Categories
เหตุการณ์ปัจจุบัน

รัฐบาลเปิดจองบ้านยั่งยืน –  244 โครงการเริ่ม 28 ส.ค.นี้

แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

รัฐบาลเปิดจองบ้านยั่งยืน

“รัฐบาลเปิดจองบ้านยั่งยืน”

ลิงค์: https://iqepi.com/32314/ หรือ
เรื่อง: 244 โครงการเริ่ม 28 ส.ค.นี้


วันนี้(17 ส.ค.) พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 28 ส.ค.-6 ก.ย.นี้ การเคหะแห่งชาติ (กคช.) จะนำโครงการบ้านยั่งยืนและอาคารชุดพร้อมอยู่ มาจัดสรรเปิดให้ผู้มีรายได้น้อยลงทะเบียนจอง รวมทั้งสิ้น 244 โครงการ จำนวน 13,583 ยูนิตทั่วประเทศ ราคาเริ่มต้น 3-5 แสนบาท ค่าจองเพียง 1,000 บาท ฟรีค่าโอน พร้อมแถมเหล็กดัดมุ้งลวด

ทั้งนี้ โครงการบ้านยั่งยืนเป็นการดำเนินงานตามบัญชาของท่านนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ผู้มีรายได้น้อยได้มีที่พักอาศัยที่ได้มาตรฐาน ในราคาที่สามารถผ่อนชำระได้ และอยู่ในย่านที่ปลอดภัยเดินทางสะดวก เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำให้แก่พี่น้องประชาชนคนไทย โดยการเคหะฯได้นำบ้านและอาคารที่ยังไม่มีผู้เข้าซื้อมาพัฒนาปรับปรุงตกแต่งเพิ่มเติม และสร้างพร้อมเข้าอยู่ เพิ่อ ได้มาตรฐานมากขึ้น ในราคาคุ้มค่า เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยได้จับจอง ซึ่งจากสถิติทั่วประเทศ พบว่าผู้มีรายได้น้อยที่ยังไม่มีบ้านเป็นของตัวเองอยู่ถึง 4.5 ล้านครัวเรือน

“สถานที่ที่เปิดจอง กำหนดไว้เป็นสำนักงานที่ดูแลชุมชนที่มีโครงการเปิดขายกว่า 80 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งประชาชนที่สนใจสามารถนำเอกสารไปลงทะเบียนจองตามช่วงวันดังกล่าวได้ โดยรายละเอียดเบื้องต้น สามารถติดต่อสอบถามข้อมูล ทำเล และ ราคา ได้ที่สายด่วนการเคหะแห่งชาติ 1615 กด 2 หรือ0-2351-7777”

สำหรับคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนการจองต้องมีสัญชาติไทย บรรลุนิติภาวะ ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ติด BLACK LIST หรือ เครดิตบูโรจากสถาบันการเงิน มีรายได้ครอบครัวไม่เกิน 30,000 บาท/เดือน และ สามารถรับภาระและเงื่อนไขการเช่าซื้อได้โดยผ่านเกณฑ์การพิจารณาจากการเคหะแห่งชาติ

  Youtube: iqepin LINE it! เพิ่มเพื่อน  

ส่วนหลักฐานสำคัญในการทำสัญญาที่ต้องเตรียม ประกอบด้วย บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรข้าราชการ หรือบัตรพนักงานรัฐวิสาหกิจ (พร้อมสำเนา 1 ชุด) สำเนาทะเบียนบ้านของตนเองและคู่สมรสสำเนาทะเบียนสมรส หรือใบหย่า (ถ้ามี) หนังสือรับรองรายได้ตนเองและคู่สมรส หนังสือรับรองรายได้จากหน่วยงาน สลิปเงินเดือน หรือสำเนาบัญชีเงินฝาก และเงินจอง

โดยรายละเอียด 244 โครงการ จำนวน 13,583 ยูนิต จำนวน ประกอบด้วย 1.โครงการมีราคาขายต่ำกว่า 300,000 บาท 17 โครงการ จำนวน 736 ยูนิต เป็นอาคารชุดในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ทำเลหัวหมาก มีนบุรี สายไหม เพชรเกษม 81 นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ

2.ราคาขายตั้งแต่ 300,000-400,000 บาท 11 โครงการ 1,117 ยูนิต เป็นอาคารชุดแบบบ้านพร้อมที่ดิน แบ่งเป็นโครงการในเขตกรุงเทพและปริมณฑล 4 โครงการ 387 ยูนิต ทำเลร่มเกล้า นครปฐม สมุทรปราการ และโครงการในภูมิภาค 7 โครงการ 730 ยูนิต ทำเลเชียงใหม่ อุตรดิตถ์ ชลบุรี ปราจีนบุรี อุบลราชธานี

