็นปกติธุระ
กฎหมายฉบับนี้ มี สิบ มาตรา ดังนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง ละพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๑) พ.ศ. ๒๕๕๘”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไปให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองของมาตรา ๖๘๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐)พ.ศ. ๒๕๕๗
“ความในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับแก่กรณีผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นนิติบุคคลและยินยอมเข้าผูกพันตนเพื่อรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมในกรณีเช่นนั้นผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นย่อมไม่มีสิทธิดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา๖๘๘ มาตรา ๖๘๙ และมาตรา ๖๙๐”
มาตรา ๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๘๕/๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๖๘๕/๑ บรรดาข้อตกลงเกี่ยวกับการค้ำประกันที่แตกต่างไปจากมาตรา ๖๘๑ วรรคหนึ่งวรรคสอง และวรรคสาม มาตรา ๖๘๖ มาตรา ๖๙๔ มาตรา ๖๙๘ และมาตรา ๖๙๙ เป็นโมฆะ”
มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๖๙๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐)พ.ศ. ๒๕๕๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา ๖๙๑ ในกรณีที่เจ้าหนี้ตกลงกับลูกหนี้ อันมีผลเป็นการลดจำนวนหนี้ที่มีการค้ำประกันรวมทั้งดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้น ให้เจ้าหนี้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบถึงข้อตกลงดังกล่าวภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตกลงกันนั้นถ้าลูกหนี้ได้ชำระหนี้ตามที่ได้ลดแล้วก็ดีลูกหนี้ชำระหนี้ตามที่ได้ลดไม่ครบถ้วนแต่ผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือนั้นแล้วก็ดี หรือลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามที่ได้ลดแต่ผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ตามที่ได้ลดนั้นแล้วก็ดีให้ผู้ค้ำประกันเป็นอันหลุดพ้นจากการค้ำประกันในการชำระหนี้ของผู้ค้ำประกันดังกล่าว ผู้ค้ำประกันมีสิทธิชำระหนี้ได้
แม้จะล่วงเลยกำหนดเวลาชำระหนี้ตามที่ได้ลดแต่ต้องไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาชำระหนี้ดังกล่าว
ในกรณีที่เจ้าหนี้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบถึงข้อตกลงดังกล่าวเมื่อล่วงเลยกำหนดเวลาชำระหนี้ตามที่ได้ลดแล้วให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธิชำระหนี้ได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่เจ้าหนี้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบถึงข้อตกลงนั้นทั้งนี้ข้อตกลงที่ทำขึ้นภายหลังที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้แล้ว หากในข้อตกลงนั้นมีการขยายเวลาชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ มิให้ถือว่าเป็นการผ่อนเวลาตามมาตรา ๗๐๐”มาตรา ๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสามของมาตรา ๗๐๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐)พ.ศ. ๒๕๕๗
“ความในวรรคสอง มิให้ใช้บังคับแก่กรณีผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นสถาบันการเงินหรือค้ำประกันเพื่อสินจ้างเป็นปกติธุระ”
มาตรา๗ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา ๗๒๗/๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ ข้อตกลงใดอันมีผลให้ผู้จำนองรับผิดเกินที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง หรือให้ผู้จำนองรับผิดอย่างผู้ค้ำประกัน ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ ไม่ว่าข้อตกลงนั้นจะมีอยู่ในสัญญาจำนองหรือทำเป็นข้อตกลงต่างหากทั้งนี้ เว้นแต่เป็นกรณีที่นิติบุคคลเป็นลูกหนี้และบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการตามกฎหมายหรือบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้นเป็นผู้จำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้นั้นของนิติบุคคลและผู้จำนองได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้เป็นสัญญาต่างหาก”