3.ราคาตั้งแต่ 4000,001-500,000 บาท 67 โครงการ 9,088 ยูนิต เป็นอาคารชุดและบ้านพร้อมที่ดิน แบ่งเป็นในเขตกรุงเทพและปริมณฑล 50 โครงการ 8,385 ยูนิต ทำเลลาดกระบัง หนองจอก พหลโยธิน นครปฐม สมุทรสาคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และภูมิภาค 17 โครงการ 703 หน่วย ทำเลเชียงราย ลำปาง แพร่ ลำพูน พะเยา อยุธยา กาญจนบุรี สมุทรสงคราม ชลบุรี ระยอง

และ4.ราคาขายมากกว่า 500,000 บาทขึ้นไป 149 โครงการ 2,642 ยูนิต เป็นอาคารชุดและบ้านพร้อมที่ดินในแบ่งเป็นเขตกรุงเทพและปริมณฑล 46 โครงการ 794 หน่วย ทำเลบึงกุ่ม ร่มเกล้า มีนบุรี ปัญญารามอินทรา หทัยราษฎร์ คู้บอน รามอินทรา บางเขน บางขุนเทียน นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และภูมิภาค 103 โครงการ 1,848 ยูนิต ทำเลเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร กำแพงเพขร นครสวรรค์ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี สระบุรี ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา สระแก้ว นครราชสีมา ขอนแก่น หนองคาย เลย

แหล่งที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันที่ 17 สิงหาคม 2558


แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Categories
เหตุการณ์ปัจจุบัน

กรมเจ้าท่า –  ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเหตุการโยนวัตถุระเบิดลงบริเวณท่าเรือสาธร

แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

กรมเจ้าท่า

“กรมเจ้าท่า”

ลิงค์: https://iqepi.com/32309/ หรือ
เรื่อง: ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเหตุการโยนวัตถุระเบิดลงบริเวณท่าเรือสาธร


ท่าน
Tawanundhapatrasitrathorn BoomMaebaan Tunchaiwongmahatewapitakpong
ฝากมาครับ
“แอดมิน ผมฝากแจ้งข่าวว่า ท่าเรือยังให้บริการ แต่ให้ประชาชนรับฟังคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ด้วยครับ”

ข่าวกรมเจ้าท่า ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม 1278 ถนนโยธา เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 10100 โทร.0 2233 1311-8 ต่อ 280, 258 fax.022363240

ฉบับที่ 87/2558

กรมเจ้าท่า รายงานสถานการณ์ความคืบหน้ากรณีเกิดเหตุระเบิดบริเวณท่าเรือสาธร

กรณีเกิดเหตุมีคนร้ายโยนวัตถุระเบิดลงบริเวณท่าเรือสาทร เมื่อเวลา 13.2 น. ของวันที่ 18 สิงหาคม 2558 ผู้เห็นเหตุการณ์ แจ้งว่า คนปาอยู่บนสะพานมีความประสงค์จะปาระเบิดลงตรงสะพานข้ามคลองเชื่อมระหว่างท่าเรือข้ามฟากกับท่าเรือโดยสาร แต่พลาดเป้าติดราวสะพานทำให้ระเบิดตกลงน้ำและเกิดระเบิด เกิดแรงดันน้ำพุ่งกระจาย จากรายงานเบื้องต้นไม่มีผู้บาดเจ็บ หรือเสียชีวิต ส่วนคนร้ายหนีไปได้คาดว่าอาจใช้รถจักรยานยนต์หลบหนีมุ่งหน้าไปทางแยกวิทยุ ล่าสุด เจ้าหน้าที่ทหารทำการปิดถนนช่วงท่าเรือสาทรและบริเวณ BTS ตากสิน ตรวจสอบบริเวณโดยรอบ เพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำซ้อน

ตามมาตรการรักษาความปลอดภัย กรมเจ้าท่าได้สั่งการเจ้าพนักงานขนส่งประจำท่าเรือสาทร อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนผู้ใช้บริการเรือด่วนและเรือข้ามฟาก พร้อมกับจัดกำลังเพิ่มเติมเพื่อให้การดูแลครอบคลุมทั่วถึง และร่วมดำเนินการสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และชุดปฏิบัติการเก็บกู้ระเบิด ให้สามารถตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุซึ่งเป็นพื้นที่ที่กรมเจ้าท่าควบคุมดูแลจนกว่าจะเสร็จสิ้นปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ โดยท่าเรือสาทรยังเิดให้บริการตามปกติ และขอแจ้งให้ประชาชนผู้ใช้บริการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ นายจุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมเจ้าท่า ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่สำนักความปอลดภัยและสิ่งแวดล้อมทางน้ำ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคเขตและสาขา ควบคุมดูแลความปลอดภัยตามท่าเรือในพื้นที่รับผิดชอบรวมถึงที่ตั้งสำนักงาน หากพบเห็นสิ่งผิดปกติให้รายงานแจ้งเจ้าหน้าที่ทราบทันที หรือแจ้งสายด่วนกรมเจ้าท่า โทร. 1199 ตลอด 24 ชั่วโมง

ฝ่ายประชาสัมพันธ์

18 สิงหาคม 2558

ดาวน์โหลดข้อมูลที่เกี่ยวกับเรื่อง กรมเจ้าท่า
ประกาศรับสมัคร |


แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Categories
เหตุการณ์ปัจจุบัน

สำนักการศึกษา กทม. –  แจ้งปิดการเรียนการสอน พรุ่งนี้ (18 ส.ค. 58) โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครทั้ง 438 แห่งทั่วกรุงเทพฯ

แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

สำนักการศึกษา

“สำนักการศึกษา กทม.”

ลิงค์: https://iqepi.com/32288/ หรือ
เรื่อง: แจ้งปิดการเรียนการสอน พรุ่งนี้ (18 ส.ค. 58) โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครทั้ง 438 แห่งทั่วกรุงเทพฯ


สำนักการศึกษามีหนังสือด่วนที่สุดถึง ผอ.เขต ทั้ง 50 เขต ด้วยเมื่อเวลา 18.55 น. ได้เกิดเหตุระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็ฯจำนวนมากนั้น

เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่นักเรียนและข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากรุงเทพมหานคร ปลัดกรุงเทพมหานครได้โปรดสั่งการให้โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครปิดการเรียนการสอนในวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2558

ดาวน์โหลดข้อมูลที่เกี่ยวกับเรื่อง สำนักการศึกษา กทม.
ประกาศรับสมัคร |


แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Categories
เหตุการณ์ปัจจุบัน

ซื้อรถปีนี้หรือปีหน้า?? –  อัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ เริ่ม 1 ม.ค 59

แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ซื้อรถปีนี้หรือปีหน้า??

“ซื้อรถปีนี้หรือปีหน้า??”

ลิงค์: https://iqepi.com/32279/ หรือ
เรื่อง: อัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ เริ่ม 1 ม.ค 59


ที่มา: นิตยสารฟอร์มูลา, กระทรวงการคลัง

ท่านใดวางแผนจะซื้อรถคงต้องวางแผนกันให้ดีๆ ในช่วงที่จะมีการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ ที่จะเริ่มในวันที่ 1 มกราคม 2559 ซึ่งจะทำให้รถยนต์บางประเภทแพงขึ้นและบางประเภทราคาถูกลงจากตารางข้างต้น ซึ่งจะคิดตามอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) แทนการคิดตามความจุกระบอกสูบ แล้วจะทราบได้อย่างไรว่ารถคันไหนปล่อย CO2 เท่าไร วันที่ 1 ต.ค. 2558 จะเริ่มเห็น ECO STICKER หรือระบบป้ายข้อมูลรถยนต์ ซึ่งจะระบุอัตราการปล่อย COไว้พร้อมอัตราการใช้น้ำมันที่แสดงเป็น หน่วยลิตร : 100 กม. ใน 3 สภาวะการขับขี่ (1. สภาวะรวม 2. สภาวะในเมือง 3. สภาวะนอกเมือง) คล้ายๆ กับฉลากประหยัดไฟที่ติดในอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า แถมยังมี (รายละเอียด ECO STICKER คลิกที่นี่)

สรุปภาษาสั้นๆ ง่ายๆ ดูคร่าวๆ จะมีเพียงเฉพาะ อีโคคาร์เท่านั้นที่ราคาถูกลง ทั้งนี้ขึ้นกับอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ นอกนั้นแพงขึ้นจากภาษีรถยนต์อัตราใหม่ราว 3-10% ดังนั้นถ้าเล็งรถอีโคคาร์ก็รอซื้อปีหน้าดีกว่า ส่วนรถยนต์ประเภทอื่นที่วางแผนจะซื้อในปีหน้าน่าจะต้องมีการปรับเปลี่ยนแผนเพราะส่วนเพิ่มก็มากพอสมควร


แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Categories
เหตุการณ์ปัจจุบัน

ECO Sticker –  ระบบป้ายข้อมูลรถยนต์ ECO Sticker เริ่ม 1 ต.ค. 58

แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ECO

“ECO Sticker”

ลิงค์: https://iqepi.com/32278/ หรือ
เรื่อง: ระบบป้ายข้อมูลรถยนต์ ECO Sticker เริ่ม 1 ต.ค. 58


กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการคลัง ร่วมกันจัดงานเปิดตัวระบบป้ายข้อมูลรถยนต์ “ECO Sticker” และร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้รถยนต์อย่าง ยั่งยืน (Sustainable Mobility) ด้วยกลไก ECO Sticker และภาษี CO2