มาตรา๘ ข้อตกลงใดที่ได้ทำขึ้นระหว่างวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ มีผลใช้บังคับจนถึงวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้ยังคงใช้บังคับต่อไปได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
มาตรา๙ในกรณีที่เจ้าหนี้กระทำการใด ๆ ระหว่างวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๕๗ มีผลใช้บังคับจนถึงวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ อันมีผลเป็นการลดจำนวนหนี้ที่มีการค้ำประกัน รวมทั้งดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้น ให้เจ้าหนี้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบถึงการลดหนี้ดังกล่าวภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและให้ผู้ค้ำประกันเป็นอันหลุดพ้นจากการค้ำประกันตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา๖๙๑ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๑๐ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
-
พรบ.ใหม่ บัดนี้ – พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2558

“พรบ.ใหม่”
ลิงค์: https://iqepi.com/30938/ หรือ
เรื่อง: พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2558
**ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**
—

-
พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ บัดนี้ – มาตรา 21 การฆ่าสัตว์ไม่ผิดกฎหมาย

“พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์”
ลิงค์: https://iqepi.com/27038/ หรือ
เรื่อง: มาตรา 21 การฆ่าสัตว์ไม่ผิดกฎหมาย
**ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**
—

ดาวน์โหลด พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ คลิกที่นี่ติดตามข่าวตั้งแต่ พ.ร.บ.ตัวนี้ ประกาศและบังคับใช้ ปรากฎว่าสิ่งที่ได้รับรู้ก็ค่อนข้างทึ่ง เช่น
- สุนัขแปดริ้วกัดคนนับสิบราย หลังมี พ.ร.บ.คุ้มครอง – ผู้จัดการออนไลน์
- คนยอมให้หมากัดกลัวผิดก.ม.คุ้มครองสัตว์ – คมชัดลึก
- ตร.สุดมึน!! หนุ่มบุกโรงพักเลือดโชก งูเหลือมพันแขน!! แจ้งความ – ข่าวสด
- มึน! หนุ่มใหญ่บุกโรงพักเลือดอาบ แจ้งความเอาผิดไอ้เหลือมกัดแขน จาก ไทยรัฐ
ที่น่ากลัวไปกว่านั้น เมื่ออ่านเนื้อหาตามข่าว รวมทั้งความเห็นต่างๆ เกี่ยวกับข่าวพวกนี้ ในโซเชียลมีเดียว พบว่า ส่วนใหญ่จะมีความเห็นไปในทางเดียวกัน ว่าเรื่องแปลกๆ เหล่านี้ ต้นเหตุมาจาก “กลัวถูกจับ-ปรับจาก พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์”
หลังจากเห็นข่าวก็ลงมือค้นและอ่านตัว พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ จากเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ด้วยความสงสัยและไม่เชื่อว่าจะมีการร่าง พ.ร.บ. ที่เปิดโอกาสให้สัตว์เลี้ยงแสนรักของตัวเองหรือของใครกลายเป็นภัยคุกคาม มนุษย์ เพราะธรรมชาติสร้างให้สัตว์มีอาวุธป้องกันตัวติดกาย ไม่ว่าจะเป็นเขี้ยว เล็บ และที่สำคัญหากปล่อยปละละเลยโดยไม่เข้าควบคุมหรือดูแลยังเป็นพาหะนำโรค ติดต่อที่น่ากลัวอีกด้วย ไม่นับรวมกับสัญชาตญาณของสัตว์เวลาที่จะทำอันตรายแก่ใครไม่ว่าจะเป็นคนหรือ สัตว์ โดยจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามที จะสามารถทำอันตรายถึง “ตาย” ได้เลย และคิดว่าสมควรเผยแพร่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้น ตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ กรณี “ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการอันเป็นการทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร” คำว่า “สมควร” ตามมาตรา 20 ในที่นี้จะถูกขยายความในมาตรา 21 ว่าระดับไหนเรียกว่าสมควร แบบไหนเรียกว่าไม่ทารุณ ซึ่งก็คือข้อยกเว้นตามมาตรา 20 นั่นละครับ ตามข่าวเหมือนว่าจะอ่านเพียง ม.20 แค่บรรทัดเดียว ถูกสัตว์กัดเลือดท่วมหูขาดตาฉีกก็ไม่กล้าทำอะไรเพื่อเป็นการระงับเหตุ ปล่อยให้สัตว์ร้ายไปทำร้ายคนอื่นๆ ต่อไป ต้องไปดูที่ ม.21 ถ้าเข้าลักษณะ ม.21 “ไม่ห้าม” ครับ