        เมื่อวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม 2558 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เป็นประธานร่วมในงานเปิดตัวระบบป้ายข้อมูลรถยนต์ “ECO Sticker” และร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้รถยนต์อย่าง ยั่งยืน (Sustainable Mobility) ด้วยกลไก ECO Sticker และภาษี CO2 อันเป็นการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2555 ซึ่งได้อนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ (ภาษี CO2) พร้อมกับได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดแนวทางให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรม รถยนต์และผู้นำเข้าจะต้องติด ECO Sticker ที่ต้องแสดงการประหยัดพลังงานและปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไปพร้อมกัน

        ดังนั้น เพื่อให้เกิดการใช้รถยนต์อย่างยั่งยืน (Sustainable Mobility) ในรถยนต์ทุกประเภท อย่างแพร่หลายในประเทศไทย กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการคลัง จึงร่วมกันทำบันทึกความร่วมมือขึ้น เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวง อุตสาหกรรมและกระทรวงการคลัง (ได้แก่ กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และสถาบันยานยนต์) ที่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการดำเนินงานตามเจตนารมณ์ของมติคณะรัฐมนตรี นี้ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามกำหนดเวลาทุกประการ

        นายจักรมณฑ์ฯ ได้กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีของการพัฒนาอุตสาหกรรม ยานยนต์ไทย หน่วยงานภาครัฐได้ร่วมกันวางนโยบายและมาตรการในอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดพัฒนาการในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ในอดีตจนมาถึงมาตรการโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์และ ECO Sticker ที่กำลังเริ่มดำเนินการนี้ การนำเสนอมาตรการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องนี้ล้วนเป็นสิ่งจำเป็น เพราะการหยุดนิ่งแม้เพียง ขณะเดียวในระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่มีพลวัตดังเช่นในโลกปัจจุบัน ก็เสมือนกับประเทศไทยกำลังถอยหลัง”

        ECO Sticker ซึ่งได้มีการเปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทยในวันนี้ ประกอบด้วยข้อมูลสำคัญ 4 ส่วน ได้แก่ 1) ข้อมูลผู้ผลิต/ผู้นำเข้า ได้แก่ ชื่อ ที่อยู่ และเว็บไซต์ 2) ข้อมูลของรถยนต์ ได้แก่ ชื่อรุ่น แบบ โครงรถ เครื่องยนต์ เกียร์ ขนาดยางล้อ จำนวนที่นั่ง น้ำหนักรถ เชื้อเพลิงที่สามารถใช้ได้ และโรงงานที่ผลิตรถยนต์ 3) รายการอุปกรณ์ที่ติดตั้งจากโรงงาน ซึ่งประกอบด้วย อุปกรณ์ที่มีสาระสำคัญในด้านการประหยัดพลังงาน อุปกรณ์ที่มีสาระสำคัญในด้านความปลอดภัย และรายการอุปกรณ์อื่นๆ และ 4) การทดสอบตามมาตรฐานอ้างอิง ได้แก่ อัตราการใช้น้ำมัน (หน่วย ลิตรต่อ 100 กม.) ใน 3 รูปแบบการใช้งาน คือ สภาวะรวม สภาวะในเมือง และ สภาวะนอกเมือง และแถบแสดงอัตราการใช้น้ำมันอ้างอิงในสภาวะรวม (Combined) ซึ่งทดสอบโดยใช้น้ำมันเบนซินหรือดีเซล หรือน้ำมัน E85 (ถ้ามี) นอกจากนี้แล้ว ใน ECO Sticker ยังมี QR Code สำหรับให้ผู้ซื้อรถยนต์ หรือประชาชนทั่วไปสามารถดาวน์โหลด Eco Sticker เพื่อรับข้อมูลรายละเอียดของรถยนต์คันนั้น รวมทั้ง ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Eco Sticker ได้อีกด้วย

        นายจักรมณฑ์ฯ ได้แสดงความชื่นชมผู้ผลิตรถยนต์หลายราย ที่ได้มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ จนมีความพร้อมและสามารถนำเสนอรถยนต์และรถปิกอัพรุ่นใหม่ๆ ที่มีคุณสมบัติระดับสากลในด้าน “สะอาด-ประหยัด-ปลอดภัย” ซึ่งเหนือกว่ารถยนต์ที่มีจำหน่ายอยู่เดิมในประเทศให้กับประชาชนชาวไทยได้ ก่อนกำหนดเวลาการบังคับใช้โครงสร้างภาษีใหม่นี้ถึงเกือบ 1 ปีเต็ม ซึ่งจะ ช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์ในปีนี้ และการติด ECO Sticker บนรถยนต์ทุกคันที่จัดจำหน่าย จะเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเชื่อมั่นของบริษัทในคุณสมบัติและมาตรฐานของตัว ผลิตภัณฑ์ที่นำมาจำหน่าย และยังแสดงถึงความรับผิดชอบในการแสดงคุณสมบัติจริงของผลิตภัณฑ์ต่อลูกค้า อย่างโปร่งใสและเปิดเผย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม

        นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กล่าวว่า “ การพัฒนาระบบ ECO Sticker สำนักงานฯ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการรถยนต์ โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้ร่วมหารือและประชุมเชิงปฏิบัติการหลายครั้ง เพื่อออกแบบ ECO Sticker และระบบป้ายข้อมูลรถยนต์ให้มีความเหมาะสมและสะดวกสำหรับการเริ่มดำเนินการใน ระยะแรกของประเทศไทย โดยผู้ผลิตรถยนต์จะเริ่มติด ECO Sticker เป็นการทั่วไป สำหรับรถยนต์ที่ผลิตใหม่หรือนำเข้ามาในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 นี้ เป็นต้นไป เพื่อให้การดำเนินโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ ซึ่งกำลังจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2559 เป็นไปอย่างราบรื่นตามกำหนดเวลา” ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม จะเปิดเว็บไซต์ www.car.go.th ในเดือนธันวาคม 2558 เพื่อเป็นแหล่งข้อมูล ECO Sticker สำหรับประชาชน ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

แหล่งที่มา: car.go.th/Content/pdf/ECOSticker.pdf


แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Categories
เหตุการณ์ปัจจุบัน

การจัดอันดับปัญหาการค้ามนุษย์ –  ล่าสุด!! สหรัฐฯจัดอันดับค้ามนุษย์ปี 58 ไทยติดเทียร์ 3 สองปีซ้อน

แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

การจัดอันดับปัญหาการค้ามนุษย์

“การจัดอันดับปัญหาการค้ามนุษย์”

ลิงค์: https://iqepi.com/32129/ หรือ
เรื่อง: ล่าสุด!! สหรัฐฯจัดอันดับค้ามนุษย์ปี 58 ไทยติดเทียร์ 3 สองปีซ้อน


 
ไทยติดเทียร์ 3 สองปีซ้อน


การจัดอันดับปัญหาการค้ามนุษย์


เทียร์ 1 : ทำได้ดีในการป้องกันและคุ้มครองเหยื่อค้ามนุษย์
เทียร์ 2 : ทำไม่ได้ตามมาตรฐานขั้นต่ำ
เทียร์ 2 วอทช์ลิสต์ : ประเทศที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
เทียร์ 3 : ล้มเหลวในการป้องกันช่วยเหลือเหยื่อหรือจับกุมผู้ค้ามนุษย์


ไทยติดเทียร์ 3 ระดับต่ำสุด ระดับเดียวกับเกาหลีเหนือ มาเลย์ได้ปรับขึ้นจากปีที่แล้วเป็น เทียร์ 2

แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Categories
สอบท้องถิ่น 2563-2564 เหตุการณ์ปัจจุบัน

ปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่น –  ความรู้เบื้องต้น สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่น

“ปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่น”

ลิงค์: https://iqepi.com/31972/ หรือ
เรื่อง: ความรู้เบื้องต้น สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์


วันนี้ (15/7/58) เห็นข่าว อียู ขึ้นทะเบียน กาแฟดอยตุง ดอยช้าง เป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และเตรียมขึ้นทะเบียนโอ่งมังกรราชบุรีต่อ จึงนำความรู้เบื้องต้นย่อๆ คร่าวๆ มาให้อ่านสำหรับท่านที่ยังไม่ทราบ ว่าต้องมีองค์ประกอบใดบ้างจึงจะเป็น “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” คัดลอกเพียงบางส่วนมาจากเว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา หากสนใจรายละเอียดลึกกว่านี้คลิกดูจากลิงค์ด้านล่าง

จากข่าว

EU ขึ้นทะเบียนกาแฟดอยตุงเป็นสินค้า GI

สหภาพยุโรป หรือ EU ลงประกาศขึ้นทะเบียนกาแฟดอยตุง และกาแฟดอยช้างของไทยเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ในสหภาพยุโรปแล้ว เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยจะมี ผลบังคับใช้ในอีก 20 วัน หรือวันที่ 3 สิงหาคม 2558

การประกาศขึ้นทะเบียน GI ส่งผลให้กาแฟดอยตุงและกาแฟดอยช้างของไทย สามารถใช้ตรา GI ในการทำตลาดได้ ผู้บริโภคในสหภาพยุโรปส่วนใหญ่ ให้ความสำคัญกับตรา GI ที่แสดงถึงลักษณะพิเศษ และคุณภาพของสินค้า และยอมจ่ายเงินในราคาที่สูงขึ้น เพื่อบริโภคสินค้าดังกล่าว

ในปี 2557 ไทยส่งออกกาแฟไปตลาดโลก 700 ตัน มูลค่า 3.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยส่งออกไป EU ราวร้อยละ 10 ของการส่งออกกาแฟโดยรวมของไทย 
– กาแฟดอยช้าง ส่งออกปีละ 400 ตัน ส่งออกไป แคนนาดา อังกฤษ อิตาลี มาเลเซีย เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย 
– กาแฟดอยตุง ส่งออกไปญี่ปุ่น

แต่คาดว่าภายหลังจากที่กาแฟ ทั้งสองชนิดได้รับการขึ้นทะเบียน GI ใน EU จะช่วยเพิ่มโอกาส ให้ผู้ส่งออกกาแฟดอยตุงและกาแฟดอยช้าง ขยายตลาดในสหภาพยุโรปได้มากขึ้น

ปัจจุบันไทยขึ้นทะเบียนสินค้า GI แล้ว 70 รายการจาก 53 จังหวัด เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้, ส้มโอนครชัยศรี, มะขามหวานเพชรบูรณ์ เป็นต้น และกระทรวงพาณิชย์มีแผนจะขึ้นทะเบียน GI ในอีก 24 จังหวัดที่เหลือให้ครบภายในปี 2560

“สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” คือ ชื่อหรือสัญลักษณ์หรือสิ่งอื่นใดที่บอกแหล่งผลิตของสินค้าดยสามารถสื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ว่าสินค้านั้นมีคุณภาพหรือคุณลักษณะพิเศษแตกต่างจากสินค้าที่ผลิตในแหล่งผลิตอื่น เช่น มะขามหวานเพชรบูรณ์ที่ประกอบด้วยคำว่า มะขามหวานซึ่งบอกว่าสินค้าคืออะไรและคำว่าเพชรบูรณ์ซึ่งบอกแหล่งผลิตมะขามหวานดังกล่าว และยังสื่อให้คน ทั่วไปเข้าใจว่ามะขามหวานดังกล่าวมีคุณภาพสูงมีรสชาติหวานและไม่แฉะอันเป็นคุณลักษณะเฉพาะของมะขามหวานเพชรบูรณ์ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกมะขามและปริมาณน้ำฝนที่พอ เหมาะพอดีในจังหวัดเพชรบูรณ์ประกอบกับฝีมือการเพาะปลูกของเกษตรกรชาวเพชรบูรณ์ ซึ่งมีกรรมวิธีในการปลูกโดยเฉพาะจึงทำให้มะขามที่ปลูกในจังหวัดเพชรบูรณ์มีความหวานมากกว่าท้องถิ่นอื่น ฉะนั้น สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีองค์ประกอบหรือปัจจัยสำคัญสองประการคือ ธรรมชาติกับมนุษย์ในแหล่งหรือท้องที่นั้น

โดยธรรมชาตินั้นสร้างสิ่งแวดล้อมหรือวัตถุดิบให้แก่การผลิตสินค้า ส่วนมนุษย์นั้นใช้ทักษะ ความชำนาญ และภูมิปัญญาในการผลิตสินค้านั้น ทั้งสองปัจจัยจึงได้ก่อให้เกิดสินค้าที่มีคุณภาพหรือคุณลักษณะพิเศษเฉพาะ ด้วยเหตุนี้ สิทธิในสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จึงเป็น “สิทธิชุมชน” หรือ “สิทธิของกลุ่มคนที่อยู่ในท้องถิ่น” ที่ผลิตสินค้านั้น

ข้อมูลการเตรียมความพร้อมการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

ในเบื้องต้น ผู้ประกอบการผลิตจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ไม่ใช่ชื่อพื้นที่ทุกพื้นที่หรือสินค้าทุกประเภทจำเป็นจะต้องได้รับการคุ้มครองเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ผู้ประกอบการผลิตควรจะต้องทำการศึกษาให้ดีและต้องพยายามรวมกลุ่มกันเพื่อพูดคุยหาข้อสรุป สำหรับขั้นตอนของการได้มาซึ่งสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นั้น เราอาจสรุปออกมาไว้ได้ ดังนี้