มาตรา 21 การกระทำดังต่อไปนี้ ไม่ถือว่าเป็นการทารุณกรรมสัตว์ตามมาตรา 20
(1) การฆ่าสัตว์เพื่อใช้เป็นอาหาร ทั้งนี้ เฉพาะสัตว์เลี้ยงเพื่อใช้เป็นอาหาร
(2) การฆ่าสัตว์ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์
(3) การฆ่าสัตว์เพื่อควบคุมโรคระบาดตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์
(4) การฆ่าสัตว์ในกรณีที่สัตวแพทย์เห็นว่าสัตว์ป่วย พิการ หรือบาดเจ็บและไม่สามารถเยียวยา หรือรักษาให้มีชีวิตอยู่รอดได้โดยปราศจากความทุกข์ทรมาน
(5) การฆ่าสัตว์ตามพิธีกรรมหรือความเชื่อทางศาสนา
(6) การฆ่าสัตว์ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อป้องกันอันตรายแก่ชีวิตหรือร่างกายของมนุษย์หรือสัตว์อื่น หรือป้องกันความเสียหายที่จะเกิดแก่ทรัพย์สิน
(7) การกระทำใดๆ ต่อร่างกายสัตว์ซึ่งเข้าลักษณะของการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ โดยผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์หรือผู้ซึ่งได้รับการยกเว้นให้กระทำได้โดยไม่ต้องขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์จากสัตวแพยทสภาตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการสัตวแพทย์
(8) การตัด หู หาง ขน เขา หรืองาโดยมีเหตุอันสมควรและไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์หรือการดำรงชีวิตของสัตว์
(9) การจัดให้มีการต่อสู้ของสัตว์ตามประเพณีท้องถิ่น
(10) การกระทำอื่นใดที่มีกฎหมายกำหนดให้สามารถกระทำได้เป็นการเฉพาะ
(11) การกระทำอื่นใดที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
หากพิจารณาตามข่าวแล้วก็น่าจะเข้าลักษณะของ ม.21 วงเล็บ 6 การฆ่าสัตว์กรณีที่มีความจำเป็นเพื้อป้องกันอันตรายแก่ชีวิตหรือร่างกายของมนุษย์หรือสัตว์อื่น หรือป้องกันความเสียหายที่จะเกิดแก่ทรัพย์สิน “ไม่ถือว่าเป็นการทารุณกรรมสัตว์“ ตามมาตรา 20 ขนาดจัดให้มีการต่อสู้ของสัตว์ตามประเพณีท้องถิ่น ตาม ม.21 (9) ทั้งที่มองจากสภาพน่าจะเข้าลักษณะทารุณสัตว์ยังทำได้ไม่ผิดตาม ม.20 แล้วทำอันตรายเสียเลือดเสียเนื้อขนาดนั้นจะผิด ม.20 ก็ค่อนข้างจะแปลกๆ
เมืองไทยมีคนขี้เบื้อจำนวนหนึ่ง ที่นิยมซื้อหาลูกสัตว์มาเลี้ยงแล้วเอาไปทิ้งเมื่อเบื่อ ไหนจะมีคนใจบุญอีกจำนวนมากที่นิยมจะหาข้าวหาขนมให้สุนัขจรจัดกิน แต่ไม่เอาไปเลี้ยง ไม่ทราบว่ากลัวต้องรับผิดชอบหรือกลัวภาระ ทำให้มีสัตว์เร่ร่อนสัตว์จรจัดออกลูกออกหลานไร้คนดูแลและรับผิดชอบเต็มไปหมด ก็อย่าให้ถึงกับเด็กไทยต้องมีลักษณะพิกลพิการ ปากแหว่ง หูแหว่ง เพราะถูกสัตว์ทำร้าย แต่ไม่กล้าทำอะไรสัตว์เพราะกลัว กม.ตัวนี้ ด้วยความไม่เข้าใจเลย
สำหรับบทลงโทษ น่าจะสนใจส่วนของออกมาสำหรับลงโทษเจ้าของสัตว์ที่ไม่มีความรับผิดชอบ หรือไม่ใช่เจ้าของสัตว์แต่มีนิสัยของทารุณกรรมสัตว์เป็นนิจมากกว่า ถ้าแบบนั้นก็จัดไปหนักๆ เลย เพราะโทษก็พอสมน้ำสมเนื้อดี ยกเว้นกรณีศาลห้ามครอบครองสัตว์เพราะหากเป็นพวกคนขี้เบื่อเอาสัตว์ไปทิ้งก็สมความปรารถนาเลย จ่ายค่าปรับแค่ 40,000 บาท ส่วนตัวได้แค่ค่าอาหารสุนัขขนาดกลาง 4 ปีกว่าๆ ต่อ 1 ตัวเท่านั้น ไม่รวมวัคซีนนานาชนิด และค่ารักษากรณีเจ็บป่วยด้วยซ้ำ ถ้าเป็นสุนัขขนาดใหญ่ก็ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าจะต้องใช้ค่าใช้จ่ายขนาดไหน
บทกำหนดโทษ
มาตรา 20 ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการอันเป็นการทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร
มาตรา 22 ต้องดำเนินการจัดสวัสดิภาพสัตว์ให้แก่สัตว์ของตนให้เหมาะสมตามหลักเกณฑ์ฯ
มาตรา 23 ห้ามมิให้เจ้าของสัตว์ปล่อย ละทิ้ง หรือกระทำการใดๆ ให้สัตว์พ้นจากการดูแลของตนโดยไม่มีเหตุสมควร แต่ไม่รวมถึงการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองให้แก่ผู้ซึ่งประสงค์จะนำสัตว์ไปดูแลแทน
มาตรา 24 การขนส่งสัตว์ หรือการนำสัตว์ไปใช้งานหรือใช้ในการแสดง เจ้าของสัตว์หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องจัดสวัสดิภาพสัตว์ให้เหมาะสม ตามหลักเกณฑ์ฯ
หากฝ่าฝืนมาตรา 20 หรือ ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ฯ ตามมาตราา 22, 23, 24 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งห้ามมิให้เจ้าของหรือผู้กระทำความผิดนั้นครอบครองสัตว์ดังกล่าว และมอบให้หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลที่เห็นสมควรเป็นผู้ครองครองหรือดูแลสัตว์นั้นต่อไป (ม.31, ม.32)
และเมื่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 25 คือ เรียกเจ้าของให้ส่งเอกสาร เข้าตรวจค้น (ไม่ต้องมีหมายค้นหากมีเหตุจำเป็น ตามมาตรา 25 (5)) ยึด อายัดสัตว์ หากเจ้าของสัตว์ไม่อำนวยความสะดวก (ม.28) มีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท (ม.34)
อันนี้เผื่อออกสอบ
- “พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557″ นิยมเรียกว่า พ.ร.บ.ตัวนี้ว่า พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ ถ้าเป็นข้อสอบระวังผิดนะ
- กรณีโทษปรับสถานเดียวให้อธิบดีกรมปศุสัตว์หรือผู้อธิบดีมอบหมายมีอำนาจเปรียบเทียบได้ และกำหนดชำระเงินค่าปรับภายใน 15 วัน ให้ถือว่าคดีเลิกกันตาม ป.วิ อาญา (ม.35)
- ประกาศวันที่ 26 ธ.ค.57 บังคับใช้ 27 ธ.ค. 57 (ถัดจากวันประกาศในราชกิจจาฯ)
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รักษาการ
- สัตว์ตามความหมายใน พ.ร.บ. สัตว์เลี้ยงเป็นสัตว์บ้าน พาหนะ เพื่อน อาหาร แสดง ทั้งที่มีและไม่มีเจ้าของ และสัตว์ที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติด้วย
- การทารุณกรรม หมายความวา่ การทำ หรือไม่ทำ จนเป็นเหตุให้สัตว์ได้รับความทุกข์ทรมานไม่ว่าทางร่างกายหรือจิตใจ เจ็บปวด เจ็บป่วย พิการ จนถึงตาย รวมทั้งใช้สัตว์ เด็ก แก่ พิการ ตั้งท้อง เจ็บป่วย ประกอบกามกิจ (???) หรือ ทำงานเกินสมควร และไม่สมควร เพื่อแสวงหาผลประโยชน์
- เจ้าของสัตว์ คือ เจ้าของกรรมสิทธิ์ ครอบครองสัตว์หรือผู้ได้รับมอบหมายให้ดูแล ทั้งรับมอบจากเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยตรง หรือได้รับมอบจากผู้ที่รับมอบให้ดูแลอีกที
- มีคณะกรรมการป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ รวมแล้วไม่เกิน 7 คน เป็นกรรมการ ดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี ห้ามเกิน 2 วาระติดต่อกัน
อย่างไรก็ตามควรดูรายละเอียดอ่านจาก พ.ร.บ. ฉบับเต็มด้วยนะครับ ผมก็ไม่ชำนาญเรื่อง กม. ^^
-
Digital Economy เศรษฐกิจดิจิทัล

“Digital Economy”
ลิงค์: https://iqepi.com/22670/
เรื่อง: เศรษฐกิจดิจิทัล
เศรษฐกิจดิจิตอล (digital economy)
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงไป อย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดของสังคมโลก โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ยุคดิจิตอล การจะใช้ระบบเดิมๆ โดยไม่ปรับตัวตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกก็คงเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าปัจจุบันหลายประเทศผ่านช่วงเวลานี้ไปนานแล้ว แต่สำหรับประเทศไทยเพิ่งจะเริ่มขยับ
นอกเหนือจากการป้องกันการจะเป็นคำถามในหัวข้อเหตุการณ์ปัจจุบัน บางทีเรื่อง Digital Economy อาจจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับบางท่าน เพราะไม่ใช่เรื่องไกลตัวและขอบเขตของระบบนี้ครอบคลุมไปทุกส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน ไม่เฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ เท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงธุรกิจขนาดเล็ก และประชาชนทั่วไป ในอนาคต และไม่ว่าจะยินยอมพร้อมใจหรือไม่ ช้าเร็วก็หนีไม่พ้น Digital Economy ในระหว่างที่ประเทศไทยกำลังวางโครงสร้างพัฒนาส่วนต่างๆ เพื่อเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบ Digital Economy การทำความคุ้นเคยกันเสียแต่เนิ่นๆ ย่อมดีกว่าเพราะเรื่องของอนาคตยิ่งช้ายิ่งเสียโอกาส
ความหมายของ Digital Economy
เมื่อ เอ่ยถึง “เศรษฐกิจดิจิตอล” e-commerce หรือการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือการทำธุรกรรมผา่นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกๆ ช่องทาง น่าจะเป็นความคิดแรกของหลายๆ ท่าน ซึ่งจริงๆ แล้ว e-commerce เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Digital Economy เท่านั้น
“Digital Economy” หมายถึง เศรษฐกิจที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศหรือ IT ซึ่งมีอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก เป็นปัจจัยสำคัญ หรือ ระบบเศรษฐกิจที่ยืนบนฐานความรู้ อันเป็นผลผลิตจากการค้าเสรีและการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศในช่วงที่ผ่านมา โดยระบบเศรษฐกิจใหม่ เน้นเทคโนโลยีกับความรู้ของบุคคล สามารถผลิตสินค้ามีคุณภาพกว่าระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน ที่มุ่งลดต้นทุนเป็นสำคัญ
ผู้บัญญัติศัพท์นี้ขึ้นเป็นคนแรกคือ Don Tapscott ผู้เขียนหนังสือชื่อ “The Digital Economy : Promise and Peril in the Age of Networked Intelligence” ในปี 1995
Digital Economy มีชื่ออื่นอีกเช่น The Internet Economy / The New Economy หรือ Web Economy อย่างไรก็ดีชื่อที่คนนิยมที่สุดคือ Digital Economy
Digital Technology เป็นฐานสำคัญของ IT ซึ่งอาศัยการใช้เลข 0 และ 1 ซึ่งอยู่ในลักษณะของ Binary System (ถ้าเป็น Decimal System ก็จะเป็นฐาน 10 กล่าวคือประกอบด้วยเลข 0 ถึง 9) ในการส่งสัญญาณ ซึ่งการส่งสัญญาณ 0 และ 1 ส่วนใหญ่กระทำผ่านใยแก้วนำแสง (Optic Fiber)
IT คือ การผนวกเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์เข้ากับเทคโนโลยีโทรคมนาคม สังคมที่มีโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม (เช่นเครือข่ายใยแก้วนำแสงเป็นตัวกลางนำเสียง ข้อมูลและภาพสู่โทรศัพท์และอุปกรณ์ไอทีทั้งหลาย / ชุมสาย / เสาส่งสัญญาณ / สถานีรีเลย์สัญญาณ ฯลฯ) ที่มีคุณภาพและครอบคลุมกว้างขวาง มีการบริหารจัดการเครือข่ายที่ดี ตลอดจนมีการประยุกต์ซอฟต์แวร์ และมีกลไกในการประสานการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่ดี จะเป็นกุญแจสำคัญสู่การเป็น Digital Economy
ในช่วงปลายปี 2557 เศรษฐกิจดิจิตอล (digital economy)ได้รับความสนใจและกล่าวถึงมากขึ้นไม่ว่าจากสื่อหรือบุคคลในแวดวง ต่างๆ เมื่อ “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ออกมาระบุว่า รัฐบาลมีแผนที่จะผลักดันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ให้อยู่บนเศรษฐกิจฐานดิจิตอล ให้เป็นรูปธรรมภายในระยะเวลา 1 ปี ทำให้ต้องมีการปรับโครงสร้างใหม่ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และกระทรวง กรม หรือส่วนราชการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับดิจิตอลอย่าง และทำงานทับซ้อนกัน และยังต้องปรับแก้กฎหมายหลายฉบับ เช่น
- พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
- พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551
- พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553
- พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544
- พ.ร.บ.ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
- พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
- การตั้ง พ.ร.บ.เกี่ยวกับการโอนย้ายตั้งกรม กอง ใหม่ในกระทรวงและต้องแก้ พ.ร.ฎ. ของซิป้า
แนวคิดหลักของนโยบายนี้คือ ต้องนำ ดิจิตอล เข้าไปเสริมศักยภาพการทำงานของทุกกระทรวงที่มีดิจิตอลเข้าไปเกี่ยวข้องตลอด จนต้องนำไปเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้
ล่าสุดกลางเดือน ธ.ค. 57 ครม. มีมติเห็นชอบให้เปลี่ยนชื่อ “กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ICT” เป็น..
“กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม”
เพื่อให้ครอบคลุมการทำงานในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอล สำหรับอำนาจและ หน้าที่ของ “คณะกรรมการดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอล 5 ด้านที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
แนวทางพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล 5 ด้าน (Digital Economy Initiative)
- Hard Infrastructure ด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร เช่น การสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้มีความเสถียร ทั้งการเชื่อมต่อในประเทศและต่างประเทศ สัญญาณต้องไม่สะดุด มีดาต้า เซ็นเตอร์ เพื่อรองรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
- Soft Infrastructure ด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านมาตรฐาน ความมั่นคง ความปลอดภัยสารสนเทศและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในธุรกรรมที่จะทำผ่านออนไลน์ สร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจ เช่น การทำระบบยืนยันตัวบุคคล เพื่อให้ผู้ทำธุรกิจรู้ว่าใครเป็นใครในโลกไซเบอร์ จะต้องมีการดูแลความมั่นคง ปลอดภัย ให้กับระบบที่ใช้ในการทำธุรกิจ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่กฎหมายรองรับ จะฟ้องร้องกันได้ทางศาล ศาลจะรับฟัง
- Service Infrastructure ด้านโครงสร้างบริการ ส่งเสริมการใช้ในระดับ Application การสร้างแพลตฟอร์มสำหรับการทำธุรกรรมและการสร้างธุรกิจของประเทศ เช่น Google search engine, Google map
- Digital Economy Promotion ด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตอล การส่งเสริมอุตสาหกรรมด้าน Digital Economy รวมทั้งการวิจัยและพัฒนา (R&D) ด้าน Digital Economy (Promotion & Innovation) เพื่อจะนำพาผู้ที่มีศักยภาพทางธุรกิจไปสู่ความเป็นผู้ประกอบการในประเทศ โดยการพัฒนา Digital Skill ควบคู่กันไปให้ผู้ประกอบการ หมายความว่า จะใช้ digital รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจทุกภาคส่วน
- Digital Society & Knowledge
– Knowledge ด้านการสร้างองค์ความรู้และสังคมดิจิตอล ส่งเสริมความตระหนัก ความสำคัญ และความรู้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต การพัฒนาให้เกิด
– Digital Society ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการใช้ประโยชน์จากระบบ Digital ลดความได้เปรียบ เสียเปรียบ ลดความแตกต่างในการเข้าถึงเครือข่ายข้อมูลมหาศาลได้ ทุกคนเข้าถึงได้ ในราคาต้นทุนต่ำลง
โดยจะมีคณะกรรมการเฉพาะ ด้านทำหน้าที่ช่วยเหลือคณะกรรมการ ดิจิตอลฯ ในการกลั่นกรอง ติดตาม และประเมินผลการทำงานตามนโยบายอย่างใกล้ชิด
วัตถุประสงค์ของนโยบาย Digital Economy
- เพื่อ นำดิจิตอลเสริมศักยภาพการทำงานของทุกกระทรวงที่มีดิจิตอลเข้าไปเกี่ยวข้อง ตลอดจนต้องนำไปเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะเอสเอ็ม อี ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้
- เพื่อทำให้ดิจิตอลเข้าไปมีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาความยากจน
- เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงการใช้ไอซีทีอย่างชาญฉลาด ตลอดจนการควบคุมดูแลเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม
สิ่งที่จะได้รับจากนโยบาย Digital Economy
- การ ลดต่ำลงของต้นทุนในการประกอบการไม่ว่าในด้านการผลิต ด้านการขาย (ลองจินตนาการสังคมที่ไม่มีอีเมล์ ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มี Conference Call ดูว่าจะมีโสหุ้ยหรือ Transaction Cost ในการดำเนินการสูงเพียงใด)
- อำนวย ให้เกิดการต่อยอดในการผลิตสินค้าและบริการใหม่ออกสู่ตลอดเพื่อสนองความ ต้องการของผู้บริโภค ตัวอย่างเช่นการได้รับข้อมูลข่าวสารในเรื่องต่าง ๆ จากแหล่งอื่น ๆ ทั่วโลกเพื่อนำมาช่วยออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ฯลฯ
- การ ขยายตัวอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นของ E-commerce ท่ามกลางสภาวการณ์ที่ต้นทุนในการดำเนินการลดต่ำลง เช่น การขายของทางอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องมีร้านค้า ความสะดวกของผู้ซื้อที่ไม่ต้องเดินทางไปหาซื้อของ เกษตรกรเปิด Application และรู้ได้ทันทีจากตำแหน่ง GPS ที่ตนอยู่ว่าในพื้นที่นั้นในปีนั้นควรปลูกพืชอะไร ฯลฯ
- ขยายการจ้าง งานและสร้างการจ้างงานในลักษณะใหม่ ๆ อันเป็นผลจากการเกิดสินค้าการตลาดและรูปแบบการค้าขายใหม่ เช่น นักกลยุทธ์การตลาดทาง social media ที่ปรึกษา E-commerce นักโฆษณาสินค้าทาง Social Media ฯลฯ
- อำนวยให้เกิดการลงทุนธุรกิจข้ามพรมแดนมากยิ่ง ขึ้น เช่น การจองโรงแรมและ ทริปท่องเที่ยว การลงทุนซื้อหุ้นต่างประเทศ การค้าขายเงินตราต่างประเทศ ฯลฯ
- สนับสนุนการเรียนรู้ของประชาชนซึ่งช่วยส่งเสริมคุณภาพของมนุษย์และแรงงาน เช่น การเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต / E-Learning ฯลฯ
ประการ สำคัญ Digital Economy อำนวยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคต่างๆ มีมูลค่าสูงยิ่งขึ้นและมีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังสนับสนุนความแข็งแกร่งในการกำหนดกลยุทธ์การตลาดอันเนื่องมาจาก การมีข่าวสารข้อมูลที่กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ยุทธศาสตร์ดิจิทัล อีโคโนมี
- อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ทุกตำบล 8 หมื่นล้านบาท
- บริการอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐ
- Smart-Auction การจัดซื้อ-จัดจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Marking,e-Bidding)
- Smart-Education โครงข่ายการศึกษาไปยังโรงเรียนห่างไกล
- Smart-Health รักษาพยาบาลทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
- Smart-Government บริการภาครัฐผ่านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
- Smart-Agricuture พัฒนาระบบศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลทางการเกษตร
- ให้เอกชนใช้โครงข่ายร่วมกันเพื่อลดค่าบริการ
- จัดตั้งหน่วยงานบรอดแบนด์แห่งชาติขยายโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง
- เพิ่มการใช้บริการและธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ปัจจุบันมีมูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท
- สนับสนุนการให้บริการ Mobile 3G 4G/LTE, WiFi หรือ FTTx
*จาก นสพ. post today
แนวคิดในการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ 3 ขั้นตอน
- การค้าบนระบบดิจิตอล (Digital Commerce) การพัฒนาการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือการซื้อขายสินค้าบริการทางอินเตอร์เน็ต ในอดีตมักกล่าวถึง e-commerce แต่ในยุคปัจจุบันตลาดการค้าดิจิตอลได้แตกแขนงไปสู่ mobile-commerce และ Social Commerce ที่ขายของผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ หรือการค้าบนระบบดิจิตอล ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยพัฒนากระบวนการต่างๆ ในการซื้อขายบนโลกออนไลน์ ตั้งแต่การส่งคำสั่งซื้อ ชำระเงิน และการจัดส่ง
- การปรับตัวด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล (Digital Transformation) โดยนำเอาเทคโนโลยีดิจิตอลต่างๆ มาประยุกต์ใช้ให้เกิดมูลค่าทางธุรกิจนอกเหนือจากการค้า มุ่งเน้นในเรื่องของประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ และขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการทำงาน ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า มากกว่ายอดขาย
- การบริโภคเนื้อหาดิจิตอล (Digital Consumption) พัฒนาการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นช่องทางการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการ ที่มีอยู่เดิม และพัฒนาการใช้เทคโนโลยี Digital มาประยุกต์เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ
โครงการนำร่อง
- ระบบ Enterprise Resource Planning(ERP)
- ระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด(CCTV)
- Application Program Interface(API)
- e-Market Place
- เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำสำหรับผู้พิการ
- อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง(บรอดแบนด์)
ตลอด จนจัดทำข้อมูลการบูรณาการโครงข่ายไฟเบอร์ออพติคส์ภาครัฐ เพื่อเตรียมนำเสนอต่อคณะกรรมการ Digital Economy แห่งชาติ ในส่วนของ Hard Infrastructure
ผู้มีส่วนร่วมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย
- ภาครัฐ
- ภาคสังคม
- ธุรกิจขนาดใหญ่, ธุรกิจขนาด SMES, เศรษฐกิจฐานราก (ธุรกิจครัวเรือน,เกษตรกรขนาดเล็ก)
- ประชาชนทั่วไป
ดาวน์โหลดข้อมูล
-
เหตุการณ์ปัจจุบันรายงานพิเศษ บัดนี้ – รายละเอียดของ 3 หัวข้อหลักในเว็บไซต์

“เหตุการณ์ปัจจุบัน-รายงานพิเศษ”
ลิงค์: https://iqepi.com/19117/ หรือ
เรื่อง: รายละเอียดของ 3 หัวข้อหลักในเว็บไซต์
**ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**
—

ในการสอบงานราชการ หลักสูตรการสอบสำหรับบางหน่วยงาน จะมีหัวข้อ “เหตุการณ์ปัจจุบัน” นั่นก็คือเรื่องเกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่มีความสำคัญและน่าสนใจ ส่วนนี้ลักษณะข้อสอบจะค่อนข้างกว้าง ท่านที่เตรียมสอบต้องสะสมไปเรื่อยๆ จึงได้ตั้งหัวข้อที่จะนำข้อมูลที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการสอบไว้ในสามหัวข้อหลักคือ
- รายงานพิเศษ คลิกที่นี่ รายงานความเคลื่อนไหวของการดำเนินการจัดสอบของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และการเปลี่ยนแปลงของ กฎ ระเบียบ และ พ.ร.บ. ต่างๆ ที่สำคัญ ซึ่งอาจจะเป็นส่วนที่มีผลต่อการเตรียมตัวสอบ
- เหตุการณ์ปัจจุบัน คลิกที่นี่ เป็นเหตุการณ์ปัจจุบันจริงๆ สังคม เศรษฐกิจ การเมือง รวมทั้งเรื่องทั่วไปที่อาจจะไม่เกี่ยวกับการสอบแต่น่าสนใจ หรือเรื่องเบาๆ ผ่อนคลาย แปลกๆ ที่อยากเล่าสู่กันฟัง
- ข้อมูลเตรียมสอบ คลิกที่นี่ เกี่ยวกับแนวข้อสอบ หรือข้อมูลที่อยู่ในหลักสูตรการสอบ
ท่านสามารถอัพเดตข้อมูลทั่วๆ ไปได้จากทั้ง 3 หัวข้อ ท่านสามารถอ่านแบบสบายๆ ไม่ต้องเครียดเพียงให้ทราบไว้ก็น่าจะเพียงพอเพราะลักษณะข้อสอบไม่ได้ถึงกับให้วิเคราะห์อะไรมากมาย บางครั้งทีมที่ดูแลเว็บไซต์ก็อาจจะมีมึนๆ บ้าง หาข้อมูลมากๆ คิดมากๆ ก็ตาลาย ไม่รู้จะเอาไปไว้ในหัวข้อใดดี อาจจะทำให้ท่านที่ติดตามสับสนบ้างก็ขออภัย อย่างไรก็จะพยายามหาสาระข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาให้ท่านใช้สำหรับเตรียมความพร้อมในการสอบงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ความตั้งใจก็อยากส่งให้ถึงฝั่งเลย ไม่อยากทิ้งไว้กลางทางให้ยืนงงมืดแปดด้าน แต่ด้วยเวลาที่ค่อนข้างจำกัด การจัดสอบสมัยนี้เร็วมากๆ ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบได้ไม่นานบางทีก็จัดสอบในสัปดาห์ถัดไปทันที ในหัวข้อ “ข้อมูลเตรียมสอบ” จึงค่อนข้างจะเป็นปัญหาอัพเดตไม่ทัน อย่างก็จะพยายามปรับปรุงต่อไป 🙂
วิธีการสมัครงาน เหตุการณ์ปัจจุบันรายงานพิเศษ :ตนเอง
ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ:
สอบวันที่:
ประกาศผลสอบ: -
สรุปย่อ บัดนี้ – ระเบียบเบิกจ่ายเงินจากคลัง การเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลัง พ.ศ.2551
“สรุปย่อ”
ลิงค์: https://iqepi.com/?p=16236 หรือ
เรื่อง: ระเบียบเบิกจ่ายเงินจากคลัง การเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลัง พ.ศ.2551
**ไม่ต้องผ่านภาค ก. ก.พ.**


