  1. กำหนดสินค้าที่ต้องการคุ้มครอง และรวมกลุ่มผู้ประกอบการทั้งสายการผลิต (ตั้งแต่ผู้ผลิต วัตถุดิบต้นน้ำ จนถึงผู้ประกอบการแปรรูปปลายน้ำ) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ รวมทั้งในแง่มุมทางเศรษฐศาสตร์ว่า การขึ้นทะเบียนดังกล่าว จะให้ผลที่คุ้มค่าต่อกลุ่มหรือไม่ เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายสำหรับระบบรับรองมาตรฐาน และกลุ่มจะมีแผนทำการตลาดเพื่อประชาสัมพันธ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นั้นอย่างไรให้ติดตลาด
  2. กำหนดข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของสินค้า รวมถึงมาตรฐานในการผลิตสินค้า(Specification and Standard of Production) โดยยึดความเข้าใจของผู้บริโภคเป็นหลัก เช่น ถ้าพูดถึงสินค้าจากแหล่งนี้ ผู้บริโภคจะนึกถึงคุณลักษณะอะไรเป็นสำคัญ
  3. กำหนดขอบเขตพื้นที่ในการผลิต (Zoning or Boundary setting) ตามสภาพของพื้นที่ที่เอื้อในการผลิตสินค้านั้นจริง (ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามเขตการปกครอง)
  4. ยกร่างคำขอขึ้นทะเบียนพร้อมทั้งจัดทำคู่มือปฎิบัติงานเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบในการขอยื่นขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย
  5. ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ตามกฎหมายต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา
  6. จัดสร้างระบบการควบคุมการผลิตสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(Control Plan) ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในคำขอขึ้นทะเบียน ทั้งระบบการควบคุมภายในและระบบการควบคุมภายนอก และ/หรือ นำร่างมาตรฐานการผลิตมาขอรับรองกับหน่วยงานรับรอง (Certification Boby:CB) ว่าได้มาตรฐานหรือไม่
  7. ดำเนินจัดทำแผนการตลาดและประชาสัมพันธ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นั้น โดยใช้คุณลักษณะพิเศษของสินค้าจากแหล่งภูมิศาสตร์นั้นเป็นตัวนำ เพื่อทำให้ผู้บริโภคสนใจและเกิดภาพลักษณ์เชื่อมโยงระหว่างคุณลักษณะพิเศษ กับพื้นที่แหล่งผลิตสินค้าที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ข้อสังเกต:

– การคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ตามกฎหมาย ถือเป็นสิทธิชุมชน
– สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่จะนำมาขึ้นทะเบียนจะต้องเป็นชื่อที่เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคและมีการใช้กันมาแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่สามารถคิดขึ้นใหม่เพื่อนำมาขอขึ้นทะเบียนได้
– ผู้มีสิทธิใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ภายใต้กฎหมาย คือ ผู้ผลิตสินค้าที่อยู่ในท้องถิ่นนั้นและผู้ประกอบการค้าที่เกี่ยวกับสินค้านั้น (ไม่ใช่เฉพาะแต่ผู้ขึ้นทะเบียน)

แหล่งที่มา: http://www.ipthailand.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=33&Itemid=259


แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Categories
เหตุการณ์ปัจจุบัน

ฟองสบู่จีนแตก!! –  จากการเก็งกำไรอสังหาฯ

แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ฟองสบู่จีนแตก!!

“ฟองสบู่จีนแตก!!”

ลิงค์: https://iqepi.com/31937/ หรือ
เรื่อง: จากการเก็งกำไรอสังหาฯ


ภายหลังการที่ดัชนีตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้จีน ปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 7 ปี เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2558 และค่อยๆ ปรับตัวลดลงมาจนถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2558 ดัชนีปรับลดลงถึง 30% ในรอบ 3 สัปดาห์ แม้ว่าหน่วยงานที่กำกับดูแลจะออกมาตรการต่างๆ ออกมา เช่น

– ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงครั้งที่ 4 ในรอบ 6 เดือน เพื่อกระตุ้นขวัญและกำลังใจของนักลงทุน
– ตั้งกองทุนพยุงหุ้น 1.2 แสนล้านหยวน โดยให้โบรกเกอร์ลงขันกันเอง กำหนดให้กองทุนฯ ห้ามขายหุ้นที่ซื้อมาหากดัชนีตลาดยังต่ำกว่าระดับ 4,500 จุด
– สั่งการให้โบรกเกอร์หยุดขายหุ้น IPO จำนวน 28 แห่ง ที่ค้างท่ออยู่ชั่วคราว เพื่อลดอุปทานของหลักทรัพย์ หลังจากช่วง 5 เดือนแรก มีหุ้นเข้าเทรดใหม่ มากถึง 120 ราย เฉลี่ยวันละ 1 ราย
– สั่งการให้สมาคมบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน และสมาชิก 200 แห่ง ที่บริหารกองทุน เข้าพยุงราคาหุ้นบลูชิพที่มีน้ำหนักถ่วงดัชนีมากเป็นพิเศษ
– สั่งปรับเกณฑ์เงินค้ำประกันการตลาดตราสารอนุพันธ์ โดยเพิ่มในส่วนการขายล่วงหน้า หรือทำชอร์ต หรือ CSI500 Index futures มากขึ้น
– สั่งการให้รัฐวิสาหกิจที่ถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียน ไม่ให้ขายหุ้นในบริษัทจดทะเบียนที่ถืออยู่
– สั่งการให้หุ้น 1,331 บริษัท หรือ 53% ของตลาดขอขึ้น HALT หยุดการซื้อขายชั่วคราว เพื่อลดเงินหมุนเวียนซื้อขายประจำวันลง 33% ต่อวันจากระดับปกติ
– ห้ามผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนขายหุ้นออกจากมือ 6 เดือน

แต่เพียงช่วยให้ตลาดปรับตัวขึ้นได้เพียงในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ภาวะฟองสบู่จีนแตกยังส่งผลให้ตลาดฮ่องกงปรับลดตัวลงอย่างรุนแรง รวมทั้งตลาดอื่นในแถบเอเชีย เนื่องจากจีนเป็นระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก

สาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะฟองสบู่แตกในจีน เนื่องจากเกิดการขยายตัวของการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2543 ซึ่งส่งผลให้เกิดการปล่อยสินเชื่อจำนวนมาก แต่สินเชื่อส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากธนาคาร แต่เป็นการปล่อยสินเชื่อที่ขาดการแนะนำที่ดีจาก “ระบบธนาคารเงา” หรือ Shadow Banking ที่ผู้กู้ไม่ได้รับความคุ้มครอง


แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Categories
เหตุการณ์ปัจจุบัน

ลดค่าไฟ ก.ย. -ธ.ค.  กกพ.แย้มข่าวดีค่าไฟ ก.ย.-ธ.ค. 58 ลงต่อแต่ไม่แรงเท่างวด พ.ค.-ส.ค.

แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ลดค่าไฟ

“ลดค่าไฟ”

ลิงค์: https://iqepi.com/31771/ หรือ
เรื่อง: กกพ.แย้มข่าวดีค่าไฟ ก.ย.-ธ.ค. 58 ลงต่อแต่ไม่แรงเท่างวด พ.ค.-ส.ค.


กกพ.เกาะติดต้นทุนผลิตไฟใกล้ชิดโดยเฉพาะการผลิตไฟจากน้ำ และค่าเงินบาท หลังพบทำต้นทุนเพิ่มขึ้นแต่ภาพรวมราคาก๊าซฯ ยังคงลงตามทิศทางน้ำมันทำให้ค่า Ft งวด ก.ย.-ธ.ค.ยังคงมีทิศทางลงแต่ไม่มากเท่างวดที่ผ่านมา

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษกของ กกพ. เปิดเผยว่า ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) ที่จะเรียกเก็บในบิลค่าไฟจากประชาชนในเดือนก.ย-ธ.ค 58 มีแนวโน้มจะปรับลดลงต่อเนื่องจากงวดก่อนแต่คงจะปรับลดลงไม่มากตามที่คาดหมายไว้ที่จะลดลง 9.35 สตางค์ต่อหน่วย เนื่องจากประเมินเบื้องต้นจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในส่วนของพลังงานน้ำที่เป็นต้นทุนต่ำสุดจะลดลงจากภาวะภัยแล้ง ขณะเดียวกันอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทมีทิศทางที่อ่อนค่า ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นแต่จะมากน้อยเพียงไรยังคงต้องติดตามใกล้ชิด

“ราคาก๊าซฯ ยังคงลดตามทิศทางน้ำมัน แต่อัตราแลกเปลี่ยนเราคำนวณเฉลี่ย 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่เฉลี่ยอ่อนค่าลงไประดับ 33 .50-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งทุก 1 บาทที่อ่อนค่าจะมีผลกระทบต่อค่าไฟที่เพิ่มขึ้น 5-6 สตางค์ต่อหน่วย นอกจากนี้ เรายังต้องดูเรื่องของการใช้ไฟด้วย ถ้าใช้น้อยก็จะทำให้การใช้เชื้อเพลิงลดลง ถ้าใช้มากก็ต้องใช้เพิ่ม ปัจจัยเหล่านี้ต้องติดตามใกล้ชิด” นายวีระพลกล่าว

สำหรับการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานใหม่ขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นในเรื่องหลักเกณฑ์ดำเนินงาน คาดว่าจะมีการประกาศใช้ได้ในการคำนวณค่าไฟรอบ ก.ย.-ธ.ค. 58 นี้ ซึ่งหลักการค่า Ft จะเริ่มต้นจากศูนย์ใหม่ และนำ Ft ที่เหลือไปใส่ไว้ในค่าไฟฐาน แต่โดยรวมค่าไฟฐานจะไม่มีการปรับเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันแต่อย่างใดเนื่องจากมีการดูแลประสิทธิภาพการผลิต และการลงทุนของ 3 การไฟฟ้าก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ค่า Ft รอบ พ.ค.-ส.ค. 58 กกพ.ได้ประกาศลดลง 9.35 สตางค์ต่อหน่วย เกิดจากการประมาณการว่าราคาก๊าซในงวด ก.ย.-ธ.ค. 58 จะปรับลดลงมากตามทิศทางราคาน้ำมันที่ลดลงแรงทำให้คาดว่าค่าไฟจะลดลง 13 สตางค์ต่อหน่วยจึงใช้วิธีคิดแบบหารครึ่งโดยให้ลดค่า Ft งวดดังกล่าวลง 9.35 สตางค์ต่อหน่วยและที่เหลือ 9.35 สตางค์ต่อหน่วยจะนำมาลดในงวด ก.ย.-ธ.ค. 58


แชร์เลย
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •